ยาบ้าครองแชมป์!! อย. เปิดคลังยาเสพติด เตรียมเผา 25 มิ.ย.นี้

อย.เปิดคลังยาเสพติด จากคดีทั้งสิ้น 7,245 คดี คิดเป็นน้ำหนักรวมกว่า 6,322 กิโลกรัม เตรียมเผา 25 มิ.ย.นี้

วันนี้ ( 21 มิ.ย.61) ที่ คณะทำงานตรวจรับยาเสพติดให้โทษของกลาง ซึ่งประกอบด้วยหน่วยงานต่าง ๆ ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ทำการตรวจรับยาเสพติดให้โทษของกลางจากคดีทั้งสิ้น 7,245 คดี คิดเป็นน้ำหนักรวมกว่า 6,322 กิโลกรัม

โดยเก็บไว้ในคลังยาเสพติด อย. ก่อนจะนำไปเผาทำลายในวันที่ 25 มิถุนายน 2561 เวลา 10:00 น. ที่ ศูนย์บริหารสาธารณูปโภคและสิ่งแวดล้อม นิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา

ทางด้าน นพ.วันชัย สัตยาวุฒิพงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา ได้เปิดเผยว่า ยาเสพติดให้โทษของกลางที่คณะทำงานทำการตรวจรับนี้เป็นยาเสพติดที่ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งหรือคำพิพากษาให้ริบของกลางแล้ว และสามารถนำไปทำลายได้

สำหรับการตรวจรับดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ทราบน้ำหนัก ลักษณะและประเภทของยาเสพติด พร้อมทั้งชักสุ่มตัวอย่างเพื่อตรวจเบื้องต้นว่าเป็นยาเสพติดหรือไม่ และส่งตรวจวิเคราะห์ทางวิชาการแล้วจึงห่อหุ้มยาเสพติดให้โทษของกลางที่ผ่านการตรวจรับแล้วบรรจุลงหีบห่อ และติดลำดับหมายเลขหีบห่อ

ซึ่งคณะทำงานตรวจรับ ฯ เซ็นชื่อกำกับไว้ทุกหีบห่อ จากนั้นเก็บไว้เป็นสัดส่วนที่จัดไว้ในคลังยาเสพติดของ อย. โดยติดเทปกระดาษที่ลงลายมือชื่อของคณะทำงานตรวจรับฯ กำกับไว้ที่ประตูคลัง เมื่อเสร็จแล้วคณะกรรมการเก็บรักษากุญแจคลังยาเสพติดจะมอบกุญแจคลังให้ประธานคณะทำงานตรวจรับ ฯ คือ นายวิชัย ไชยมงคล รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด เป็นผู้เก็บรักษากุญแจไว้

อย่างไรก็ตาม นายวิชัย ไชยมงคล รองเลขาธิการ ปปส. ประธานคณะทำงานฯ เปิดเผยว่า ในวันที่ 25 มิถุนายน เวลา 05:00 น. จะมีการเคลื่อนย้ายยาเสพติดของกลาง ออกจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยเข้ม นอกจากการจัดเก็บที่มีระบบนิรภัยล็อคหลายชั้นระบบสัญญาณเตือนภัย

โดยคาดว่า เมื่อกฎหมายยาเสพติดฉบับใหม่ออกใช้คาดว่า จะทำให้ระบบการเผาทำลายยาเสพติด รวดเร็วขึ้น ไม่ต้องกักเก็บไว้ที่คลังยา เสพติดเป็นเวลานานหลายปี ทั้งนี้หลังจากการเผาทำลายยาเสพติดในครั้งนี้ จะเหลือ ยาเสพติดของกลาง ที่คดียังไม่สิ้นสุดอีกกว่า 85 ตัน​

เล่นที่สูง! ผู้โดยสารคู่รัก จัดโล้สำเภาบนเครื่อง ขณะอยู่กลางอากาศ

เล่นที่สูง! ผู้โดยสารคู่รัก จัดโล้สำเภาบนเครื่องบิน ขณะอยู่กลางอากาศ

เว็บไซต์เดลี่เมล ได้รายงานเมื่อ 19 มิ.ย. เปิดเผยคลิประบุว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นบนเที่ยวบินหนึ่งที่มุ่งหน้าสู่ประเทศเม็กซิโก โดยสามีภรรยาคู่หนึ่งก็นั่งคุยกันไป อ่านหนังสือหนังหาฆ่าเวลาระหว่างไฟล์ทแต่แล้วอยู่ดี ๆ พวกเขาก็รู้สึกเหมือนเบาะสั่น ๆ พร้อมกับได้ยินเสียงแปลก ๆ ดังมาจากเบาะด้านหลัง เมื่อหันไปดูว่ามันเกิดอะไรขึ้น ก็พบว่าผู้โดยสารด้านหลังมีเซ็กส์กันกลางอากาศ

จากนั้น พวกเขาจึงยกโทรศัพท์มือถือขึ้นมาถ่ายคลิปเอาไว้ และส่งไปให้ ไคลีย์ ลูกสาวของพวกเขาดู ซึ่งไคลีย์ก็ได้โพสต์คลิปนี้ลงบนทวิตเตอร์ พร้อมเล่าว่า ตอนแรก ๆ การเดินทางของพ่อแม่เธอก็สงบสุข กระทั่งได้มาพบกับความบันเทิงนี้ โดยในคลิปเผยให้เห็นว่า ตอนนั้นยังเป็นตอนกลางวัน บนที่นั่งเบาะหลังของพ่อแม่ไคลีย์ มีผู้หญิงสวมชุดเดรสสีขาว กำลังนั่งคร่อมอยู่บนตักแฟนหนุ่ม พร้อมส่งเสียงหอบหายใจแรง ๆ เป็นระยะ ฝ่ายชายก็เอื้อมมือไปโอบเอวเธอ ผ่านไปชั่วครู่เป็นอันเสร็จสมอารมณ์หมาย แต่เธอก็ยังคงกอดอยู่กับชายคนรัก ไม่ได้ลุกไปนั่งที่เดิม

หลังจากที่คลิปกิจกรรมกลางอากาศนี้ถูกเผยแพร่ออกไป กลายเป็นกระแสไวรัลอย่างมากบนทวิตเตอร์ หลังจากที่โพสต์ไปแค่ 2 วัน ก็มีคนกดเข้าไปดูแล้วกว่า 5.5 ล้านครั้ง ชาวเน็ตต่างก็เข้ามาแสดงความคิดเห็นกันอย่างสนุกสนาน บางคนแซวว่าคู่รักในคลิปคงอยากเปลี่ยนบรรยากาศ

นอกจากนี้ คลิปดังกล่าวยังถูกเเชร์ในเพจเฟซบุ๊กดังในไทย “แรดสยาม” ซึ่งได้เผยคลิปดังกล่าว พร้อมข้อความว่า “โล้สำเภาบนท้องฟ้า!! คู่รักที่ถือกล้องจะยกมือถือมาถ่ายเซลฟี่บนเครื่องบิน! ในระหว่างที่จะแชะก็เห็นพลังงานบางอย่างเคลื่อนไหวที่เบาะท้ายเครื่อง!! คือคู่ที่นั่งท้ายลำ และไม่มีคนนั่งในแถวเบาะหลังเลยอีกสองแถว! คงคิดว่าปลอดคนเลยจัดการทำภารกิจ โล้สำเภากันซะเลย!! #ยิ่งสูงยิ่งหนาว #มันก็จะเสียวๆกว่าที่เคย #โล้สำเภา”

ภาพจาก ทวิตเตอร์ @KileyTully

นักสิทธิมนุษยชน แจงข้อสงสัยกรณีการคัดค้านบทลงโทษประหารชีวิต

นักสิทธิมนุษยชน แจงข้อสงสัยกรณีการคัดค้านบทลงโทษประหารชีวิต หลังถูกกระแสสังคมโจมตีอย่างหนัก

จากกรณีที่มีข่าวกรมราชทัณฑ์ฉีดยาพิษประหารชีวิตนักโทษเด็ดขาดชายธีรศักดิ์ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 26 ปี ผู้ต้องขังในคดีฆ่าผู้อื่นอย่างทารุณโหดร้ายเพื่อชิงทรัพย์ เหตุเกิดเมื่อวันที่ 17 ก.ค. 2555 ซึ่งเป็นครั้งแรกในรอบ 9 ปี ต่อมานักกิจกรรมของแอมเนสตี้ ประเทศไทย ได้รวมตัวกันแสดงเชิงสัญลักษณ์ไม่เห็นด้วยกับโทษประหารชีวิต จนกลายเป็นกระแสที่มีการวิพากษ์วิจารณ์กันมาอย่างต่อเนื่อง

ล่าสุด ผู้ใช้เฟซบุ๊ก Phongsathon Chankaew ได้ออกมาโพสต์ถึงกรณีกระแสการประหารชีวิตดังกล่าว ซึ่งข้อความระบุว่า “เป็นอีกครั้งที่นักสิทธิมนุษยชนตกเป้าการโจมตีของสังคม เราไม่แปลกใจและไม่โกรธด้วยซ้ำที่พวกเราถูกโจมตี เพราะสำหรับเหตุการณ์ครั้งนี้เราพอเห็นได้ว่าความขัดแย้งของความคิดสองขั้วเกิดจาก “ความไม่เข้าใจของสังคมในประเด็นที่เหล่านักสิทธิมนุษยชนนำเสนอ” และ “ความผิดพลาดในการนำเสนอและสื่อสารของเหล่านักสิทธิมนุษยชน” ด้วยเหมือนกัน

เราว่าเรื่องนี้ยังมีมุมมองที่เราอยากนำเสนอให้สังคมฟังอีกครั้งว่า ที่เห็นๆ นักสิทธิฯ เรียกร้องสิทธิให้กับฆาตกรกันเก่งนั้นเป็นเพราะพวกเราคิดอะไรอยู่ โดยเราขออนุญาตินำเอาคำถามของชาวเน็ต และรวมถึง social influencer ที่ถามๆ กันในสื่อออนไลน์มาตอบโดยคำถามที่เลือกตอบจะเลือกตอบเฉพาะคำถามที่เราเห็นว่าถ้ายังเข้าใจผิดในสาระสำคัญ และถ้ายังมีความคิดแบบนั้นสำหรับเราแล้วเรามองว่ามันอันตรายมากๆ ตามนี้นะครับ

JudgeJudd ถาม: “ทุกคนมีสิทธิมีชีวิต…อ้าว แล้วคนที่โดนฆ่าเค้าไม่มีสิทธิเหรอวะ”

ตอบ: สำหรับนักสิทธิมนุษยชน เราทำงานโดยยึดหลักการของการให้ความสำคัญในคุณค่าและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของ “ทุกชีวิต” เราไม่เห็นด้วยเป็นอย่างมากกับการที่ฆาตกรมาพรากชีวิตใครสักคนไป และเราตระหนักเสมอว่า การฆ่าใครให้ตาย เป็นพฤติกรรมที่โหดร้าย ป่าเถื่อน และเป็นสิ่งที่ “ไม่สามารถรับได้” เรารังเกียจและขยะแยงพฤติกรรมที่เหล่าฆาตกรเหล่านั้นทำ

เรายืนยันว่า “ทุกคนมีสิทธิในการมีชีวิตรอด” สิทธิอันนี้เป็นสิทธิติดตัวตั้งแต่เสียงร้องแรกที่มนุษย์คลอดออกมาเป็นหลักการสำคัญของสิทธิมนุษยชน ที่ไม่มีใครสามารถพรากจากเราไปได้ ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหน เวลาใดในโลกใบนี้

ด้วยเหตุนี้เราจึงยืนยันว่า เราไม่ควรนำการฆ่ามาทำให้เป็นสิ่งที่ถูกต้อง ผ่านการยกมือของคนส่วนใหญ่ หรือถูกรับรองโดยรัฐ เราไม่เห็นด้วยกับการนำความโหดร้ายเลวทรามเหล่านั้น ขึ้นมาเป็นข้ออ้างทางศีลธรรมเพื่อกำจัดเหล่าฆาตกรให้หมดไป

เพราะเราเชื่อเหลือเกินว่า ถ้าสังคมเราเชื่อมั่นและร่วมกันปรับปรุงระบบและการสร้างหลักประกันว่าเหยื่อจะได้รับการเยียวยาที่เป็นธรรม คนผิดได้รับโทษตามที่เขาควรได้รับ สังคมและรัฐเราไม่จำเป็นต้องลดตัวเพื่อทำผิดศีลธรรม หรือนำพฤติกรรมโหดร้ายน่าขยะแขยงที่เราต่างเกลียดกลัวและเป็นเหตุผลที่เรากำลังประนามผู้กระทำความผิด ขึ้นมาแก้ปัญหานี้เลย

JudgeJudd ถาม: “วิจัยมาแล้วว่าการประหารไม่ทำให้อาชญากรรมลด…มึงไปวิจัยมาก่อนแล้วกันว่าถ้าไม่มีโทษประหารแล้วอาชญากรรมลดจริงๆ”

ตอบ: เหตุผลที่นักสิทธิทั้งหลายพยายามยกงานวิจัยมาอ้างเพราะว่าในการดีเบตหลายครั้ง มีผู้พยายามหยิบยกประเด็นมาว่า “มีโทษประหารเพื่อสร้างความหลาดกลัว ปรามคนกระทำความผิด” แต่ในทางเดียวกันมีงานวิจัยมากมายบอกว่าพอประเทศที่ยกเลิกโทษประหารไปแล้ว การมีหรือไม่มีโทษประหารไม่ได้ช่วย หรือเกี่ยวกับปัญหาอาชญากรรมเลย อย่างคำถามของคุณจั๊ดที่ว่า

“มึงไปวิจัยมาก่อนแล้วกันว่าถ้าไม่มีโทษประหารแล้วอาชญากรรมลดจริงๆ” ขอเรียนแบบนี้นะครับว่าในหลายๆ ประเทศที่มีการยกเลิกโทษประหาร ควบคู่ไปกับการปรับเปลี่ยนวิธีการมองผู้ต้องขังและการคุมขังจากเรื่องของการ “ลงโทษให้สาสม” มาเป็น “การบำบัดฟื้นฟู” และการควบคุมโดย “เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์”

ประเทศเหล่านั้นกลับมีอัตราการก่ออาชญากรรมและการก่อความผิดซ้ำลดลงครับ นี่ยังไม่รวมเรื่องความเสี่ยงของโทษประหาร อื่นๆ เช่นความผิดพลาดของการตัดสิน การเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมที่ไม่เท่าเทียมกันของคนในสังคม เป็นต้น (อ่านเพิ่มเติมได้ที่ อ้างอิงที่ 1)

JudgeJudd กล่าว: “มันคือการลงโทษปัจเจกบุคคลที่ชั่วช้า ไม่จำเป็นต้องคิดลึกคิดไกลไปถึงว่าสังคมจะได้อะไรจากการประหาร”

เราขอชี้แจง: “นี่คือการลงโทษปัจเจกที่ชั่วช้า” คำนี้มันอันตรายมากครับ เพราะถ้าเราพูดแบบนี้เราจะละเลยประเด็นหลายอย่างไปโดยเฉพาะที่มาของ “ปัจเจก” ซึ่งเป็นมนุษย์ที่ “ที่ชั่วช้า” เราขออยากเชิญชวนให้ทุกคนแยกมนุษย์ กับ ความชั่วช้าออกจากกัน และสิ่งที่เราจะบอกคือนักสิทธิอย่างเราไม่ได้เกลียดมนุษย์เหล่านั้น

แต่สิ่งที่เราเกลียดคือความชั่วช้าของเขาครับ ดังนั้นจึงเป็นที่มาที่เราพยายามสื่อสารว่าเราไม่เห็นด้วยที่ฆ่ามนุษย์ แต่เราเห็นว่าเราจะทำยังไงให้ความชั่วช้าตรงนั้นหายไป หรือถูกจำกัดในพื้นที่ที่เหมาะสมเพื่อไม่เป็นอันตรายต่อคนอื่น

และจากประสบการณ์การทำงานในฐานะนักสังคมสงเคราะห์และการรับฟังเพื่อนๆ ที่อยู่ในสายงานที่ทำงานกับผู้ก่อคดีอาชญากรรม เราจะเห็นว่าปัจเจกที่ชั่วช้านั้นต่างเคยเป็น “เหยื่อ” มาก่อนทั้งสิ้น ทั้งการเป็นเหยื่อของการถูกทารุณกรรมโดยตรง หรือการเป็นเหยื่อของระบบสังคม ครอบครัว และสิ่งแวดล้อมที่ค่อยๆ สร้างให้เกิดอาชญากรอย่างช้าๆ (ขอกล่าวเพิ่มเติมในประเด็นข้างล่างครับ)

JudgeJudd กล่าว: “ไม่จำเป็นต้องคิดลึกคิดไกลไปถึงว่าสังคมจะได้อะไรจากการประหาร”

เราขอชี้แจง: อันนี้ยิ่งโคตรน่ากลัวเลยครับ เพราะถ้าเราไม่คิดอะไรเลย เราจะกลายเป็นคนผู้ยินดีกับการฆ่าคนเพียงเพราะ “อารมณ์” เท่านั้น ผมว่าสิ่งสำคัญที่เราจำเป็นต้องถามตัวเองทุกคนว่านอกจากความสะใจ ความรู้สึกปลอดภัยว่าไอ้คนทรามไปตายไป 1 คนนั้น แล้วผลลัพธ์ที่ได้คือเราจะมีสังคมที่ปลอดภัยกันจริงๆ เหรอ

เพราะถ้าเรา Focus แค่การลงโทษ แต่ไม่หันกลับมาพูดประเด็นทางสังคมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องและเป็นปัจจัยที่สำคัญในกระบวนการในการสร้างคนๆ หนึ่ง มันก็เหมือนการดำรงสังคมที่ผลิตอาชญากรให้ดำรงอยู่เหมือนเดิม แล้วก็รอให้คนเหล่านั้นไหลตามสายพานเข้าสู่แดนประหารไปเรื่อยๆ (ไม่ว่าจะลงโทษวิธีไหน ถ้าเราไม่จริงจังเรื่องการป้องกันก็เหมือนกับสังคมเรานั่งรอให้เกิดเรื่องกับเหยื่อ แล้วก็ค่อยลงโทษผู้กระทำเอาก็แค่นั้น)

จริงๆ สิ่งที่เราหวังจากโทษประหาร หรือสิ่งที่สังคมอยากเห็นจากการมีโทษประหารมันมีประสิทธิภาพจริงๆ หรือเปล่า เราต้องคุยกันครับ

อีเจี๊ยบ เลียบด่วน กล่าว “ไม่คิดว่า กูอยากอยู่รวมโลก กับสิ่งมีชีวิตพวกนี้ จะแน่ใจได้ยังไง ว่าสักวัน พวกมันจะไม่ถูกปล่อยออกมา อยู่ในซอยบ้าน ทำงานอยู่ที่เดียวกับลูกเมีย เดินสวนกันในซอยเปลี่ยวๆ”

เราขอชี้แจง: ดังนั้นข้อกังวลนี้ประเด็นของมันจึงอยู่ที่ว่า เราจะทำอย่างไรเพื่อให้มั่นใจว่าคนเหล่านั้นเมื่อเข้าไปในคุกเขาจะได้รับการบำบัดฟื้นฟูอย่างจริงจัง มีกระบวนการประเมินก่อนออกที่เข้มข้น หรือในกรณีที่มีการกระทำความผิดซ้ำมามากมาย ก่อคดีที่ร้ายแรงมากๆ แล้ว เราจะมีระบบที่จะกันเขาออกจากสังคมอย่างไรเพื่อจะมั่นใจว่าเขาไม่สามารถออกมาทำอะไรที่อาจก่อให้เกิดอันตรายกับคนอื่นใช่ไหมครับ ถ้าใช่ แสดงว่าเราคิดเหมือนกัน

อีเจี๊ยบ เลียบด่วน กล่าว: “ถึงมันจะอยู่ในคุก ไม่ถูกปล่อยออกมา กูและคนไทยส่วนใหญ่ของประเทศนี้ ก็ไม่เต็มใจทำงาน เสียเงินภาษีมาเพื่อเลี้ยงดู ให้ข้าวให้น้ำ ให้แม่งไปจนวันตาย”

เราขอชี้แจง: ในส่วนนี้เราข้อเน้นย้ำให้เห็นถึงความจำเป็นที่ทำไมเราถึงต้องเอาเงินภาษามาเลี้ยงดูพวกเขา ก็ด้วยเหตุผลที่ผมกล่าวมานั่นแหละครับว่าคนพวกนี้ไม่ได้อยู่ๆ เกิดมา อาชญากรไม่ได้ถูกสร้างและเป็นกันได้ในวันเดียว ลองคิดดูนะครับว่าการจะก่อเหตุสะเทือนขวัญแสดงว่าผู้กระทำต้องมีสภาวะจิตใจบางอย่างที่ไม่ปกติ

ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ ความรู้สึกของตนเอง และรับรู้ประเด็น ความรับผิดชอบทางจริยธรรมได้เหมือนคนอื่น ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้ต้องผ่านกระบวนการขัดเกลาทางสังคม (Socialization) ดังนั้นเราจึงต้องกลับมาตั้งคำถามว่า เรามีสภาพสังคมแบบไหนที่ร่วมกันขัดเกลาให้ให้เกิดอาชญากรในลักษณะนี้

• สภาพสังคมที่เรามองว่าการรังแกกันในโรงเรียน เป็นเรื่องธรรมดาของเด็ก (เรากำลังสอนเด็กทางอ้อมว่าการรังแกเพื่อนเป็นเรื่องยอมรับได้) มีส่วนมั้ย?

• สภาพสังคมที่เรามองว่าความรุนแรงในครอบครัวเป็นเรื่องของผัวเมีย ไม่ควรเข้าไปยุ่ง มีส่วนมั้ย? (ความรุนแรงในครอบครัวมักสร้างบาดแผลทางจิตใจให้กับเด็กๆ ความมั่นคงทางอารมณ์หายไป เด็กได้เห็นตัวอย่างที่ไม่ดี เด็กบางคนเลียนแบบสิ่งที่พอทำกับแม่ ส่งต่อไปยังเพื่อนๆ)

• สภาพสังคมที่เรายอมรับการลงโทษ การแก้ปัญหาด้วยความรุนแรงในเรื่องต่างๆ จากผู้ที่มีอำนาจมากกว่า จนกลายเป็นเรื่องธรรมดา และบอกเด็กเรากลายๆ ว่ามันทำได้เนี่ย มีส่วนมั้ย (เช่น เรื่องการตีลูกของพ่อแม่ หรือตีเด็กของนักเรียน การลงโทษแบบรุนแรงในค่ายทหาร )

• สภาพสังคมทุนนิยมที่พ่อแม่ส่วนใหญ่ต่างมุ่งทำงานเพื่อหาเงินเลี้ยงลูก จนไม่มีเวลาเลี้ยงลูก มีส่วนมั้ย? (เด็กหลายคนไม่มีความมั่นคงในอารมณ์จิตใจ ไม่ได้ถูกเติมเต็มพื้นฐานทางความรัก ไม่ได้รับคำแนะนำและตอบสนองที่ถูกต้องทันท่วงทีตามช่วงวัยพัฒนาการในแต่ละขั้น)

• สภาพสังคมที่การศึกษาถูกออกแบบมาอย่างจำกัดและเน้นความรู้ทางวิชาการ มากกว่าทักษะชีวิต และการสร้างลักษณะนิสัยที่รู้จักควบคุมอารมณ์ ยอมรับความคิดเห็นของคนอื่น นี่มีส่วนมั้ย? (เด็กหลายคนไปต่อไม่ได้ในเส้นทางการเรียนที่มีอยู่อย่างจำกัด เมื่อประตูโรงเรียนปิดลง เด็กมีเวลาว่างมากขึ้นในการไปทำอะไรต่างๆ และเมื่อนั้นขาข้างหนึ่งของเขาก็พร้อมก้าวไปอยู่ในคุกแล้ว)

• สภาพสังคมที่เราเรียกร้องให้ยัดคนเข้าไปในคุกเพื่อ “ลงโทษให้หลาบจำ” ไม่ใช่การ บำบัดฟื้นฟูและปรับเปลี่ยนพฤติกรรม แล้วเมื่อคนๆ นั้นอยู่ในคุก กลับกลายเป็นแค่การแยกตัวให้คนที่ถูกตัดสินว่าเลวไปอยู่ด้วยกันก่อนที่จะรอกลับออกมาจากคุกใหม่ด้วยพฤติกรรมเดิม และเข้าๆ ออกๆ แล้วเราก็ด่าๆ กันเนี่ย มันมีส่วนมั้ย?

อีเจี๊ยบ เลียบด่วน กล่าว: “การดูแลเรื่องสิทธิมนุษยชน เป็นงานสำคัญ เป็นงานที่หนัก เหนื่อย คนทำก็น้อย เอาความสามารถ ความรู้ เวลา กำลังของท่านนักสิทธิมนุษยชนทั้งหลาย แทนที่จะไปช่วยปกป้องไอ้คนเลวๆพวกนั้น มาดูแลเด็ก ผญ คนแก่ คนดีๆ คนจน คนด้อยโอกาส คนถูกรังแก จะดีกว่าไม๊ครับจะได้ไม่เหนื่อยมาก”

เราขอชี้แจง: ใช่ครับงานสายสิทธิมนุษยชนเป็นงานที่หนักมาก เพราะงานหลักของพวกเราคือการทำงานที่สวนทางกับความคิดกระแสหลักของสังคมในหลายๆ กรณี เรายืนยันว่า “เราไม่ได้ปกป้องคนเลว” ครับ คนเลวต้องได้รับโทษ แต่สิ่งที่เราทำคือเราปกป้อง “คุณค่าและศักดิ์ศรีของความเป็นคน” และเราพยายามทำงานเพื่อทำให้พฤติกรรมเลวๆ ที่สังคมว่านั้นลดลงและหายไป

เราพยายามทำงานกับต้นเหตุของปัญหา พวกเรากระจายการทำงานกับคนทุกกลุ่มทั้ง เด็ก ผญ คนแก่ คนดีๆ คนจน คนด้อยโอกาส คนถูกรังแก ด้วยการทำงานที่เราเจอคนเหล่านี้บ่อยและโดยตรงแหละครับจึงทำให้เราได้เห็นที่มาที่ไปและรากของปัญหาของที่มาที่ไปของอาชญากรเหล่านั้น

เราเลยพยายามสื่อสารกับท่านว่า เรามาแก้กันที่ต้นเหตุกันดีกว่าครับ และส่วนปลายเหตุที่มันไม่ work แต่กลับลดทอนและทำลายหลักการที่เรายึดถือคือการไม่ยอมรับการ “ฆ่า” และการดำรงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของคนไว้ มันก็ควรถูกยกเลิกให้หมดไป และนี่คือสิ่งที่เราพยายามสื่อสาร

ด้วยความเคารพจากคนที่แอบชื่อนชมพวกท่านในหลายๆ กรณีที่แสดงควมคิดเห็นและวิพากษ์วิจารณ์สังคม แต่ไม่ใช่กรณีนี้ และจะติดตามกรณีอื่นๆ ต่อไป ถ้าถูกใจและเห็นตรงกันก็ยังจะแชร์ และอวย