ตำรวจระยอง เปิดภาพล่าตัวคนร้าย มอมยาสาวแบงก์ ก่อนจับแก้ผ้ารูดทรัพย์นับแสน

สาวแบงก์ถูกคนร้ายมอมยา จับมัดมือ-แก้ผ้า ก่อนชิงทรัพย์นับแสน ตำรวจได้เบาะแส คาดว่าคนร้ายเป็นเพื่อนของเหยื่อ มาหลอกให้เชื่อใจก่อนลงมือชิงทรัพย์

‘มอมยา’

รายงานข่าวแจ้งว่า ที่.ระยอง เจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการเผยแพร่ภาพจากกล้องวงจรปิด เพื่อเร่งล่า 2 คนร้ายก่อเหตุมอมยาหญิงสาวรายหนึ่ง ก่อนจะจับแก้ผ้าและฉกทรัพย์สินในห้องพักซึ่งเป็นคอนโดหรูหนีหายไปกว่าแสนบาท

โดยรายงานเผยว่า  ก่อนเกิดเหตุคนร้ายได้เข้ามาในห้องพักพร้อมผู้เสียหาย  ในช่วงเวลา 18.00 น. จากนั้นได้ออกไปพร้อมกันก่อนจะกลับเข้าในห้องอีกครั้งในช่วงเวลา 20.00 น. และคนร้ายได้ขับรถออกไปประมาณเวลา 22.00 น.   จนเมื่อเวลาประมาณ 23.00 น. ผู้เสียหายได้ออกมาจากห้องในสภาพเปลือย ถูกมัดแขน มีอาการมึนงง เคาะประตูห้องพักของเพื่อนข้างห้อง เพื่อขอความช่วยเหลือ ก่อนที่ รปภ.จะเห็นและแจ้งเจ้าหน้าที่ให้เข้าช่วยเหลือ

มอมยา, รูดทรัพย์, ข่าวจังหวัดระยอง
มอมยา

สำหรับการก่อเหตุในครั้งนี้ คาดว่าคนร้ายน่าจะเข้ามาตีสนิทกับผู้เสียหาย จนเกิดความไว้ใจและหลงเชื่อ จากนั้นจึงพาเข้ามาที่ห้องพักของตนเอง จนถูกมอมยาชิงเอาทรัพย์สินไปดังกล่าว อย่างไรก็ดีหากผู้ใดมีเบาะแสของคนร้าย เร่งแจ้งให้ทางตำรวจได้รับทราบเพื่อจะได้ตามตัวมาดำเนินคดี และป้องกันไม่ให้ไปก่อเหตุกับคนอื่นซ้ำอีก

รมว.แรงงาน แจง 28 งานห้ามคนต่างด้าวทำโดยเด็ดขาด

รมว.แรงงาน เผย เห็นชอบปลดล็อคงานกรรมกรให้คนต่างด้าวทำได้โดยต้องเข้ามาอย่างถูกกฎหมาย งานห้ามทำโดยมีเงื่อนไข 11 งาน และงานห้ามทำโดยเด็ดขาด 28 งาน 

เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2561 พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว เพื่อพิจารณาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในประเด็นการกำหนดงานที่ห้ามคนต่างด้าวทำตามมาตรา 7 แห่งพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 ณ ห้องประชุมประสงค์ รณะนันทน์ ชั้น 5 อาคารกระทรวงแรงงาน ซึ่งกระทรวงแรงงาน

โดยที่ประชุมเห็นชอบตามกรมการจัดหางานในฐานะฝ่ายเลขานุการเสนอประเด็นเกี่ยวกับ 1)งานที่ปลดล็อคให้คนต่างด้าวทำได้ 1 งาน ได้แก่ กรรมกร ซึ่งแรงงานต่างด้าวจะต้องเข้ามาอย่างถูกกฎหมาย 2)งานห้ามทำโดยมีเงื่อนไข จำนวน 11 งาน โดยคนต่างด้าวต้องเป็นลูกจ้างเท่านั้น

ซึ่งงานที่ขาดแคลนแรงงานในปัจจุบันมี 8 งาน และจะอนุญาตให้ทำได้เท่าที่จำเป็นเท่านั้น โดยไม่กระทบต่อโอกาสการมีงานทำของคนไทย ได้แก่ 1) กสิกรรม เลี้ยงสัตว์ งานป่าไม้ หรือประมง ยกเว้นงานที่ใช้ความชำนาญงานเฉพาะสาขา ควบคุมดูแลฟาร์ม 2) ก่ออิฐ ช่างไม้ หรือก่อสร้างอื่น 3) ทำที่นอนหรือผ้าห่มนวม 4) ทำมีด 5) ทำรองเท้า 6) ทำหมวก 7) ประดิษฐ์เครื่องแต่งกาย 8) ปั้นหรือทำเครื่องปั้นดินเผา

และงานที่ประเทศไทยต้องปฏิบัติตามข้อตกลงระหว่างประเทศ ซึ่งคนต่างด้าวต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพตามกฎหมายไทยก่อนขอรับใบอนุญาตทำงาน มี 3 งาน ได้แก่ 1)ควบคุม ตรวจสอบ ปฏิบัติงานหรือให้บริการทางบัญชี ยกเว้น ตรวจสอบภายในเป็นครั้งคราว งานตามข้อตกลงหรือพันธกรณีที่ประเทศไทยมีความผูกพัน โดยที่สภาวิชาชีพบัญชีเป็นผู้ให้การรับรองคุณสมบัติ

2)งานในวิชาชีพวิศวกรรม สาขาวิศวกรรมโยธา ที่เกี่ยวกับงานออกแบบและคำนวณ จัดระบบ วิจัย วางโครงการทดสอบ ควบคุมการก่อสร้างหรือให้คำแนะนำ ยกเว้นผู้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกอบวิชาชีพวิศวกรรมและวิชาชีพวิศวกรรมควบคุมตามข้อตกลงยอมรับร่วมคุณสมบัตินักวิชาชีพของอาเซียน (MRAs)

รวมทั้งข้อตกลงระหว่างประเทศอื่นที่เกี่ยวกับการให้บริการวิศวกรรมข้ามแดน หรือผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม สาขาวิศวกรรมโยธาตามกฎหมายว่าด้วยวิศวกร 3)งานในวิชาชีพสถาปัตยกรรมที่เกี่ยวกับงานออกแบบ เขียนแบบ ประมาณราคา อำนวยการก่อสร้าง หรือให้คำแนะนำ ยกเว้นผู้ประกอบวิชาชีพตามข้อตกลงยอมรับร่วมคุณสมบัตินักวิชาชีพของอาเซียน (MRAs)

พล.ต.อ.อดุลย์ฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า งานที่ห้ามคนต่างด้าวทำโดยเด็ดขาดมี 28 งาน แบ่งเป็นงานที่แสดงถึงอัตลักษณ์ไทยและส่งเสริมการสืบทอดภูมิปัญญาไทย จำนวน 16 งาน ได้แก่ 1)แกะสลักไม้ 2)ทอผ้าด้วยมือ 3)ทอเสื่อ หรืองานทำเครื่องไม้ด้วยกก หวาย ปอฟาง หรือเยื่อไม้ 4)ทำกระดาษสาด้วยมือ 5)ทำเครื่องเขิน 6)ทำเครื่องดนตรีไทย 7)ทำเครื่องถม 8)ทำเครื่องทอง เครื่องเงิน หรือเครื่องนาก 9)ทำเครื่องลงหิน

10)ทำตุ๊กตาไทย 11)ทำบาตร 12)ทำผลิตภัณฑ์จากผ้าไหมด้วยมือ 13)ทำพระพุทธรูป 14)ทำร่มกระดาษหรือผ้า 15)เรียงตัวพิมพ์อักษรไทยด้วยมือ 16)สาวหรือบิดเกลียวไหมด้วยมือ และงานที่คำนึงถึงโอกาสในการประกอบอาชีพของคนไทย จำนวน 11 งาน ได้แก่

1)ขับขี่ยานยนต์ในประเทศหรือขับขี่ยานพาหนะที่ไม่ใช้เครื่องจักรหรือเครื่องกลในประเทศ ยกเว้นขับขี่เครื่องบินระหว่างประเทศ 2)ขายของหน้าร้าน 3)ขายทอดตลาด 4)เจียระไนหรือขัดเพชรหรือพลอย 5)ตัดผม ดัดผม หรืองานเสริมสวย 6)นายหน้า หรืองานตัวแทน ยกเว้นงานนายหน้าหรืองานตัวแทนในธุรกิจการค้าหรือการลงทุนระหว่างประเทศ 7)มวนบุหรี่ด้วยมือ

8)มัคคุเทศก์ หรืองานจัดนำเที่ยว 9)เร่ขายสินค้า 10)เสมียนพนักงานหรือเลขานุการ และ 11)ให้บริการทางกฎหมายหรืออรรถคดี ยกเว้นงานปฏิบัติหน้าที่อนุญาโต หรืองานให้ความช่วยเหลือหรือทำการแทนในการดำเนินกระบวนการพิจารณาชั้นอนุญาโตตุลาการ ในกรณีที่กฎหมายซึ่งใช้บังคับแก่ข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการนั้นมิใช่กฎหมายไทย และงานที่แสดงถึงอัตลักษณ์ไทยฯ และคำนึงถึงโอกาสในการประกอบอาชีพของคนไทย 1 งาน ได้แก่ นวดไทย เป็นต้น

ส่วนงานขายของหน้าร้านคนต่างด้าวสามารถทำได้ แต่ต้องมีนายจ้างเจ้าของร้านซึ่งเป็นคนไทยคอยกำกับดูแล และพนักงานขับรถในสถานประกอบการคนต่างด้าวสามารถทำได้ แต่ต้องมีใบอนุญาตขับขี่ ทั้งนี้ การกำหนดอาชีพสงวนกระทรวงแรงงานจะพิจารณาให้คนไทยมีงานทำ

โดยไม่กระทบต่อโอกาสในการประกอบอาชีพของคนไทย การส่งเสริมภูมิปัญญาและเอกลักษณ์ไทย ความต้องการแรงงานเท่าที่จำเป็นต่อการพัฒนาประเทศ ความผูกพันหรือพันธกรณีระหว่างประเทศ และความมั่นคงของชาติเป็นสำคัญ

ทั้งนี้ รมว.แรงงาน ได้มอบหมายให้กรมการจัดหางาน เพิ่มเติมรายละเอียดคำนิยามของลักษณะงานแต่ละประเภทตามที่คณะกรรมการฯ เสนอในที่ประชุม และแจ้งเวียนให้คณะกรรมการรับทราบ ก่อนเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานลงนามในประกาศกระทรวงแรงงาน เพื่อเป็นกฎหมายให้มีผลบังคับใช้ได้ในเดือนกรกฎาคมนี้

ซึ่งในช่วงเปลี่ยนผ่านภายใน 1 – 2 เดือนกระทรวงแรงงานจะเน้นสร้างการรับรู้ เพื่อชี้แจงทำความเข้าใจและแจ้งเตือนให้ประชาชนรับทราบถึงแนวทางการปฏิบัติในการจ้างคนต่างด้าวทำงานที่ถูกต้อง และจะประเมินผลเป็นระยะก่อนดำเนินการทางกฎหมายในลำดับต่อไป

ผอ.สำนักงานพระพุทธฯ ยันไม่ห้ามพระจับเงิน

ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาฯ แถลงย้ำ ไม่ได้จ้องเล่นงานพระสงฆ์ในคดีทุจริตเงินทอนวัด เพียงฝ่ายเดียว แต่เจ้าหน้าที่ หรือฆราวาสก็โดนด้วย พร้อมยืนยันไม่ห้ามพระจับเงิน

พันตำรวจโท พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เปิดแถลงเป็นครั้งแรก หลังร่วมประชุมมหาเถรสมาคมวานนี้ โดยชี้แจงกรณี พศ.กำลังจัดระเบียบทรัพย์สินวัด หรือห้ามพระจับเงิน ว่า ไม่เป็นความจริง เพราะไม่ใช่อำนาจหน้าที่ของ พศ.เพียงแต่ทำหนังสือเพื่อหาวัดต้นแบบทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายเท่านั้น อีกทั้งยืนยันว่า มีการไล่ออกเจ้าหน้าที่ พศ.ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับทุจริตเงินทอนวัด ตั้งแต่ล็อตที่ 1 ถึงล็อตที่ 3 ไปหลายสิบคน แต่ขอสงวนตัวเลขผู้กระทำความผิดว่ามีกี่ราย และไล่ออกไปเท่าไหร่

พันตำรวจโท พงศ์พร ชี้แจงด้วยว่า ไม่ได้ดำเนินคดีกับพระสงฆ์ฝ่ายเดียว แต่ดำเนินคดีเจ้าหน้าที่ พศ.ที่จัดสรรงบประมาณโดยมิชอบด้วยเช่นกัน ส่วนสาเหตุที่ดำเนินคดีกับพระ เพราะในทางสอบสวน พบข้อมูลว่า เงินที่วัดได้รับจัดสรรจาก พศ.มีการยักย้ายถ่ายเทไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ ตำรวจ ปปป.จึงแจ้งข้อหาร่วมกันฟอกเงินกับพระสงฆ์ที่นำเงินไปใช้ และฆราวาสที่รับฝากโอนเงิน

นอกจากนี้ ผู้อำนวยการ พศ. ย้ำว่าไม่กังวลที่กลุ่มเครือข่ายชาวพุทธบางส่วน จะเข้าแจ้งความกับตำรวจกองปราบปราม ให้เอาผิดตนเอง และเจ้าหน้าที่ พศ.ฐานละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยยืนยันว่า ขณะดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการ พศ.ไม่มีการทอนเงินอย่างแน่นอน

ขณะที่มีรายงานว่า กลุ่มชาวพุทธพลังแผ่นดิน ได้ยื่นหนังสือถึงมหาเถรสมาคม ให้พระสงฆ์ทั่วประเทศ ที่ได้รับงบประมาณเมื่อปี 2540 ไปแจ้งข้อกล่าวหากับ พศ.ที่สถานีตำรวจแต่ละท้องที่ ว่าเงินที่ได้รับมา อาจเป็นการจัดสรรผิดประเภท และให้ไปแจ้งความต่อ ปปช.จังหวัด เพื่อป้องกันไม่พระสงฆ์ถูกเนินคดี เช่นเดียวกับอดีตพระชั้นผู้ใหญ่ ที่ถูกตรวจสอบเงินทอนวัดล็อตที่ 3