บิ๊กป้อม ปัดข่าวเยอรมันรับลี้ภัย พระพรหมเมธี ชี้ไม่เกินกว่าเหตุ ตร.บุกจับทนายสุกิจ

พลเอกประวิตร ปัดข่าวทางการเยอรมันรับลี้ภัยพระพรหมเมธี บอกยังไม่ได้รับรายงาน  ชี้ตำรวจทำตามหน้าที่ควบคุมตัว ทนายสุกิจ พูนศรีเกษม ไม่เกินกว่าเหตุ

วันนี้ (20 มิ.ย. 2561) พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงกระแสข่าวที่เยอรมันรับคำร้องขอลี้ภัยของ นายจำนงค์ เอี่ยมอินทรา หรือ พระพรหมเมธี อดีตผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ ว่า  ยังไม่รับรายงานและไม่มีเอกสารใดๆ ส่งมา เป็นการพูดไปเองกันทั้งนั้น  พร้อมถามกลับว่าข่าวที่ไหนและใครเป็นคนพูด

ทนายสุกิจ พูนศรีเกษม, ร่างทรง4G
ทนายสุกิจ พูนศรีเกษม

ส่วนพลตำรวจเอกจักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.ได้รายงานเรื่องดังกล่าวหรือไม่ พลเอกประวิตร ก็ยืนยัน ว่าไม่มี ผบ.ตร.ก็ยืนอยู่ตรงนี้บอกว่าไม่มีก็คือว่าไม่มี ส่วนที่ทางการเยอรมันขอเวลา 2 เดือน เพื่อตรวจสอบเอกสารขอลี้ภัย นั้น ประวิตรก็บอกว่าไม่พูดแล้ว ถามอยู่นั้นละ และเดินออกไปทันที

ขณะที่พลตำรวจเอกจักรทิพย์ กล่าวว่า ยังไม่มีรายงานความคืบหน้าดังกล่าวและปฏิเสธที่จะตอบคำถามนี้ ด้วย ส่วนกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าควบคุมตัวนายสุกิจ พูนศรีเกษม ทนายความของนางสาวแสงสุริยเทพ พระมหาสุริยา หรือร่างทรง 4 จี ระหว่างการเข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สน.พหลโยธินให้ดำเนินคดีกับนายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ใน ข้อหาดูหมิ่นด้วยการโฆษณา ว่า ยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจทำตามหน้าที่ ไม่ได้รุนแรงเกินกว่าเหตุ

ประทับใจ! ชาวบ้านแห่ชื่นชม ตำรวจจราจร สภ.ท่าศาลา ช่วยเหลือผู้ป่วย

ประทับใจ! ชาวบ้านแห่ชื่นชม ตำรวจจราจร สภ.ท่าศาลา ช่วยเหลือผู้ป่วย เป็นลม ล้มจากรถจักรยานยนต์ 

วันนี้(20 มิ.ย. 61) ผู้สื่อข่าวรายงานว่าโลกโซเชียล เพจชื่อดัง “นครออนไลน์” มีการเผยแพร่คลิปวินาทีเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร สภ.ท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช จำนวน 2 นาย ที่กำลังปฏิบัติหน้าที่อำนวยความสะดวกด้านจราจร บริเวณสี่แยกท่าศาลา ถนนนครศรี – สุราษฏร์ธานี เกิดเหตุระหว่างนั้นเกิดเหตุหญิงวัยกลางคนรายหนึ่ง อายุประมาณ 30-35 ปี ขับขี่รถจักรยานยนต์มาคนเดียว เมื่อถึงที่เกิดเหตุเกิดเป็นลมล้มจากรถจักรยานยนต์ โชคดีที่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร จำนวน 2 นาย ที่อำนวยความสะดวกด้านจราจร รีบเข้าช่วยเหลือ พร้อมกับแจ้งหน่วยกู้ภัย นำตัวส่งโรงพยาบาลท่าศาลา

ล่าสุดอาการหญิงคนดังกล่าวปลอดภัยแล้ว สอบถามทราบว่าหญิงสาวผู้บาดเจ็บคนดังกล่าวมีอาการป่วยไม่สบาย กำลังขับรถจักรยานยนต์ไปหาหมอที่โรงพยาบาลท่าลา ระหว่างนั้นเกิดอาการหน้ามืดเป็นลมล้มจากรถจักรยานยนต์ โชคดีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร สภ.ท่าศาลา จำนวน 2 นาย เข้าช่วยเหลือ หลังคลิปเหตุการณ์ถูกเผยแพร่ชาวเน็ตชื่นชมเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้ง 2 นาย ที่มีน้ำใจ ร่บให้การช่วยเหลือผู้บาดเจ็บโดยทันที

ขอบคุณคลิป เพจชื่อดัง “นครออนไลน์”

เปิดข้อมูลค่าใช้จ่าย การลงโทษประหารชีวิต ด้วยการฉีดสารพิษ

เผยข้อมูลค่าใช้จ่ายการลงโทษประหารชีวิต ด้วยวิธีฉีดสารพิษในแต่ละครั้ง พบมีค่าใช้จ่ายประมาณ 12,364.95 บาท

จากกรณีที่ กรมราชทัณฑ์ได้มีการลงโทษประหารชีวิตนักโทษเด็ดขาดชาย ธีรศักดิ์ หลงจิ ในคดีฆ่าผู้อื่นอย่างทารุณ เมื่อปี 2555 เมื่อวันที่ 17 มิ.ย. 2561 ที่ผ่านมา และถือเป็นนักโทษที่ถูกประหารอีกครั้งในรอบ 9 ปีนั้น ล่าสุดได้มีการเปิดเผยถึงค่าใช้จ่ายในการประหารชีวิตครั้งนี้ ว่า ค่าใช้จ่ายในการประหารชีวิตนักโทษด้วยการฉีดสารพิษ จะมีค่าใช้จ่ายทั้งหมด 12,364.95 บาท

ประหารชีวิต, ฉีดยาพิษ, ข่าวสดวันนี้

โดบแบ่งเป็น

-ค่าเงินรางวัลการประหารชีวิต รายละ 10,000 บาท
-ค่าสารพิษและอุปกรณ์ ค่าใช้จ่ายประมาณ 2,364.95 บาท

ทั้งนี้การกำหนดเงินรางวัลการประหารเนื่องจากไม่มีแพทย์ยอมเข้ามาฉีดยาประหารชีวิตนักโทษ เนื่องจากขัดต่อจรรยาบรรณ กรมราชทัณฑ์จึงต้องฝึกเจ้าหน้าที่ผู้คุมให้ทำหน้าที่ดังกล่าว พร้อมกำหนดเงินรางวัล เพื่อให้เจ้าหน้าที่ผู้คุมนำเงินส่วนหนึ่งไปทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ผู้ตาย

ส่วนขั้นตอนการประหารชีวิตด้วยวิธีนี้ มีดังนี้

1.เริ่มจากใช้เข็มขัดรัดร่างกายนักโทษ 5 จุด ได้แก่ หน้าผาก หน้าอก หน้าท้อง หน้าขา และข้อเท้า
2.จากนั้นจึงเริ่มฉีดสารเคมี 3 ชนิดเข้าสู่ร่างกาย ได้แก่
โซเดียม เพนโทธาล ที่ทำให้นักโทษหมดสติ ปริมาณ 20-25 มิลลิลิตร
แพนคิวโรเนียม โบรไมด์ ที่ออกฤทธิ์คลายกล้ามเนื้อ ปริมาณ 50 มิลลิลิตร
และ โพแทสเซียม คลอไรด์ ที่ทำให้หัวใจหยุดเต้น ปริมาณ 50 มิลลิลิตรเช่นกัน

3.เมื่อฉีดยาแล้ว เจ้าหน้าที่จะดูเส้นกราฟที่หน้าจอ เพื่อตรวจจับการเต้นของหัวใจจนกระทั่งเส้นกราฟเป็นเส้นยาวตรง และเสียงจากเครื่องดังปี๊บยาวๆ เพื่อให้แน่ใจว่าหัวใจหยุดทำงานแล้วจริงๆ และเมื่อนักโทษเสียชีวิตแล้ว จะเก็บร่างไว้ในช่องเก็บศพเย็นจัด 1 คืน แล้วจึงทำความสะอาดในช่วงรุ่งเช้า

จากนั้นนำศพออกจากประตูผีและนำไปเก็บไว้ที่ห้องเก็บศพนักโทษประหารที่วัดบางแพรกใต้ เพื่อรอให้ญาตินำมารับไปประกอบพิธี

พร้อมกันนี้ สำนักงานกิจการยุติธรรม ยังได้ชี้แจง 7 พฤติกรรมการฆ่าที่ต้องรับโทษหนักด้วยการประหารชีวิตไว้ ดังนี้

1. การฆ่าพ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย ทวดที่สืบสายโลหิตโดยตรง
2. การฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ หรือเพราะเหตุที่จะกระทำ หรือได้กระทำตามหน้าที่
3. การฆ่าโดยทรมานหรือทารุณโหดร้าย
4. การฆ่าผู้ช่วยเหลือเจ้าพนักงานที่ได้ทำตามหน้าที่ หรือฆ่าบุคคลที่กำลังจะช่วยเหลือ หรือได้ช่วยเหลือเจ้าพนักงาน
5. การฆ่าเพื่อเอาหรือเอาไว้ซึ่งผลประโยชน์ หรือเพื่อปกปิด หลีกเลี่ยงให้ตนพ้นความผิด
6. การฆ่าเพื่อเตรียมการ หรือเพื่อความสะดวกในการกระทำความผิด
7. การฆ่าโดยไตร่ตรอง คิด ทบทวน วางแผน ก่อนจะลงมือฆ่า เช่น จ้างวานฆ่า