เกาะสมุยพายุลมกระหน่ำรุนแรง พัดต้นไม้ล้มทับบ้านพัง พนักงานโรงแรมบาดเจ็บ

เกาะสมุยพายุลมพัดกระหน่ำรุนแรง ทำให้ต้นไม้ล้มทับบ้านพัง ขณะที่พนักงานโรงแรมซึ่งนอนพักอยู่ในบ้านได้รับบาดเจ็บ 

เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2561 ที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากที่เกิดกระแสพายุลมพัดกระหน่ำอย่างรุนแรง ในพื้นที่อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ส่งผลให้ต้นมะพร้าวที่ถูกกระแสลมพัดล้มลงมาทับบ้านของ น.ส.นุชจรี อินทะสา อายุ 26 ปี พนักงานโรงแรมบันใด รีสอร์ อำเภอเกาะสมุย ขณะนอนพักอยู่ในบ้าน ภายในชุมชน บ้านใสยอ หมู่ 3 ตำบลบ่อผุด อำเภอเกาะสมุย ได้รับบาดเจ็บถูกต้นมะพร้าวล้มทับหลังคาบ้านพังลงมาทับร่างขณะนอนพัก ได้รับบาดเจ็บ เย็บ 9 เข็ม

และรถจักรยานยนต์ ยามาฮ่ามีโอสีเขียวอ่อน หมายเลขทะเบียน คคง-111 นครศรีธรรมราช ที่จอดหน้าบ้านถูกต้นมะพร้าวทับพังทั้งคัน และยังมีรถจักรยานยนต์ของเพื่อนบ้านได้รับความความเสียหายอีกหนึ่งคัน ล่าสุดทางทางเพื่อนบ้าน ได้ช่วยกันทำการตัดต้นมะพร้าวออกจากตัวบ้านพักแล้ว

จากการสอบถาม น.ส.นุชจรี อินทะสา คนเจ็บ เปิดเผยว่า ขณะเกิดเหตุมีกระแสลมที่พัดและกระโชกอย่างรุนแรง เเละเผลอหลับ มารู้สึกตัวตอนที่เพื่อนบ้านมาเรียก และพบว่าที่ใบหน้ามีเลือดไหลเต็มฝบหน้า มีความรู้สึกตัวชา เพื่อนบ้านพร้อมแฟนหนุ่มได้นำตัวส่งโรงพยาบาลเกาะสมุย หมอทำการเย็บที่ใบหน้าจำนวน 9 เข็ม และยังรู้สึกมีนงงที่ศีรษะ ขณะที่ยังมีบ้านของคนอื่นๆ ที่ถูกต้นไม้ล้มทับอีกหลายหลัง ซึ่งหลังจากเกิดเหตุยังไม่มีหน่วยงานไหนเข้ามาดูแลหรือเยียวยา

ผู้สื่อข่าวยังรายงานอีกว่า จากเหตุการณ์ดังกล่าวในพื้นที่เกาะสมุยเกิดกระแสลมพายุพัดอย่างรุนแรงในครั้งนี้หลายชุมชน และทำให้กระแสไฟฟ้าดับเกือบทั้งเกาะสมุย เจ้าหน้าที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคอยู่ระหว่างเร่งแก้ไข ขณะที่สภาพอากาศโดยทั่วไปตลอดทั้งวัน สภาพอากาศท้องฟ้าถูกปกคลุมด้วยเมฆฝน มีฝนตกสลับกันไป พร้อมกะแสลมที่พัดกระโชกอย่างต่อเนื่อง

กรมอุตุฯ เตือน ประเทศไทยมีฝนเพิ่มขึ้นกับมีฝนตกหนักบางแห่ง

กรมอุตุนิยมวิทยา พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า ไทยมีฝนเพิ่มขึ้นกับมีฝนตกหนักบางแห่ง กทม.ฝนฟ้าคะนอง 60% ของพื้นที่

กรมอุตุนิยมวิทยา พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า ประเทศไทยมีฝนเพิ่มขึ้นกับมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคใต้ตอนบน ขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย ระวังอันตรายจากฝนที่ตกหนักและฝนที่ตกสะสมไว้ด้วย ส่วนคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันมีคลื่นสูง 2-4 เมตร และบริเวณอ่าวไทยตอนบนตั้งแต่จังหวัดสุราษฎร์ธานีขึ้นมาห่างฝั่งมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และเรือเล็กบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยควรงดออกจากฝั่ง

ภาคเหนือ มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง พะเยา แพร่ น่าน อุตรดิตถ์ ตาก พิษณุโลก และสุโขทัย อุณหภูมิต่ำสุด 23-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีเมฆมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดเลย อุดรธานี หนองคาย บึงกาฬ สกลนคร นครพนม มุกดาหาร อำนาจเจริญ อุบลราชธานี กาฬสินธิ์ ขอนแก่น ชัยภูมิ และนครราชสีมา อุณหภูมิต่ำสุด 24-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ภาคกลาง มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดราชบุรี กาญจนบุรี อุทัยธานี ชัยนาท นครสวรรค์ ลพบุรี สระบุรี และนครปฐม อุณหภูมิต่ำสุด 24-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออก มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด อุณหภูมิต่ำสุด 24-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-34 องศาเซลเซียส
ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 20-40 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 2-3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) มีเมฆมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช อุณหภูมิต่ำสุด 21-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-35 องศาเซลเซียส ตั้งแต่จังหวัดสุราษฎร์ธานีขึ้นมา: ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 20-40 กม/ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูง 2-3 เมตร ตั้งแต่จังหวัดนครศรีธรรมราชลงไป: ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 20-35 กม/ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) มีเมฆมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล อุณหภูมิต่ำสุด 22-24 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 28-33 องศาเซลเซียส ตั้งแต่จังหวัดภูเก็ตขึ้นมา: ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 20-45 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 2-4 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 4 เมตร ตั้งแต่จังหวัดกระบี่ลงไป: ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 20-40 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 2-3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 25-26 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 32-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.

รัฐบาลเตือน แรงงานต่างด้าว ขึ้นทะเบียนภายใน 30 มิ.ย.นี้

รัฐบาลเตือน แรงงานต่างด้าว ขึ้นทะเบียนภายใน 30 มิ.ย.นี้ ย้ำหากพ้นกำหนดจะถูกดำเนินการตามกฎหมายทั้งตัวแรงงานและนายจ้าง

วันนี้ (17 มิถุนายน 2561) พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี รับทราบรายงานความคืบหน้าการพิสูจน์สัญชาติ การจัดทำและปรับปรุงทะเบียนประวัติ แรงงานต่างด้าว 3 สัญชาติ ระยะที่ 2 ณ ศูนย์บริการเบ็ดเสร็จทั่วประเทศ โดยล่าสุดแรงงานต่างด้าวสัญชาติเมียนมาได้รับการพิสูจน์สัญชาติครบถ้วนแล้ว ส่วนกัมพูชายังคงเหลือที่ต้องเข้ารับการพิสูจน์สัญชาติอีก 22,770 คน และลาว 5,614 คน

ส่วนการจัดทำและปรับปรุงทะเบียนประวัติแรงงานต่างด้าว ตรวจลงตราวีซ่า และขออนุญาตทำงาน ณ ศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ ระยะที่ 2 นั้น มีแรงงานที่คงเหลือจะต้องเข้าศูนย์ฯ อีกประมาณ 59,000 คน

นายกฯ ขอบคุณทางการเมียนมาและนายจ้างของแรงงานต่างด้าวเมียนมาที่ได้ดำเนินการพิสูจน์สัญชาติแล้วเสร็จก่อนกำหนดที่ตั้งไว้ และขอความร่วมมือส่วนที่เหลือให้เร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จโดยเร็ว ทั้งการพิสูจน์สัญชาติและขั้นตอนอื่น ๆ เพราะเหลือเวลาอีกเพียง 2 สัปดาห์เท่านั้น เพื่อประโยชน์ของทั้งตัวแรงงานเองและการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวโดยรวม

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่าไม่ควรรีรอจนถึงวันสุดท้ายเพราะอาจไม่ทันเวลาหรือไม่ได้รับความสะดวกเท่าที่ควรหากมีผู้ไปติดต่อจำนวนมาก และรัฐบาลจะไม่มีการผ่อนปรนหรือขยายเวลาอย่างแน่นอน หากพ้นวันที่ 30 มิ.ย.61 แล้วยังไม่ไปดำเนินการ แรงงานต่างด้าวจะไม่สามารถอยู่และทำงานต่อไปได้ โดยจะต้องกลับประเทศต้นทางและกลับเข้ามาใหม่ในรูปแบบการนำเข้าแรงงานตามระบบ MOU

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 61 เจ้าหน้าที่จะระดมกวาดล้างผู้กระทำผิดกฎหมายครั้งใหญ่ หากพบแรงงานต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงานหรือทำงานนอกเหนือจากที่กฎหมายกำหนด จะมีโทษปรับ 5,000 – 50,000 บาท และเมื่อชำระค่าปรับแล้วจะถูกส่งกลับออกไปนอกราชอาณาจักร และห้ามขออนุญาตทำงานภายใน 2 ปี

ส่วนนายจ้างที่จ้างแรงงานต่างด้าวโดยไม่มีใบอนุญาตทำงานหรือทำงานนอกเหนือจากที่กฎหมายกำหนด จะมีโทษปรับ 10,000-100,000 บาทต่อแรงงานต่างด้าวที่จ้าง 1 คน หากกระทำผิดซ้ำต้องมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับตั้งแต่ 50,000 – 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และห้ามจ้างแรงงานต่างด้าวทำงานเป็นเวลา 3 ปี