สธ. แจงสถานการณ์โรคไข้เลือดออกปี 2561 พบมีผู้ป่วยแล้ว 17,302 ราย

สธ. แจงสถานการณ์โรคไข้เลือดออกปี 2561 พบมีผู้ป่วยแล้ว 17,302 ราย เผยเฝ้าระวังติดตามสถานการณ์ต่อเนื่อง แนะประชาชนสังเกตอาการตนเอง คนในครอบครัว

วันที่ 14 มิถุนายน 2561 นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ชี้แจงสถานการณ์โรคไข้เลือดออกระบาด ดังนี้ ในช่วงนี้เป็นฤดูฝนซึ่งเป็นฤดูระบาดของโรคไข้เลือดออก จึงต้องดำเนินการและติดตามสถานการณ์ของโรคไข้เลือดออกอย่างใกล้ชิด ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรี (พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา) ก็มีความเป็นห่วงพี่น้องประชาชนในเรื่องนี้เช่นกัน

โดยได้กล่าวไว้ในรายการ “ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน” เมื่อวันศุกร์ที่ 2 มิถุนายน 2561 ที่ผ่านมา และขอให้ประชาชนสังเกตตัวเอง ลูกหลาน และคนใกล้ชิด หากมีอาการไข้สูง 2 วันแล้วไม่ดีขึ้น ขอให้รีบไปพบแพทย์โดยเร็วที่สำคัญขอให้ระวังยุงกัด ร่วมกันกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงในภาชนะที่มีน้ำขัง และที่เก็บน้ำไว้ใช้ก็ขอให้มีฝาปิดด้วย

ในส่วนของกระทรวงสาธารณสุข ได้มีการดำเนินการเพื่อเฝ้าระวัง ติดตามสถานการณ์ของโรคไข้เลือดออกและมีการรณรงค์ให้ประชาชนทราบและมีส่วนร่วมในการป้องกันมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ก่อนฤดูระบาดในช่วงต้นปีนี้ และเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2561 ที่ผ่านมา กรมควบคุมโรค ได้จัดแถลงข่าวเปิดศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉิน กรมควบคุมโรค (EOC) กรณีการระบาดของโรคไข้เลือดออก เพื่อเพิ่มความเข้มข้นในการเฝ้าระวัง ป้องกัน ควบคุมโรค และบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้ ได้มีการสั่งการผ่าน EOC ให้สถาบันป้องกันควบคุมโรคเขตเมือง และสำนักงานป้องกันควบคุมโรคทุกแห่งทั่วประเทศ ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่เร่งดำเนินการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบและใช้มาตรการในการป้องกัน รวมถึงร่วมกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงทั้งในครัวเรือนและในชุมชน

นอกจากนี้ กรมควบคุมโรค ได้พัฒนานวัตกรรมใหม่เพื่อรองรับสังคมโซเชียลในยุคดิจิทัล นั่นคือ การเปิดกลุ่มไลน์แอด “@AtiYung” ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งช่องทางเพื่อให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องและประชาชนได้เข้าถึงข้อมูลต่าง ๆ และสอบถามทุกข้อสงสัยที่เกี่ยวกับโรคไข้เลือดออก จากทีมเฉพาะกิจพิชิตยุง สำนักโรคติดต่อนำโดยแมลง กรมควบคุมโรค จึงขอเชิญชวนทุกท่านเข้ากลุ่มไลน์แอด“@AntiYung” โดยพิมพ์คำว่า @AntiYung ในช่องค้นหาเพื่อนในแอพพลิเคชั่นไลน์ หรือแสกน QR Code เพื่อเข้ากลุ่มดังกล่าว

สถานการณ์โรคไข้เลือดออกในปี 2561 ตั้งแต่ 1 มกราคม – 11 มิถุนายน 2561 ประเทศไทยมีผู้ป่วยแล้ว 17,302 ราย ผู้ป่วยเสียชีวิตที่ยืนยันแล้ว 21 ราย ผู้ป่วยเสียชีวิตที่ได้รับแจ้งและอยู่ระหว่างตรวจสอบ 9 คน จากข้อมูลการป่วยและเสียชีวิตตามกลุ่มอายุ พบว่าอัตราป่วยยังคงสูงสุดในเด็กวัยเรียนอายุ 10–14 ปี รองลงมาอายุ 5-9 ปี แต่เมื่อพิจารณาการเสียชีวิตพบว่าในปี 2561 นี้ ผู้ป่วยที่เสียชีวิตมากกลับเป็นกลุ่มผู้ใหญ่อายุ 15 ปีขึ้นไป จำนวน 14 ราย

กรมควบคุมโรค ขอแนะนำให้ประชาชนสังเกตอาการตนเองและคนในครอบครัว หากมีอาการไข้สูงมากโดยฉับพลัน ปวดเมื่อย หน้าตาแดง อาจมีผื่นขึ้นใต้ผิวหนังตามแขนขา ข้อพับ ถ้ามีไข้สูง 2-3 วันไม่หายหรือไม่ดีขึ้น ต้องรีบไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลโดยเร็ว เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยหาสาเหตุของไข้ ไม่ควรไปฉีดยาลดไข้หรือซื้อยากินเอง และขอให้ดูแลเป็นพิเศษในผู้มีโรคเรื้อรังประจำตัวและผู้สูงอายุ

เพราะหากป่วยแล้วมีโอกาสรุนแรงกว่าปกติได้ ขอเชิญชวนประชาชนทุกคนและหน่วยงานต่าง ดูแลบ้านเรือน ชุมชน และหน่วยงานของตนเองไม่ให้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย โดยยึดหลัก “3 เก็บ ป้องกัน 3 โรค” คือ 1. เก็บบ้านให้สะอาด ไม่ให้มีมุมอับทึบเป็นที่เกาะพักของยุง 2. เก็บขยะ เศษภาชนะไม่ให้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุง และ 3. เก็บน้ำ ภาชนะใส่น้ำต้องปิดฝาให้มิดชิดป้องกันไม่ให้ยุงลายวางไข่ เพื่อป้องกัน 3 โรคในคราวเดียวกัน คือ 1. โรคไข้เลือดออก 2. โรคติดเชื้อไวรัสซิกา และ 3. ไข้ปวดข้อยุงลาย หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร.1422

บีทีเอส เตรียมเปลี่ยนบัตรโดยสารเที่ยวเดียว เป็นบัตรสมาร์ทการ์ด

บีทีเอส เตรียมเปลี่ยนบัตรโดยสารเที่ยวเดียวจากบัตรแม่เหล็ก เป็นบัตรสมาร์ทการ์ดชนิดบาง รองรับโครงการรถไฟ้าสายสีเขียว และสีชมพู

นายสุรพงษ์ เลาหะอัญญา กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทฯ จะเปลี่ยนบัตรโดยสารประเภทเที่ยวเดียวจากบัตรแถบแม่เหล็ก เป็นบัตรสมาร์ทการ์ดชนิดบาง (ThinCard) ที่มีความบางมากกว่าบัตรแรบบิทการ์ดหรือบัตรทั่วไปเพื่อเปลี่ยนเป็นบัตรเทคโนโลยีที่ทันสมัยยิ่งขึ้น และรองรับการใช้งานในส่วนต่อขยายโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ช่วงสำโรง-สมุทรปราการ

ซึ่งจะเปิดให้บริการประมาณ ปลายปี 2561 นี้และเตรียมไว้สำหรับโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ช่วงหมอชิต-คูคต และโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู ช่วงแคราย–มีนบุรี และสายสีเหลือง ช่วงลาดพร้าว-สำโรง การเปลี่ยนระบบบัตรโดยสารเที่ยวเดียวนี้บริษัทฯ จะเปลี่ยนตู้จำหน่ายตั๋วโดยสารอัตโนมัติทั้งหมดให้เป็นแบบจอสัมผัส (Touch Screen) รวมประมาณ 200 ตู้ และติดตั้งตู้จำหน่ายตั๋วที่มีช่องรับธนบัตรเพิ่มอีก 50 ตู้

เพื่อติดตั้งตามสถานีต่างๆ ในระบบรถไฟฟ้าบีทีเอส พร้อมกันไปด้วย ซึ่งจะเริ่มทยอยเปลี่ยนตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2561ใน 8 สถานีแรก คือ สถานีสยาม สถานีช่องนนทรี สถานีกรุงธนบุรี สถานีวงเวียนใหญ่ สถานีตลาดพลู สถานีบางหว้า สถานีอุดมสุข และ สถานีแบริ่ง จากนั้นก็จะขยายไปจนครบทุกสถานีโดยมีกำหนดแล้วเสร็จในเดือนพฤศจิกายน 2561รวมระยะเวลาดำเนินการ 6 เดือน

นายสุรพงษ์ เลาหะอัญญา กล่าวว่า การเปลี่ยนระบบนี้จะทำให้ตู้จำหน่ายตั๋วและประตูอัตโนมัติเข้า และออกสถานี ที่กำลังเปลี่ยนไม่สามารถใช้ตั๋วโดยสารเที่ยวเดียวแบบแถบแม่เหล็กรวมทั้งบัตรโดยสารประเภท 1 วันได้ แต่ยังคงใช้บัตรแรบบิทได้ ดังนั้นบริษัทฯ จึงได้จัดแผนทยอยสลับเปลี่ยนไปตามสถานีต่างๆ เพื่อให้เกิดผลกระทบกับผู้โดยสารน้อยที่สุด

อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ก็ต้องขออภัยในความไม่สะดวกที่จะเกิดขึ้นในช่วงของการปรับเปลี่ยนระบบบัตรโดยสารบ้าง ทั้งนี้เพื่อความสะดวกในการใช้งานร่วมกับระบบขนส่งมวลชนสายอื่นๆในอนาคตและบริษัทฯ ขอเชิญชวนให้ทุกท่านใช้บัตรแรบบิทแบบเติมเงิน ซึ่งขณะนี้มีโปรโมชั่นลดค่าโดยสาร 1 บาทต่อ 1 เที่ยวการเดินทาง ซึ่งมีราคาถูกกว่าซื้อทีละครั้ง และมีความสะดวกและประหยัดเวลามากกว่า

ผลการตรวจสอบรถสาธารณะ พบกระทำความผิด 1,091 ราย

ขนส่ง เผย ผลการตรวจสอบรถสาธารณะ พบกระทำความผิด 1,091 ราย เตือน นำรถแท็กซี่หมดอายุ หรือใช้รถไม่จดทะเบียนลงโทษตามกฎหมายทันที ชี้ พบรถโดยสารกระทำความผิด แจ้ง 1584 ตลอด 24 ชั่วโมง

นายจงรักษ์ กิจสำราญกุล รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า เพื่อให้การจัดระเบียบรถโดยสารสาธารณะประสบความสำเร็จและมีประสิทธิภาพ กรมการขนส่งทางบกส่งเจ้าหน้าที่ตรวจการขนส่งทางบกลงพื้นที่กวดขันการให้บริการรถโดยสารสาธารณะในเขตกรุงเทพมหานคร เน้นมาตรการเฝ้าระวังตรวจจับ เปรียบเทียบปรับ ที่เข้มข้น จริงจัง ทันที เฉพาะเดือนพฤษภาคม 2561 ตรวจสอบการให้บริการรถแท็กซี่ รถตู้โดยสารสาธารณะ และรถจักรยานยนต์สาธารณะ รวม 20,480 คัน

พบการกระทำความผิดรวม 1,091 ราย แบ่งเป็นการตรวจสอบการให้บริการรถรถแท็กซี่จำนวน 10,462 คัน พบการกระทำความผิด 904 ราย ความผิดส่วนใหญ่ ได้แก่ นำรถหมดอายุมาใช้ จำนวน 336 ราย ใช้รถไม่จดทะเบียน จำนวน 227 ราย ใช้รถไม่ตรวจรอบมิเตอร์ จำนวน 105 ฯลฯ ในส่วนของการตรวจสอบรถตู้โดยสารสาธารณะ 8,277 ราย พบการกระทำความผิด จำนวน 109 ราย

ความผิดส่วนใหญ่เป็นเรื่องอุปกรณ์ส่วนควบไม่มั่นคงแข็งแรงไม่ถูกต้อง จำนวน 28 ราย สำหรับการตรวจสอบรถจักรยานยนต์สาธารณะ จำนวน 1,741 ราย พบการกระทำความผิดจำนวน 78 ราย ความผิดส่วนใหญ่เป็นการนำรถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล(ป้ายดำ)มาให้บริการ จำนวน 71 ราย ดำเนินการเปรียบเทียบปรับตามข้อหาความผิดทุกราย

พร้อมส่งตัวเข้ารับการอบรมเพื่อสร้างจิตสำนึกการให้บริการและสร้างความตระหนักถึงบทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบที่ต้องมีต่อผู้โดยสารทุกคน พร้อมบันทึกประวัติการกระทำผิดไว้ที่ศูนย์ข้อมูลประวัติผู้ขับรถสาธารณะ หากพบการกระทำความผิดในลักษณะเดิมพิจารณาพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับรถต่อไป

รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมการขนส่งทางบกดำเนินการเข้มงวดตรวจสอบรถโดยสารสาธารณะทุกประเภท ทั้งในด้านความปลอดภัยและมาตรฐานการให้บริการที่ดี ควบคู่กับการกวดขันจับกุมในทุกพื้นที่ ทั่วกรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะกรณีนำรถแท็กซี่ที่จดทะเบียนครบ 9 ปี ซึ่งครบกำหนดอายุการใช้งานตามกฎหมายมารับส่งผู้โดยสาร

ผู้ขับรถแท็กซี่ที่นำรถที่สิ้นอายุการใช้งานมาวิ่งรับส่งผู้โดยสารจะมีความผิดตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 มาตรา 6(1) ประกอบมาตรา 59 ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท และต้องปลดป้ายทะเบียนออกทันที ทั้งนี้เพื่อเป็นการคุ้มครองสิทธิและเพิ่มความมั่นใจความปลอดภัยในการใช้บริการแท็กซี่

ขอให้ประชาชนสังเกตรถแท็กซี่ก่อนเลือกใช้บริการโดยสภาพตัวรถภายนอกต้องมั่นคงแข็งแรง หมวดอักษรบนแผ่นป้ายทะเบียนรถที่ยังอยู่ในช่วงอายุการใช้งาน หมวด “ท” ได้แก่ ทศ, ทษ, ทส, ทห กรณีเป็นรถแท็กซี่สีเขียวเหลือง หมวด“ม” ได้แก่ มช, มฎ, 1มก, 1มข ส่วนรถแท็กซี่ที่จะทยอยครบอายุการใช้งานภายในสิ้นปีนี้ ได้แก่ หมวด ทว และหมวด มฉ และรถแท็กซี่ที่หมดอายุการใช้งานแล้ว ได้แก่ ทจ, มก มข, มค, มง, มจ ทฉ,ทต, ทท, ทธ, ทน, ทพ, ทม, ทย, ทร, และ ทล

พบปัญหาจากการใช้บริการรถโดยสารสาธารณะ ร้องเรียนมายังกรมการขนส่งทางบก หรือร้องเรียนผ่านทางเว็บไซต์ที่ http://ins.dlt.go.th/cmpweb/, ผ่านทางE-mail ที่ dlt_1584complain@hotmail.com, facebook“ 1584 ร้องเรียนรถโดยสารสาธารณะ หรือแจ้งศูนย์คุ้มครองผู้โดยสารและรับเรื่องร้องเรียน โทร.1584 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวในที่สุด