เกษตรกรชาวสวนยางยิ้มร่าหันมาปลูกผลไม้ได้ผลผลิตดีกำลังออกสู่ตลาด

จากวิกฤตราคายางพาราตกต่ำในหลายปีที่ผ่านมา ทำให้เกษตรกรในพื้นที่อำเภอปากคาด จังหวัดบึงกาฬปรับเปลี่ยนแนวคิดจากการทำสวนยางพาราอย่างเดียว หันมาทำสวนไม้ผล ร่วมด้วย ทั้งเงาะ มังคุด ลองกอง ให้ผลผลิตดีกำลังทยอยสุก พร้อมที่จะออกจำหน่ายเต็มรูปแบบภายใน 1 – 2 เดือนนี้ คาดทำเงิน 7-8 แสนบาท

วันนี้ (12 มิถุนายน 2561) เวลา 10.00 น. สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดบึงกาฬรายงานว่า นายวาสนา บุญคำ อายุ 50 ปีเกษตรกรบ้านนาดงน้อย หมู่ที่ 4 ต.นาดง อ.ปากคาด จ.บึงกาฬ จากเดิมที่เคยทำสวนยางพาราอย่างเดียว ปรับเปลี่ยนแนวคิดโดยแบ่งพื้นที่จากสวนยางพารา ทำสวนผลไม้แบบผสมผสาน โดยยึดแนวทางตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และวิถีเกษตรอินทรี ทำน้ำหมักปุ๋ยชีวภาพใช้เอง ภายในสวนผลไม้บนเนื้อที่กว่า 30 ไร่ ปลูกผลไม้และพืชหลายชนิด เช่น เงาะ มังคุด ลองกอง ทุเรียน กล้วย แก้วมังกร มะนาว มะม่วง กะท้อน ลำไย มอญไข่ ไผ่ตรง กล้วย หวายและผักหวานป่า เป็นต้น ซึ่งทุกอย่างจะปลูกแซมสลับกันไปตามสวน บางอย่างปลูกไว้กินเองส่วนที่เหลือก็ขายสร้างรายได้

นายวาสนา เล่าว่า ในปีที่ผ่านมาสวนผลไม้ได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติ คือ เกิดลมหมุนช่วงผลไม้ออกดอก ทำให้ได้รับความเสียหายอย่างหนักผลไม้ที่เหลือขายก็ยังเหลือกำไรอยู่ประมาณ 200,000 บาท และในปีนี้ก็ได้รับผลกระทบเช่นกันแต่น้อยกว่าปีที่แล้ว ซึ่งผลไม้ที่รอดจากภัยธรรมชาติ เช่น เงาะ มังคุด ลองกอง เหลือประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ แต่ที่เสียหายทั้งหมดคือทุเรียน ไม่มีผลผลิตเลย คาดว่าผลไม้ที่เหลือจากภัยธรรมชาติจะทำเงินในปีนี้ได้พอสมควร โดยเฉพาะ เงาะ มังคุด และลองกอง กำลังเริ่มทยอยสุกและเก็บออกจำหน่ายได้เป็นบางส่วน ซึ่งจะสุกพร้อมกันเต็มที่ประมาณช่วงเดือนกรกฎาคมนี้ ซึ่งในช่วงนี้เงาะราคาขายส่งอยู่ประมาณ 3 กิโลกรัมต่อ100 บาท ส่วนมังคุดอยู่ที่กิโลกรัมละ 45 บาท ส่วนลองกองยังไม่ได้จำหน่าย ทุกวันนี้จะเก็บขายตามหมู่บ้าน แต่หากสุกพร้อมกันจะมีพ่อค้ามารับซื้อถึงที่สวนเลย

นอกจากนี้ ยังมี กล้วย มะนาว หวาย และที่สำคัญผักหวานป่า เป็นพืชตัวใหม่ที่เพาะขายพันธุ์เองที่จะสามารถนำออกจำหน่ายเป็นรายได้อีกทาง นอกเหนือจากผลไม้ตามฤดูกาล และยางพาราแล้ว การทำสวนก็เน้นหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เกษตรอินทรี ทำปุ๋ยและน้ำหมักใช้เอง ผลผลิตที่ออกมาจึงมีรสชาติที่หวานกรอบอร่อย คาดว่าปีนี้จะสามารถขายผลไม้ ผลผลิตต่างๆ ที่อยู่ภายในสวนได้ 7- 8 แสนบาท นายวาสนากล่าว

ชาวบ้านแห่ขอหวย ต้นตะเคียนคู่ อายุกว่าพันปี

ชาวบ้านแห่ขอหวยต้นตะเคียนคู่อายุกว่าพันปี หลังอยู่ภายในแม่น้ำปราจีนบุรี 

วันนี้ 12 มิ.ย. 61 ชาวบ้านแห่ขอหวยต้นตะเคียนคู่อายุกว่าพันปี พ่อปู่ทองคำ แม่ย่าสุวรรณเกศร หลังอยู่ภายในแม่น้ำปราจีนบุรี นายไพโรจน์ พัฒสาตร์ อายุ 38 ปี เปิดเผยว่า ตนฝันว่าพ่อปู่ทองคำ แม่ย่าสุวรรณเกศร ต้องการมาอยู่ที่วัดใหม่บ้านโคกมะรุม หมู่ที่ 6 ตำบลม่วงเตี้ย อำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง เพื่อมาร่วมสร้างโบสถ์ ซึ่งในความฝันของตนนั้นได้พบตะเคียนคู่ขนาดใหญ่

หลังฝันจึงได้เดินทางไปยังสถานที่จริงที่พบในฝัน ซึ่งอยู่ในแม่น้ำปราจีนบุรี บ้านเขาดิน หมู่ที่ 5 ตำบลหาดนางแก้ว อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี ต่อมาก็ได้อัญเชิญขึ้นจากแม่น้ำ นำมาไว้ที่วัดใหม่บ้านโคกมะรุม ชาวบ้านทราบข่าวฮือฮาแห่จุดธูปเทียนกราบไหว้ขอพรเสี่ยงโชคกันอย่างคึกคัก

นา ไพโรจน์ เปิดเผยต่อไปอีกว่า ตนเองได้เป็นประธานในการสร้างโบสถ์วัดบ้านใหม่โคกมะรุม และได้ฝันเห็นต้นตะเคียนคู่ ชื่อว่า พ่อปู่ทองคำ อายุ 1,944 ปี มีความยาว 9.00 เมตร มีขนาด 3 คนโอบ และแม่ย่าสุวรรณเกศร อายุ 1,914 ปี มีความยาว 21.80 เมตร มีขนาด 3 คนโอบเช่นกัน

ได้มาบอกตนเองว่าอยู่ในน้ำมานานกว่าพันปี ตอนนี้อยู่ในแม่น้ำปราจีนบุรี บ้านเขาดิน หมู่ที่ 5 ตำบลหาดนางแก้ว อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี แล้วอยากจะให้ช่วยนำขึ้นจากน้ำมาช่วยสร้างโบสถ์ที่วัดบ้านใหม่โคกมะรุม

เมื่อตนเองได้ตื่นขึ้นจากความฝัน จึงได้เล่าให้ทางญาติ ๆ ได้ฟัง แล้วได้เดินทางไปค้นหาตามในความฝัน แต่ครั้งแรกไม่พบเจอตะเคียนคู่แต่อย่างใด เมื่อกลับมาบ้านได้จุดธูปเทียนกราบไหว้อธิฐาน ขอให้มาเข้าฝันอีกครั้ง หลังจากนั้นได้มีพ่อปู่ทองคำ และแม่ย่าสุวรรณเกศร ได้มาเข้าฝันอีกครั้ง

พร้อมบอกจุดและสถานที่อย่างชัดเจน ตนเองพร้อมญาติจึงได้เดินทางไปอีกครั้ง และพบว่ามีอยู่จริงเหมือนในฝัน จึงได้อัญเชิญขึ้นมาจากแม่น้ำปราจีนบุรี แล้วนำขึ้นรถเทรลเลอร์มาไว้ที่ วัดบ้านใหม่โคกมะรุม ตามคำบอกเล่าของต้นตะเคียนคู่ปู่ย่า เมื่อชาวบ้านทราบข่าวถึงกับฮือฮา จึงได้แห่กันมากราบไหว้ขอพรหาเลขเด็ดนำไปเสี่ยงดวงกันต่อไป

นักวิเคราะห์ มอง ‘โดนัลด์ ทรัมป์-คิม จองอึน’ หารือยังไม่ถึงขั้นสันติภาพโลก

นักวิเคราะห์ มอง “ทรัมป์-คิม” หารือยังไม่ถึงขั้นสันติภาพโลก เหตุข้อตกลงนี้เคยเกิดขึ้นแล้ว แต่ยังไม่เป็นผล 

ศ.เกียรติคุณ ดร. ไชยวัฒน์ ค้ำชู นักวิชาการความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมอง มองข้อตกลงระหว่างการประชุมสุดยอดผู้นำ นายโรนัล ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และ คิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือที่ประเทศสิงคโปร์ ว่า

ยังไม่สามารถสรุปได้แต่ถือเป็นจุดเริ่มต้น ที่เกาหลีเหนือจะปลดอาวุธอย่างสมบูรณ์ เพราะเดิมแล้วข้อตกลงนี้เคยเกิดขึ้นมาก่อน แต่ไม่เป็นผล และการจะทำลายอาวุธนิวเคลียร์ให้สมบูรณ์ ต้องใช้งบประมาณสูงไม่ต่ำกว่า 20,000 ล้านดอลล่าตามที่นักวิเคราะห์ในเกาหลีใต้คาดการณ์ ซึ่งการที่เกาหลีลงทุนสูงในการพัฒนานิวเคลียร์ จะยอมทุ่มงบในการทำลายด้วยตัวเองจริงหรือ

แต่ทั้งนี้การเจรจาของทั้งสองประเทศนักวิเคราะห์ก็ยังคาดการณ์ไว้การแล้วว่าอาจจะยังไม่นำไปสู่การปฎิบัติ แต่ก็อยากลดความตึงเครียดและการคุกคามในคาบสมุทรจึงต้องทำให้การพบปะครั้งนี้ต้องดำเนินต่อ และสิ่งที่ต้องเจราจาในรายละเอียดอีกจากนี้ คือ สิ่งตอบแทนที่สหรัฐฯ จะมอบให้เกาหลีเหนือ หากมีการทำลายอาวุธนิวเคลียร์จริง

อีกสิ่งที่เชื่อว่าการประชุมของทั้งสองประเทศยังไม่เป็นผลการปฏิบัติมากนัก เพราะการประชุมสุดยอดผู้นำทั้งสอง ยังไม่มีการเจรจาหารือกันในระดับปฏิบัติการมาก่อน ไม่เหมือนการประชุมสุดยอดผู้นำในกรณีเกาหลีใต้และเกาหลีเหนือ

ส่วนตัวมองว่า การเจรจาทั้งสองฝ่ายยังไม่ถึงขั้นยุติความขัดแย้งคาบสมุทรได้ เพราะสหรัฐฯ ยังต้องการที่จะคงกองกำลังในเอเชียแปซิฟิค เพื่อถ่วงดุลจีน ซึ่งหากคาบสมุทรทั้งสองเกาหลีสงบจริงเมื่อไหร่ สหรัฐฯจะไม่มีเหตุผลในการคงกองทัพในภูมิภาคนี้