‘บิ๊กป้อม’ สั่งถอนรากถอนโคนโรงงานขยะพิษ พบ 20 วัน โอนเงินข้ามประเทศ 28 ล้าน

“บิ๊กป้อม” สั่งถอนรากถอนโคน โรงงานขยะพิษ พบหลักฐานโอนเงินข้ามประเทศ 20 วัน กว่า 28 ล้าน

พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รองผบ.ตร.) เปิดเผยว่า จากการตรวจค้น 11 บริษัท 25 โรงงานคัดแยกขยะอิเลคทรอนิก หรือขยะพิษ ที่มีการลักลอบนำเข้าจากต่างประเทศ ไม่พบคนไทยเป็นเจ้าของ 100 % แต่ส่วนมากยอมรับว่าเป็นนอมินีให้กับชาวต่างชาติ โดยเฉพาะชาวจีน และไม่มีบริษัทใดทำบัญชีภาษีถูกต้อง แต่พบว่ามีการว่าจ้างบริษัทคนไทยทำบัญชีภาษีเท็จ และแจ้งเป็นบริษัทขาดทุน โดยบริษัทที่มีกำไรมากที่สุดคือ 90,000 บาทต่อปีเท่านั้น แต่จากการตรวจค้นพบหลักฐานการโอนเงินไปต่างประเทศ เพียง 20 วัน กว่า 28 ล้านบาท

ขณะนี้ พนักงานสอบสวนอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานดำเนินคดีกับคนไทยที่ขายชาติทำบัญชีภาษีเท็จ ช่วยต่างชาติในการทุจริตฉ้อโกงภาษีทำให้ไทยไม่ได้รับประโยชน์ใดๆจากขบวนการนำซากขยะอิเล็กทรอนิคส์จากต่างชาติเข้ามาในไทย

รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ได้รายงานผลการดำเนินการดังกล่าว โดยตรงกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมแล้ว ซึ่ง พล.อ.ประวิตร ได้สั่งการให้ดำเนินการต่อเนื่องขุดรากถอนโคนขบวนการเหล่านี้ให้สิ้นซาก และหากพบส่วนราชการหน่วยใด ปล่อยปละละเลยให้มีการกระทำผิด ก็จะต้องดำเนินเอาผิดและหามาตรการแก้ไขและปิดช่องว่างให้หมด

พร้อมกันนี้ยังได้เรียกร้องให้ประชาชนออกมาแสดงจุดยืน ไม่ยอมให้ใครไม่ว่าจะเป็นส่วนราชการ หรือนักธุรกิจต่างชาติมาใช้ประเทศไทยเป็นถังขยะอันตรายของโลก เนื่องจากขณะนี้ต่างประเทศคนทั้งโลกเห็นแล้วว่าขยะเหล่านี้เป็นอันตรายไม่นำเข้าแล้วแต่เหตุใดประเทศไทยถึงอนุญาตอยู่

ตำรวจพัทยาเอาจริง! สั่งเก็บเรียบบูธน้ำเมาริมหาด งานพลุนานาชาติ

เมืองพัทยาแจงห้ามขายแอลกอฮอล์งานพลุนานาชาติ ชาวบ้านงงพบมีการจัดตั้งธงสัญลักษณ์และจัดจำหน่ายริมชายหาดตั้งแต่ก่อนและในช่วงพิธีเปิดงาน ล่าสุดตำรวจส่งกำลังสั่งเก็บเรียบบูธจำหน่ายตลอดแนวชายหาด

จากกรณีที่มีการร้องเรียนว่าบริเวณชายหาดเมืองพัทยา จ.ชลบุรี ซึ่งมีการจัดกิจกรรมเทศกาลพลุนานาชาติ ในระหว่างวันที่ 8-9 มิถุนายนนี้ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวหลังจากงดการจัดไปนานกว่า 2 ปีจากปัญหาด้านงบประมาณ โดยพบว่ากิจกรรมครั้งนี้มีกระแสการตอบรับที่ดีจากนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามายังพื้นที่เมืองพัทยาเป็นจำนวนมาก ซึ่งหลังเปิดงานค่ำวานนี้ (8 มิ.ย.) ที่มีการแสดงพลุจาก 4 ประเทศ ได้แก่ บราซิล สวีเดน อิตาลี และอังกฤษ พบว่าได้รับความตื่นตาตื่นใจเป็นอย่างมาก

โดยมีรายงานว่าสำหรับการจัดกิจกรรมครั้งนี้ซึ่งเมืองพัทยาได้ห้ามให้มีการจำหน่ายสินค้าบนชายหาดซึ่งเป็นทางสาธารณะทุกชนิด แต่กลับพบว่ามีการตั้งบูธจำหน่ายแอลกอฮอล์จากผลิตภัณฑ์ยี่ห้อดัง รวมทั้งการติดตั้งป้ายสัญลักษณ์ประชาสัมพันธ์หลายจุดบนถนนสายชายหาดพัทยา จนมีการนำกรณีดังกล่าวไปวิพากษ์วิจารณ์ในโลกโซเชียลว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ เนื่องจากการดำเนินการดังกล่าวอาจเข้าข่ายการกระทำที่ผิด พรบ.สาธารณสุข กระทั่งมีการนำเสนอข่าวผ่านทางสื่อมวลชนหลายแขนง โดยช่วงค่ำคืนที่ผ่านมาทางเจ้าหน้าที่ได้คุมตัวผู้ค้ามาดำเนินคดีจำนวน 5 ราย ขณะที่เมืองพัทยายังไม่มีคำชี้แจงถึงกรณีดังกล่าวนั้น

ล่าสุดมีรายงานว่าเมืองพัทยาได้ออกมาชี้แจงถึงกรณีดังกล่าวผ่านทางเพจ PRPATTAYA ว่าสำหรับงานพลุนานาชาติทางเมืองพัทยามีมาตรการเข้มงวดในการห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในที่สาธารณะอยู่แล้ว เนื่องจากถือว่าเป็นความผิดตาม พรบ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2521 โดยระบุว่าหากมีการตรวจพบจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด ส่วนกรณีการจัดตั้งบูธบริเวณนั้นเป็นเพียงการให้บริการซุ้มบริการเครื่องดื่มจำพวกน้ำดื่มของภาคเอกชนที่มาร่วมสนับสนุนเท่านั้นแต่ที่เกิดปัญหาขึ้นเพราะมีการลักลอบจำหน่ายขึ้น ซึ่งขณะนี้ได้ประสาน สภ.เมืองพัทยา เพื่อตรวจสอบและจับกุมผู้ฝ่าฝืนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

สำหรับการติดตั้งป้ายสัญลักษณ์ผลิตภัณฑ์ดังกล่าว และการลักลอบจำหน่ายแอลกอฮอล์บนทางสาธารณะภายในงานที่เมืองพัทยาระบุนั้นพบว่ามีการดำเนินการเตรียมความพร้อมมาก่อนตั้งแต่งานจะเริ่มขึ้น โดยเฉพาะการติดตั้งอุปกรณ์และธงสัญลักษณ์ ขณะที่ในช่วงพิธีเปิดงานซึ่งมีตัวแทนจากหน่วยงานราชการหลายส่วนเข้าร่วมก็พบว่ามีหลายจุดเริ่มมีการลักลอบจำหน่ายประปรายแล้ว ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความสงสัยว่าเหตุใดจึงไม่มีเจ้าหน้าที่ตรวจสอบพบ ทั้งๆที่ภายในงานก็มีการจัดกำลังเจ้าหน้าที่จากหลายส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อดูแลความปลอดภัยและรักษาความเรียบร้อยภายในงานตลอดแนวถนน แต่กลับมีการดำเนินการและจริงจังกับมาตรการดังกล่าวภายหลังจากเป็นกระแสในสังคมโซเชียล

ขณะที่ปัญหาการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งมีผลิตภัณฑ์หลายส่วนเป็นสปอนเซอร์การสนับสนุนงานหลัก อย่างพัทยามิวสิคเฟสติวัล พัทยาเคาท์ดาวน์ ก็มีความเข้มงวดในการควบคุมและห้ามจำหน่ายอย่างเด็ดขาด โดยมีเจ้าหน้าที่จากกระทรวงสาธารณะสุขลงพื้นที่มาตรวจสอบจับกุมอย่างจริงจังแม้กระทั่งการสนับสนุนการจัดทำร่มเตียงให้ผู้ประกอบการตลอดแนวชายหาดซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ของผู้จำหน่ายแอลกอฮอล์ชื่อดังรายหนึ่งก็ต้องระงับไป ด้วยอาจขัดต่อข้อกฎหมายในการโฆษณาในที่สาธารณะ

ล่าสุด ช่วงเวลา 17.00 น.วันเดียวกันนี้ กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองพัทยา ได้ระดมกำลังออกตรวจสอบและสั่งการให้ผู้ประกอบการทำการเก็บผลิตภัณฑ์ อุปกรณ์การจำหน่ายออกจากพื้นที่เป็นการเร่งด่วน โดยจะไม่อนุญาตให้นำมาจำหน่ายภายในงานได้อีก โดยหากพบว่ายังมีการฝ่าฝืนก็จะดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายอย่างเด็ดขาดต่อไป

หนุ่มขับรถพ่วงตู้บรรทุกติดสายโทรศัพท์ ขึ้นไปปลดโดนไฟช็อตร่วง ก่อนถูกรถเหยียบซ้ำดับ

สลด! หนุ่มวัย 25 ปี ขับรถพ่วงตู้บรรทุกติดสายโทรศัพท์ ขึ้นไปปลดโดนไฟช็อตร่วง ก่อนถูกรถเหยียบซ้ำดับคาที่

วานนี้(9 มิ.ย.) เมื่อเวลา 22.30 น. ศูนย์วิทยุกู้ภัยสมาคมสว่างกตัญญูธรรมสถานจันทบุรี ได้รับแจ้งมีคนถูกไฟฟ้าช็อตและตกลงมาถูกรถทับเสียชีวิต บริเวณหน้าร้านรับซื้อของเก่าใกล้เคียงตลาดตาลักษณ์ ตำบลทุ่งเบญจา อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี จึงประสานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคสาขาบ้านหนองคล้า เข้าตรวจสอบและตัดกระแสไฟฟ้า พร้อมแจ้งร้อยตำรวจเอกไกรสิทธิ์ ตาพราว ร้อยเวรสถานีตำรวจภูธรทุ่งเบญจาตรวจสอบที่เกิดเหตุ

จากการตรวจสอบในที่เกิดเหตุพบรถบรรทุกพ่วงตู้ ยี่ห้อฮีโน่ สีขาว ตัวแม่หมายเลขทะเบียน 70-1910 สุพรรณบุรี ส่วนตัวลูกหมายเลขทะเบียน 71-0506 สุพรรณบุรี จอดอยู่ โดยที่ท้ายของรถด้านบนอยู่ใกล้กับสายไฟฟ้าที่พาดข้ามถนน จากการตรวจสอบด้านข้างของรถระหว่างตู้ทั้ง 2 ลูกพบร่างผู้เสียชีวิตเป็นชาย นอนหงายในสภาพกระโหลกศีรษะแตก จากการถูกล้อรถทับ โดยทราบชื่อผู้เสียชีวิตต่อมาคือ นายพิทักษ์ ศักดิ์สิงห์ อายุ 25 ปี เป็นชาวตำบลวังนาป้อม อำเภอนาวัง จังหวัดหนองบัวลำภู และยังเป็นคนขับรถคันดังกล่าวด้วย

สอบถามนายไพบูลย์ ศิริแพงพา อายุ 25 ปี เด็กรถที่มากับผู้เสียชีวิต ทราบว่า ตนและผู้ตาย ขับรถมาจากอรัญประเทศ เพื่อจะนำของมาส่งใกล้เคียงที่เกิดเหตุ โดยระหว่างทางก็เปิด GPS มาเรื่อยๆเพราะไม่รู้จักทาง เพิ่งเดินทางมาเป็นครั้งแรก แต่พอมาถึงที่เกิดเหตุ รถที่ขับมาไม่สามารถไปต่อได้เพราะตู้ที่บรรทุกมาไปเกี่ยวกับสายไฟนายพิทักษ์ คนขับจึงลงจากรถและปีนขึ้นไปด้านบนเพื่อจะปลดสายไฟที่เกี่ยวกับตู้ออก ซึ่งตอนนั้นตนก็ไม่รู้ รู้แต่ว่าตอนที่นายพิทักษ์ลงจากรถมา ไม่ได้ขึ้นเบรกมือไว้ ซึ่งตนได้ยินเสียงคล้ายอะไรหล่นลงมาจากข้างรถ ด้วยความตกใจ จึงรีบดึงเบรกมือขึ้น แล้วลงมาดู ก็พบว่านายพิทักษ์ถูกรถไหลมาทับที่ศีรษะ ตอนนั้นได้ลากนายพิทักษ์ออกมาเพื่อจะช่วยเหลือแต่ไม่ทันการณ์ จึงแจ้งเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบดังกล่าว

ทั้งนี้ เบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่ตรวจสอบพบว่าที่ร่ายกายของผู้เสียชีวิตมีร่องรอยเหมือนถูกไฟฟ้าช็อตด้วย โดยได้นำร่างส่งให้แพทย์ชันสูตรหาสาเหตุการตายอีกครั้ง และทางเจ้าหน้าที่การไฟฟ้าได้ดำเนินการตัดสายเคเบิล และสายไฟที่ห้อยต่ำลงมาออก เพื่อความปลอดภัยของรถที่อาจจะวิ่งมาเกิดเหตุซ้ำ เนื่องจากก่อนหน้านี้มีเหตุในลักษณะเดียวกันและมีผู้เสียชีวิตแล้ว 1 ราย