กู้ภัยแนะข้อปฏิบัติ หากประสบเหตุพบคนถูกยิง

เปิดข้อแนะนำ ขั้นตอนปฐมพยาบาล จากทีมกู้ภัย หากพบคนถูกยิง โดยเฉพาะบริเวณหน้าอก

จากเหตุการณ์สุดสะเทือนใจ กรณีที่มีหญิงสาว 2 รายถูกอดีตแฟนตามประกบยิงจนเสียชีวิต เมื่อวันที่ 5 มิ.ย. 2561 ที่ผ่านมา โดยเฉพาะเหตุการณ์ สาววัย 17 ปี ถูกแฟนหนุ่มใช้ปืนยิงที่หน้าอก 2 นัด ที่บริเวณตลาดใหม่มีนบุรี เพราะผู้ตายยังไม่ได้เสียชีวิตทันที แต่มีสติพร้อมถามผู้เห็นเหตุการณ์ว่า หนูจะตายไหม ? ก่อนที่จะเรียกกู้ภัยเข้ามาช่วยเหลือและนำตัวส่งโรงพยาบาล แต่เธอกลับทนพิษบาดแผลไม่ไหวเสียชีวิตในเวลาต่อมานั้น

ยิง, ตลาดใหม่มีนบุรี, น้องเอิร์น, กู้ภัย, มูลนิธิร่วมกตัญญู, ข่าวสดวันนี้

รายงานข่าวแจ้งว่า วันนี้ (7 มิ.ย. 2561) หน่วยกู้ชีพมูลนิธิร่วมกตัญญู ได้ออกมาเปิดเผยวิธีและขั้นตอนการเข้าช่วยเหลือผู้ประสบเหตุถูกยิงผ่านรายการล้อมวงข่าว ทางช่องอัมรินทร์ทีวี โดย นายปิยะลักษณ์ ถิ่นแก้ว หัวหน้าหน่วยกู้ชีพ มูลนิธิร่วมกตัญญู เผยว่า

นายปิยะลักษณ์ ถิ่นแก้ว หัวหน้าหน่วยกู้ชีพ มูลนิธิร่วมกตัญญู ได้ออกมาเปิดเผยวิธีและขั้นตอนการเข้าช่วยเหลือผู้ประสบเหตุถูกยิง ผ่านรายการล้อมวงข่าว ทางช่องอัมรินทร์ทีวี ว่า กรณีถูกยิงเข้าที่หน้าอก ผู้ที่จะให้ความช่วยเหลือผู้บาดเจ็บถูกยิง จะต้องมีสติ จากนั้นควรแจ้งให้เจ้าหน้าที่กู้ภัยทราบ ซึ่งระหว่างที่รอก็ควรมีความรู้เรื่องการปฐมพยาบาลก็สามารถช่วยเหลือผู้บาดเจ็บได้ แต่ต้องประเมินสถานการณ์ตรงหน้าว่าปลอดภัยหรือไม่

โดยสำรวจว่า ผู้บาดเจ็บบาดเจ็บบริเวณใด ซึ่งจุดสำคัญที่สุดคือบริเวณช่วงอกเพราะจะส่งผลถึงระบบการหายใจ หากบริเวณช่วงอกมีรูคล้ายถูกปืนยิงนั่นแปลว่าอากาศสามารถเข้าสู่ช่วงปวดได้ ยิ่งถ้าอากาศเข้าสู่ปอดเยอะก็จะยิ่งทำให้ปอดทำงานลำบาก หรืออาจส่งผลให้คนบาดเจ็บหายใจไม่ออก ดังนั้นการปฐมพยาบาลเบื้องต้นคือ หาผ้าก๊อซมาปิดบาดแผลและนำพลาสติกปิดทับอีกครั้ง ก่อนติดสกอตเทปปิดแค่ 3 มุม อีกมุมหนึ่งปล่อยไว้เพื่อให้อากาศถ่ายเท ได้ เป็นต้น

กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง เดินเท้าไป สน.นางเลิ้ง พร้อมตะโกน ‘เลือกตั้งปีนี้’

กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง เดินเท้าไป สน.นางเลิ้ง พร้อมตะโกน ‘เลือกตั้งปีนี้’ ตำรวจขวางไม่ให้ผ่านทำเนียบ
วันนี้(7 มิ.ย. 61) เมื่อเวลา 09.00 น. ที่บริเวณด้านหน้าองค์การสหประชาชาติ (UN) กลุ่มคนอยากเลือกตั้งที่ถูกแจ้งความดำเนินคดีทั้ง 62 คน จากกรณีชุมนุมครบรอบ 4 ปี คสช. ทยอยรวมตัวกันที่หน้าสำนักงานยูเอ็น นำโดย รังสิมันต์ โรม , จ่านิว-สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์  โบว์ ณัฏฐา มหัทธนา  และ เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล

 รังสิมันต์ ให้สัมภาษณ์ว่า วันนี้แกนนำทั้ง 15 คนซึ่งถูกดำเนินคดีไปก่อนหน้านี้ ได้มาร่วมให้กำลังใจกับประชาชนอีก 47 คนที่โดนคดีเดียวกัน โดยหลังเข้ารายงานตัวที่สน.นางเลิ้ง แล้วเชื่อว่าเจ้าหน้าที่จะนำตัวไปส่งศาลเพื่อขออำนาจฝากขัง
ทั้งนี้ จุดประสงค์ของกลุ่มคนอยากเลือกตั้งคือการสื่อสารกับสังคมว่าเราต้องทำอะไรสักอย่างมิเช่นนั้นเราจะไม่ได้เห็นการเลือกตั้งเกิดขึ้นซึ่งที่ผ่านมาถือว่าประสบผลสำเร็จพอสมควรมีคนในสังคมตื่นตัวและพูดคุยกันในเรื่องนี้มากขึ้น ขณะที่เดือนมิถุนายนนี้ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช. สัญญาว่าจะกำหนดวันเลือกตั้งที่ชัดเจน ซึ่งเราจะจับตาเรื่องนี้และหากมีการผิดสัญญาก็จะมีการเคลื่อนไหวอีกครั้ง
ส่วนกรณีที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตเลขาธิการกปปส. และผู้ร่วมก่อตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) ประกาศเดินสายพบมวลชนนั้น รังสิมันต์ มองว่าเป็นปรากฎการที่สะท้อนว่าแม้แต่นายสุเทพก็อยากเลือกตั้ง และไม่อยากให้นายสุเทพถูกดำเนินคดีเช่นเดียวกับพวกตน และอยากให้นายสุเทพ ร่วมกันเรียกร้องให้ยกเลิกคำสั่งคสช.ที่ขัดสิทธิเสรีภาพของประชาชน
ภายหลังให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน แกนนำพร้อมมวลชนได้พากันเดินเท้าจากหน้ายูเอ็นไปที่สน.นางเลิ้ง โดยระหว่างทางมวลชนได้พยายามประชิดแนวเจ้าหน้าที่บริเวณเชิงสะพานมัฆวานฯ จึงเกิดเหตุชุลมุนขึ้นเล็กน้อย จากนั้นมวลชนได้เดินเท้ามุ่งหน้าสู่ สน.นางเลิ้ง พร้อมตะโกน “เลือกตั้ง ปีนี้” ตลอดทาง ท่ามกลางการควบคุมจากเจ้าหน้าที่ และการสังเกตการณ์จากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติและองค์กรระหว่างประเทศ
สำหรับกลุ่มคนอยากเลือกตั้งที่ถูกดำเนินคดีทั้ง 47 คนในวันนี้ แบ่งเป็น 2 กลุ่ม โดยกลุ่มแรกจำนวน 6 คน ถูกดำเนินคดีเช่นเดียวกับ 15 แกนนำก่อนหน้านี้ คือ กระทำความผิดตามคำสั่งหัวหน้าคสช. ที่ 3 / 2558 และถูกดำเนินคดี ข้อหาขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่,การชุมนุมขัดต่อพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ ,ความผิดตามป.วิอาญามาตรา 215 มั่วสุมเกินกว่า 10 คนขึ้นไปก่อให้เกิดความวุ่นวาย , ความผิดตามป.วิอาญามาตรา 216 เจ้าพนักงานสั่งให้เลิกชุมนุมแต่ผู้ชุมนุมขัดขืนไม่เลิกการชุมนุม และ กระทำผิดพ.ร.บ.จราจร นอกจากนี้ยังถูกดำเนินคดีในข้อหาทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงานและต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน ขณะปฎิบัติหน้าที่ ส่วนมวลชนอีก  41 คน ถูกดำเนินคดีข้อหาขัดคำสั่งหัวหน้าคสช. ที่ 3 / 2558 และ ความผิดตามพ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ

สั่งฟ้อง ‘สันธนะ’ ปมบุกตรวจค้นตลาดใหม่ดอนเมือง 2 ข้อหา

อัยการพิจารณาส่งฟ้อง ‘สันธนะ’ ในข้อหาดูหมิ่นเจ้าพนักงานและขัดขวางการปฎิบัติตามหน้าที่ กรณีมีการตรวจค้นตลาดใหม่ดอนเมือง

วันที่ 7 มิ.ย. 2561 อัยการคดีพิเศษศาลแขวงดอนเมืองพิจารณายื่นฟ้อง พ.ต.ท.สันธนะ ประยูรรัตน์ ประธานที่ปรึกษา บริษัทพัฒนาตลาดใหม่ดอนเมือง กรณีเข้าขัดขวางเจ้าหน้าที่ตำรวจขณะเข้าตรวจค้นเพื่อจับกุมผู้ค้าสินค้าที่ปลอมแปลง อย. ภายในตลาดใหม่ดอนเมืองในข้อหาดูหมิ่นเจ้าพนักงาน และขัดขวางเจ้าพนักงาน

ทั้งนี้ พ.ต.ท.สันธนะ เปิดเผยว่า ในคดีดังกล่าวตามเอกสารที่ตนได้เผยแพร่ไป โดยตนได้ยื่นหนังสือถึงหัวหน้าพนักงานอัยการแขวง 9 (ดอนเมือง) ที่รับผิดชอบสำนวน เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายเพื่อประกอบการสั่งคดี กรณีที่ตนเองตกเป็นผู้ต้องหาในข้อกล่าวหา ดูหมิ่นเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ หรือ เพราะได้กระทำตามหน้าที่และขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฎิบัติตามหน้าที่

กรณีมีการตรวจค้นตลาดใหม่ดอนเมืองเมื่อช่วงต้นเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา โดยมีพล.ต.ต.นราเดช กลมทุกสิ่ง เป็นผู้กล่าวหา โดยตนไม่ได้ร้องขอความเป็นธรรมต่อพนักงานอัยการสูงสุด เนื่องจากคดีนี้ถูกนำเข้าสู่กระบวนการของศาลยุติธรรมโดยเร็ว

ซึ่งตนได้กล่าวถึงกรณีที่ ไม่ได้รับความชัดเจนในกรณีพล.ต.ต.นราเดช กลมทุกสิ่ง ผู้บังคับการสวัสดิการที่ไม่มีหนังสือแสดงถึงอำนาจหน้าที่มีอำนาจตามกฎหมาย โดยตนขอตรวจดูเอกสารที่ให้อำนาจ คือหนังสือแต่งตั้งจากผู้บังคับบัญชา และคำสั่งศาล พร้อมขอให้แสดงตำแหน่งของหัวหน้า แต่ไม่ได้รับความชัดเจน

จึงถือว่า พล.ต.ต.นราเดช ไม่ใช่เจ้าพนักงานที่มีหน้าที่ จึงไม่มีอำนาจตามกฎหมายที่จะเข้ามาตรวจค้นหรือปฏิบัติ โดยพ.ต.ท.สันธนะ ระบุว่าในกรณีที่ตลาดใหม่ดอนเมือง เจ้าหน้าที่ตำรวจรายดังกล่าวอาจได้รับคำสั่งของใครมา โดยตำแหน่งหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รายนี้ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องของการศึกสวนสอบสวนในคดีอาญา

แต่คุณมาในลักษณะของการเป็นผู้ใต้บังคับบัญชา หรือมีความคุ้นเคย ใกล้ชิดสั่งการได้ของเจ้าหน้าที่ระดับสูงบางคนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมีการสั่งการให้เข้ามาปฎิบัติหน้าที่ในตลาดใหม่ดอนเมืองดังกล่าว ทำให้คดีมีความบิดเบือน

อย่างไรก็ตามพ.ต.ท.สันธนะระบุว่าตนไม่เคยได้รับเอกสารอะไรที่เกี่ยวข้องกับตัวตนเองเลยนับตั้งแต่มีการตรวจค้นและมีการยึดของกลาง ไม่ว่าจะเป็นสำเนาตรวจค้น หมายค้น หรือการแต่งตั้งคำสั่งของผู้บังคับการตำรวจแห่งชาติ ที่ระบุชื่อรายนามของผู้ที่เข้ามาทำการสึกสวนสอบสวนในคดีนี้จำนวน 174 คนซึ่งตนได้ยินขอไปแล้วก่อนหน้านี้

พร้อมกันนี้ พ.ต.ท.สันธนะ ระบุว่า ตนจะทำการหรือฟื้นคดีที่เกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับสูง 2 นาย ได้แก่เจ้าหน้าที่ตำรวจยศ พ.ต.ท และพล.ต.อ ซึ่งมีตำแหน่งหน้าที่ที่สำคัญในปัจจุบันโดยมีผลประโยชน์บางอย่างแอบแฝงอยู่

นอกจากนี้พ.ต.ท.สันธนะยังได้กล่าวว่า ต้นเป็นคนให้โอกาสคนและมีการตักเตือนกลุ่มคนเหล่านี้ตลอด แม้ในปัจจุบันจะมีอนาคตที่ดี แต่กลุ่มคนเหล่านี้อาจหลงลืมในสิ่งที่เคยได้ทำลงไป โดยตนจะทำหน้าที่ตรวจสอบให้ และจะมีการยื่นเรื่องราวเป็นคดีต่อไป

ขณะที่ นางพจนารถ เหลืองประเสริฐ อัยการพิเศษฝ่ายคดีศาลเเขวงดอนเมือง ซึ่งเป็นหัวหน้าพนักงานอัยการศาลเเขวงดอนเมือง ระบุว่า ในชั้นพนักงานสอบสวนได้ตั้งมาสองข้อกล่าวหาได้แก่ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 136 ดูหมิ่นเจ้าพนักงานในการปฎิบัติหน้าที่ และมาตรา 138 คือขวางเจ้าพนักงานในการปฎิบัติหน้าที่

โดยมีการพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยในสำนวนจากพนักงานสอบสวนค่อนข้างมีความละเอียด โดยมีพยานบุคคล เอกสาร และพยานวัตถุ จากว่ามีการถ่ายทำคลิปวิดีโอไว้อย่างครบถ้วน ครบองค์ประกอบของทั้ง 2 มาตรา โดยมีข้อสรุปว่าจะมีการสั่งฟ้องทั้ง 2 ข้อหา

ส่วนทางด้าน นายประยุทธ เพชรคุณ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด เปิดเผยว่า สำนวนที่พนักงานสืบสวนทำมามีความถูกต้องครบถ้วน และทางอัยการก็มีคำสั่งฟ้อง และพ.ต.ท.สันธนะผู้ต้องหาได้มาพบพนักงานอัยการตามนัดหมายหลังจากแถลงข่าวเสร็จพนักงานอัยการจะทำการนำตัวพ.ต.ท.สันธนะยื่นฟ้องต่อศาลแขวงดอนเมืองต่อไป