ทุจริตกองทุนเสมาฯ สรุปยอดความเสียหาย 77 ล้านบาท สรุปยอดต้องเยียวยา 18 ล้านบาท

คณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงกรณีทุจริตกองทุนเสมาพัฒนาชีวิต สรุปยอดความเสียหาย 77 ล้านบาท ขณะเดียวกันต้องเยียวยาในสถานศึกษา สพฐ. และวิทยาลัยพยาบาลรวมกว่า 18 ล้านบาท

นายอรรถพล ตรึกตรอง ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะประธานคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง กรณีการทุจริตโครงการเสมาพัฒนาชีวิต กล่าวว่า ได้ข้อสรุปความเสียหายและจำนวนเงินที่ต้องเยียวยาทั้งหมดแล้ว โดยความเสียหายจากการทุจริตของ นางรจนา สินที มีจำนวนทั้งสิ้น 77 ล้านบาท

ส่วนการเยียวยาย้อนหลังแบ่งเป็นสถานศึกษาสพฐ. ทั้งโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ และโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์รวม 20 แห่ง จำนวน 7,290,825 บาท และวิทยาลัยพยาบาล 20 แห่ง จำนวน 11,365,000 บาท รวมทั้ง 2 ส่วนต้องใช้เงินเยียวยาทั้งสิ้นกว่า 18 ล้านบาท

นอกจากนี้ ยังพบว่ามีส่วนที่ต้องเรียกเงินคืนจากสถานศึกษากลับมายังกองทุนฯ เพราะคณะกรรมการกองทุนฯ โอนเกินไปจำนวน 1,140,691 บาท
โดย นายอรรถพล มั่นใจว่าข้อมูลที่ได้มานี้ไม่คลาดเคลื่อน พร้อมกำชับว่าการโอนเงินของกองทุนเสมาพัฒนาชีวิตแต่ละครั้ง สถานศึกษาจำเป็นต้องส่งใบเสร็จการรับเงินกลับมาที่คณะกรรมการกองทุนฯทุกครั้ง เพื่อเป็นหลักฐานทางราชการ

ขณะที่พันตำรวจโทพีระพล ยอดสนิท ผู้อำนวยการกองคดี 4 ปปง. เปิดเผยว่า ขณะนี้ ปปง.ดำเนินการตรวจสอบเส้นทางการเงินทุกช่องทาง โดยตรวจสอบที่ดิน การลงทุน และเรียกดู statement ของผู้เกี่ยวข้องทุกคน เพื่อติดตามทรัพย์สินกลับมาให้ได้มากที่สุด

ด้านนายการุณ สกุลประดิษฐ์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยถึงการเอาผิดทางวินัยกับข้าราชการที่เกี่ยวข้อง 25 คน ว่าได้ส่งหนังสือไปให้สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน ( กพ. ) เพื่อให้ทาง กพ.สรุปว่าจะให้ดำเนินการต่ออย่างไร เพราะข้าราชการที่เกี่ยวข้องมาจากหลายสังกัด จะต้องได้รับการพิจารณาว่าจะให้ผู้บังคับบัญชาสังกัดใดเป็นผู้สั่ง หรือกำหนดโทษวินัยแก่ข้าราชการ

ศาลไม่วินิจฉัย คดีทหารยิง “ชัยภูมิ ป่าแส” นักกิจกรรมชาวลาหู่ เกินกว่าเหตุหรือไม่

ศาลจังหวัดเชียงใหม่ ไม่วินิจฉัย คดีทหารยิง ‘ชัยภูมิ ป่าแส’ นักกิจกรรมชาวลาหู่ เกินกว่าเหตุหรือไม่ ด้านทีมทนายความเรียกร้องทหารเปิดภาพวงจรปิดจุดเกิดเหตุ

ความคืบหน้าคดีที่ทหารวิสามัญ นายชัยภูมิ ป่าแส เยาวชนนักกิจกรรมชาวลาหู่ ที่ด่านตรวจถาวรบ้านรินหลวง ตำบลเมืองนะ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2560 โดยเจ้าหน้าที่อ้างว่าผู้ตายมียาบ้า 2,700 เม็ด และจะปาระเบิดใส่ จึงต้องวิสามัญนั้น

ล่าสุด ศาลจังหวัดเชียงใหม่ ผู้พิพากษาขึ้นนั่งบัลลังก์อ่านคำสั่ง ในคดีชันสูตรพลิกศพของนายชัยภูมิ ป่าแส ที่มีพนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่เป็นผู้ร้อง โดยมีกลุ่มญาติของนายชัยภูมิและทีมทนายความจากศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชนท้องถิ่น เข้าร่วมรับฟังจนเต็มห้องพิจารณาคดี ทำให้ศาลต้องแจ้งให้เฉพาะผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องอยู่ในห้องพิจารณาคดีเท่านั้น

นายรัษฏา มนูรัษฏา ทนายความในคดีนี้ เปิดเผยว่า ในการไต่สวนการตายหรือชันสูตรพลิกศพ ศาลมีคำสั่งชี้ข้อเท็จจริงว่า นายชัยภูมิเสียชีวิตเพราะถูก พลทหารสุรศักดิ์ รัตนวรรณ ใช้อาวุธปืนเอ็ม 16 ยิง ถึงแก่ความตาย พร้อมระบุสถานที่การเสียชีวิตที่ด่านบ้านรินหลวง

ส่วนประเด็นโต้แย้งที่ฝ่ายอัยการผู้ร้องอ้างว่า พลทหารสุรศักดิ์ จำเป็นต้องใช้อาวุธปืนยิงเพื่อป้องกันตัว เพราะนายชัยภูมิจะใช้อาวุธมีดทำร้าย และจะใช้ระเบิดขว้างใส่เจ้าหน้าหน้าที่นั้น ศาลไม่ได้วินิจฉัยในประเด็นนี้

อย่างไรก็ตามคำสั่งศาลไม่ตัดสิทธิ์ครอบครัวผู้เสียชีวิต ในการฟ้องเรียกร้องค่าเสียหายทางแพ่ง โดยไม่จำเป็นต้องรอผลจากคดีอาญา ขณะที่ทีมทนายความจะยังคงพยายามให้ข้อเท็จจริงสู่ศาลมากที่สุด คือ การมีภาพจากกล้องวงจรปิดเข้าสู่สำนวนคดีโดยเฉพาะภาพจากล้องวงจรปิดจากทหาร ที่ไม่ได้ถูกนำมาสู่การไต่สวนในชั้นศาล

ด้าน นายไมตรี จำเริญสุขสกุล ประธานกลุ่มรักษ์ลาหู่ ผู้ดูแลนายชัยภูมิ กล่าวว่า เหตุการณ์นี้ผ่านมานานกว่า 1 ปี แต่ยังไม่สามารถจับกุมดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดได้ ขณะที่คำสั่งศาล ไม่ได้ระบุว่า นายชัยภูมิตายเพราะผลจากการปฏิบัติหน้าที่เกินกว่าเหตุหรือไม่ ทำให้ทางครอบครัวยังคงสับสน จึงต้องปรึกษากับทนายความอีกครั้งว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป

สปริงนิวส์ยัน! ไม่จอดำ จ่อฟ้องกลับ “อสมท”

“สปริงนิวส์” ยืนยัน ไม่มี “จอดำ” หลัง อสมท. ประกาศหยุดให้บริการเช่าโครงข่ายทีวีดิจิทัล พร้อมจ่อฟ้องกลับ อ้างคิดค่าบริการไม่เป็นธรรม และประสานโครงข่ายใหม่ รับช่วงออกอากาศต่อ

นางสาววทันยา วงษ์โอภาสี กรรมการ บริษัท สปริงนิวส์ เทเลวิชั่น จำกัด กล่าวถึงกรณีผู้บริหาร บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน ) ระบุว่า บริษัท สปริงนิวส์ เทเลวิชั่น ค้างชำระค่าเช่าใช้บริการโครงข่ายโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิทัล (MUX) มาตั้งแต่กลางปี 2559 รวมกว่า 104 ล้านบาท จึงมีการแจ้งเลิกสัญญา และยุติการให้บริการโครงข่ายฯ

ซึ่งจะส่งผลให้ช่องสปริงนิวส์ ต้องยุติออกอากาศ หรือ “จอดำ” ในวันที่ 16 มิถุนายน ว่า ที่ผ่านมาบริษัท ได้พยายามเจรจากับฝ่ายบริหาร อสมท. เพื่อจัดทำแผนการชำระค่าโครงข่ายมาโดยตลอด ซึ่งมีการทำหนังสือขอขยายระยะเวลาการชำระอย่างเป็นทางการ รวม 8 ครั้ง และขอปรับลดอัตราค่าบริการที่เห็นว่าไม่เป็นธรรมอีก 2 ครั้ง แต่ก็ได้รับการปฏิเสธ

อีกทั้งที่ผ่านมา การเรียกเก็บค่าบริการโครงข่ายของ อสมท. ก็ไม่สมเหตุสมผล ทั้งด้านประสิทธิภาพ และความครอบคลุมพื้นที่ ดังนั้น ทางบริษัทจึงเตรียมดำเนินการทางกฎหมาย โดยเฉพาะความผิดตามมาตรา 157 เนื่องจากเห็นว่าการเรียกเก็บค่าบริการของ อสมท. นั้นไม่เป็นธรรม

ส่วนการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น บริษัทขอยืนยันว่า ได้ประสานงานกับคณะกรรมการ กสทช.อย่างใกล้ชิด และเตรียมจัดหาโครงข่ายใหม่ หาก อสมท.ยุติให้บริการ เพื่อที่สถานีโทรทัศน์สปริงนิวส์ จะออกอากาศได้โดยไม่สะดุด หรือมีผลกระทบต่อผู้ชม ผู้ร่วมผลิตรายการ และลูกค้าโฆษณาทุกราย / ขณะที่ล่าสุด ได้รับการยืนยันจาก กสทช.ว่าพร้อมประสานผู้ให้บริการโครงข่ายอื่น รับช่วงออกอากาศต่อ หากไม่ได้ข้อยุติ