ญาติ น้องกิ๊ฟ เหยื่อถูกโจ๋มอมยา ร้องโอนคดีให้กองปราบฯ

ทนายสงกานต์ พาญาติน้องกิ๊ฟ เหยื่อ 4 คนร้ายรุมโทรม ขอความเป็นธรรมต่อรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เพื่อโอนคดีให้กองปราบ

นายสงกานต์ อัจฉริยะทรัพย์ หรือ ทนายสงกานต์ กรรมการปฏิรูปประเทศ ด้านกระบวนการยุติธรรม พร้อมญาติ น.ส.อุมาพร หอยสังข์ หรือ กิ๊ฟ วัย 21 ปี เหยื่อที่ถูก 4 คนร้าย อุ้มจากสถานบันเทิง ไปกระทำชำเราขณะหมดสติ จนเสียชีวิต ในล้งรับซื้อผลไม้ พื้นที่ตำบลฉมัน อำเภอมะขาม จังหวัดจันทบุรี เข้ายื่นหนังสือถึงพลตำรวจเอก เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เพื่อขอความเป็นธรรม

โดยมีข้อเสนอแนะและข้อสงสัยใน 16 ประเด็น อาทิ ชุดที่น้องกิ๊ฟ สวมใส่หลังเกิดเหตุ, คำพูดกำกวมที่น้องกิ๊ฟสนทนากับชายวัยรุ่นในโซเชียลมีเดีย พร้อมขอให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผ่าชันสูตรศพน้องกิ๊ฟ เพื่อตรวจดูผลคู่ขนานกับโรงพยาบาลพระปกเกล้า จันทบุรี  ตรวจสอบข้อมูลโทรศัพท์มือถือของหญิงต้องสงสัย และผู้ต้องหา พร้อมขอให้โอนคดีมาให้กองบังคับการปราบปราม เพื่อสืบสวนเชิงลึกเพิ่มเติม โดยไม่ยุ่งเกี่ยวกับท้องที่

น้องกิ๊ฟ, ทนายสงกานต์,ข่มขืน

จากนั้น ทนายสงกานต์ พาญาติผู้เสียชีวิต เข้าพบแพทย์หญิง คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ คณะกรรมการปฏิรูปประเทศ ด้านกระบวนการยุติธรรม เพื่อขอความเห็นทางคดี ซึ่งได้รับคำแนะนำว่า ให้ญาติรอผลการผลการพิสูจน์ โดยสามารถติดต่อพูดคุยกับแพทย์ที่ทำการผ่าศพ เพื่อรับทราบข้อมูลได้โดยตรง

คดีนี้ เกิดขึ้นเมื่อ 27 พฤษภาคม โดยกล้องวงจรปิดตั้งแต่ในสถานบันเทิงกลางเมืองจันทบุรี สามารถจับภาพกลุ่มผู้ต้องหาอุ้มน้องกิ๊ฟ ออกมาประมาณ 2 นาฬิกา โดยมีหญิงสาวรายหนึ่ง เดินตามไปส่งที่รถกระบะของกลุ่มผู้ต้องหาด้วย ก่อนจะมีการขับรถพาน้องกิ๊ฟ ออกไป กระทั่งมาพบเป็นศพในช่วงเช้า

ต่อมา ตำรวจได้รวบรวมหลักฐานและออกหมายจับ 4 ผู้ต้องหา โดยมี 3 ราย ยอมรับว่า กระทำชำเราจริง ส่วนอีก 1 ราย ยอมรับว่ารู้จักกับน้องกิ๊ฟด้วย ขณะที่เพื่อนน้องกิ๊ฟ ได้สอบถามหญิงสาวชื่อ “แพรวนภา” ที่รู้จักกับกลุ่มผู้ต้องหา

ซึ่งมีการอ้างว่า น้องกิ๊ฟ เสพยา (เคตามีน) เกินขนาดจนไม่ได้สติ และถูกเพื่อนทิ้งไว้ ก่อนถูกกลุ่มผู้ต้องหาหิ้วออกมา และไปเสียชีวิตเอง ขณะที่ผลตรวจสภาพศพ ไม่พบร่องรอยถูกทำร้ายร่างกาย อย่างไรก็ตาม ทางตำรวจอยู่ระหว่างผลตรวจทางนิติวิทยาศาสตร์ และสอบพยานเพิ่ม

ร้านถ่ายเอกสารโอด รายได้ลด 20% หลังยกเลิกใช้สำเนาบัตรประชาชน

ร้านถ่ายเอกสารโอด รายได้ลด 20% หลังยกเลิกใช้ สำเนาบัตรประชาชน ขณะที่ ชาวบ้านบางคนไม่ทราบยังคงต้องปรับตัว

วันที่ 5 มิถุนายน 2561 จากนโยบายของรัฐบาลที่จะขับเคลื่อนให้ประเทศไทย ก้าวเข้าสู่ความเป็น ไทยแลนด์4.0 ที่จะเพิ่มความทันสมัยในการทำงานให้เป็นระบบดิจิตอล โดยเฉพาะระบบราชการที่ต้องการลดการใช้สำเนาเอกสารที่เป็นงานที่สร้างภาระค่าใช้จ่ายให้กับประชาชน รวมถึงภาระในการจัดเก็บของทางราชการ จึงกำหนดให้วันที่ 5 มิถุนายน 2561 เป็นวันแรกที่มีผลบังคับใช้ยกเลิกการเรียกขอสำเนาบัตรประชาชนในการติดต่อราชการเป็นวันแรก

ซึ่งบรรยากาศที่สำนักทะเบียน เทศบาลเมืองชัยนาท ในวันนี้ตั้งแต่เปิดทำการประชาชนที่มาติดต่อราชการหลายรายยังไม่ทราบว่าทางราชการได้ยกเลิกการเรียกสำเนาบัตรประชาชนซึ่งเมื่อเจ้าหน้าที่แจ้งให้ทราบก็บอกว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะลดภาระในการหาร้านถ่ายเอกสารให้ยุ่งยากเสียเวลา

โดยนายชัยพร อภิรมย์สุขสันต์ ผู้ช่วยนายทะเบียนเทศบาลเมืองชัยนาทบอกว่า ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปในการติดต่อราชการเพียงแค่ถือบัตรประชาชนมาใบเดียวก็สามารถทำธุรกรรมได้ทุกอย่าง ซึ่งสะดวกมากขึ้น

ทางด้านร้านถ่ายเอกสารเองก็มีเสียงสะท้อนมาเช่นกัน โดยเจ้าของร้าน บอกว่า ปกติแล้วจะมีลูกค้าที่มาถ่ายเอกสารสำเนาบัตรประมาณ 20% ซึ่งต่อไปหลังจากคำสั่งรัฐบาลมีผลบังคับใช้ คาดว่าทางร้านจะได้รับผลกระทบโดยรายได้ส่วนนี้ 20% จะหายไป แต่ก็คงต้องปรับตัวเพราะเข้าใจว่าทุกอย่างย่อมมีการเปลี่ยนแปลงในการพัฒนาเพื่อความทันสมัยของประเทศและสังคม

สั่งสอบ ผอ.บ้านท่าใหม่ โกงค่าอาหารกลางวันเด็ก

ปปช. ลงพื้นที่ตรวจสอบ โรงเรียนบ้านท่าใหม่ หลังมีการเผยแพร่คลิปนักเรียนระดับอนุบาลกินขนมจีนคลุกน้ำปลา ด้านผู้อำนวยการโรงเรียน ถูกตั้งกรรมการสอบสวนแล้ว

นายพล ศรัทโธ ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) ประจำจังหวัดสุราษฎร์ธานี พร้อมคณะกรรรมการ เดินทางไปยังโรงเรียนบ้านท่าใหม่ ตำบลประสงค์ อำเภอท่าชนะ จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อสืบหาข้อเท็จจริงหลังมีการเผยแพร่คลิปเด็กนักเรียนต้องทานขนมจีนคลุกน้ำปลา

ขณะที่คณะกรรมการ ปปช. ลงพื้นที่นั้น เป็นช่วงพักทานอาหารกลางวันของเด็กนักเรียนพอดี ทางโรงเรียนได้จัดเมนูแกงส้มกุ้งมะละกอ พะโล้หมูไข่นกกะทา และตบท้ายด้วยผลไม้ เป็นส้มกับแตงโม ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับภาพฉาวจากที่เคยปรากฏเป็นข่าวมาก่อน

ด้านผู้ปกครองนักเรียนรายหนึ่ง เปิดเผยว่า นักเรียนเรียนทั้งหมด 278 คน ได้รับการอุดหนุนอาหารกลางวัน หัวละ 20 บาท ในแต่ละวันจะมีเงิน 5,560 บาท หากเงินส่วนนี้ต้องแบ่งจ่ายเป็นค่าจ้างแม่ครัวปรุงอาหารและทำความสะอาด 500 บาท ก็จะมีงบประมาณในการจัดซื้ออยู่ที่ 5,000 บาท ซึ่งที่ผ่านมา ทางผู้อำนวยการโรงเรียนจะเป็นผู้จัดซื้อวัตถุดิบด้วยตนเอง โดยตนเองและผู้ปกครองมองว่า ค่าใช้จ่ายในการซื้อวัตถุดิบในการทำอาหารแต่ละวันไม่น่าจะเกิน 2,500 บาทต่อวัน จึงเชื่อว่าน่าจะเป็นการเบียดบังเงินค่าอาหารกลางของเด็กอย่างแน่นอน

ต่อมา นายประทีป ทองด้วง ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี ได้ลงนามคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง กรณีนายสมเชาว์ สิทธิเชนทร์ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านท่าใหม่ ถูกผู้ปกครองร้องเรียนศูนย์ดำรงธรรม ให้ตรวจสอบพฤติกรรม ว่าเข้าข่ายทุจริตการบริหารเงินงบประมาณโครงการอาหารกลางวัน รวมถึงการบริหารงานอื่น ๆ ที่เป็นกิจการของโรงเรียน จำนวน 10 ข้อ

โดยให้คณะกรรมการดำเนินการสืบสวนข้อเท็จจริง และรายงานผลการสืบสวนให้ทราบภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ 4 มิถุนายน นี้ และให้ นางอารีย์ คำแก้ว รอง ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านท่าใหม่ รักษาราชการแทนในตำแหน่ง ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านท่าใหม่