เศร้า! เด็ก 3 ขวบ พลัดตกตึกโรงเรียนดังระยอง สิ้นใจแล้ว

เด็ก 3 ขวบ พลัดตกอาคารเรียน ชั้น 3 อาคารโคม่า หลังไปรับหลานกับยายที่โรงเรียนแห่งหนึ่ง ล่าสุดทนพิษบาดแผลไม่ไหวเสียชีวิตแล้ว เมื่อกลางดึกที่ผ่านมา

จากกรณี ด.ช.เอ (นามสมมุติ) อายุ 3 ขวบ ได้ตกชั้น 3 อาคารเรียนของโรงเรียนประถมดังแห่งหนึ่ง ต.ท่าประดู่ อ.เมือง จ.ระยอง จนศีรษะยุบเลือดทะลักปากจมูก อาการเป็นตายเท่ากัน ก่อนส่งตัวยื้อชีวิตที่ รพ.ระยอง ซึ่งก่อนเกิดเหตุเด็กมากับพี่เลี้ยงเพื่อรอรับพี่ชายที่เรียนในโรงเรียนแห่งนี้ ได้วิ่งเล่นกับเพื่อน จนพลัดตกลงมาจากชั้น 3 ของอาคารเรียน ร่างร่วงละลิ่วลงมากระแทกหลังคาชั้นสองก่อนจะลงมากระแทกพื้น จนบาดเจ็บสาหัส ต่อหน้าพี่เลี้ยง นักเรียนครู ที่ตกตะลึงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ความคืบหน้าล่าสุดวันนี้(23 มิ.ย.) เมื่อเวลา 08.00 น. แพทย์โรงพยาบาลระยอง ได้เปิดเผยว่า เมื่อช่วงกลางดึก ด.ช.เอ (นามสมมุติ) อายุ 3 ขวบ ที่พลัดตกอาคารเรียน ได้รับบาดเจ็บหลายแห่ง โดยเฉพาะบริเวณศีรษะที่ถูกแรงกระแทกอย่างแรงจนกระโหลกยุบ ภายในร่างกายได้รับการกระทบกระเทือน จนทนพิษบาดแผลไม่ไหว แพทย์พยายามรักษาชีวิตไว้จนสุดความสามารถ แต่ก็ไม่สามารถยื้อชีวิตไว้ได้ เสียชีวิตแล้ว เมื่อช่วงกลางดึกที่ผ่านมา

สีสัน! เมรุเผาศพ วัดมงคลประชาราม ช่วยคลายความโศกเศร้า

สีสัน! เมรุเผาศพ วัดมงคลประชาราม ช่วยคลายความโศกเศร้า

เมื่อวันที่ 23 มิ.ย.61 ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ไปวัดมงคลประชาราม หมู่ 6 ถนนศาลายา-บางภาษี ต.คลองโยง อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม โดยได้รับแจ้งจากชาวบ้านในพื้นที่ว่า ทางวัดได้มีการบูรณะเมรุเผาศพหลังเก่าแก่อายุ 40 กว่าปี เป็นการทาสีทั้งหลังถึงยอดปล่องควันของเมรุ มีการใช้สีทั้งหมดรวมแล้ว 11 สี ทำให้เป็นที่สะดุดตาแก่ชาวบ้านที่มางานในวัดแห่งนี้ และประชาชนที่เดินทางสัญจรไปมา

ทั้งนี้ พระครูโสภณธรรมมงคล เจ้าอาวาสวัดมงคลประชาราม ได้เปิดเผยว่า ทางวัดได้มีการก่อสร้างเมรุหลังใหม่เมื่อปี 59 และจะรื้อถอนเมรุหลังเก่านี้ ในขณะนั้นเดิมทีได้ทาสีใบเสมาที่ข้างอุโบสถเมื่อทาเสร็จแล้ว จึงนำสีที่เหลือมาทาที่เมรุ ซึ่งมีบรรดาญาติโยมมาเห็น ก็ได้ซื้อสีกระป๋องใหญ่มาถวาย อาตมาจึงตัดสินใจทาสีเมรุหลายสี จนกระทั่งมีชาวบ้านมาเห็น และชื่นชอบก็ซื้อสีมาถวายกันจำนวนมากจึงรวมแล้วเป็น 11 สี ซึ่งทาสีสลับกันไปมาทั่วทั้งเมรุเพื่อให้ดูแปลกตา และสีที่เหลือก็ไปทาที่ซุ้มป้ายชื่อทางเข้าวัดอีก มีพระลูกวัดก็ช่วยกันทาช่วยกันทำไม่เสียค่าแรงค่าใช้จ่ายเลย สีก็ได้ญาติโยมนำมาถวาย

ด้าน นายบุญเลิศ ดวงสร้อยทอง อายุ 54 ปี พนักงานเทศบาลคลองโยง ได้เปิดเผยกับทีมข่าว MThai ว่า เมรุเผาศพวันนี้ ที่มี 11 สีทำให้สะดุดตานั้น เชื่อว่าจะคลายเศร้าให้แก่คนมางานเผาศพได้บ้าง เนื่องจากวัดแห่งนี้ เป็นวัดเก่าเเก่ มีงานค่อนข้างเยอะ โดยส่วนตัวเห็นว่าการทาสีเมรุมีมาร่วมๆ 1 ปี แล้วแต่ล่าสุดที่ เพิ่งทาสีไปไม่นาน คือซุ้มประตูทางเข้าวัดเป็นต้น

อย่างไรก็ตาม เมรุสีสันสดใส ทำให้ประชาชนที่ผ่านไปผ่านมาจะได้ไม่กลัว และเมื่อญาติที่มาเผาศพที่วัดแห่งนี้ จะได้ไม่ต้องรู้สึกโศกเศร้า ให้คนที่ยังอยู่ได้มีสติครองตนในการใช้ชีวิต ทำมาหากินมีสติ ใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาท เพราะทุกอย่างล้วนเป็นสัจธรรมมีเกิดแก่เจ็บตาย

ครูพี่เลี้ยงแจงไม่ได้ทำร้ายเด็ก ลั่นแค่มุมกล้อง หลังผู้ปกครองโพสต์ภาพกระชากแขนลูกรุนแรง

ครูพี่เลี้ยงเปิดใจ ไม่ได้ทำร้ายเด็ก หลังผู้ปกครองนำภาพไปโพสต์กระชากแขนลูกรุนแรง ชี้แค่มุมกล้อง

จากกรณีที่มีการแชร์ภาพที่ผู้ปกครองรายหนึ่งนำมาโพสต์ลงในเฟซบุ๊กส่วนตัวเป็นภาพครูพี่เลี้ยงหญิงดึงแขนเด็กผู้ชายคนหนึ่งให้ลุกขึ้นแล้วพามารวมกลุ่มทำกิจกรรมกับเด็กคนอื่นๆ โดยผู้ปกครองรายนี้ ระบุข้อความว่า เคยเห็นแต่ข่าวในทีวีครูพี่เลี้ยงทำร้ายเด็กไม่คิดว่าจะเจอกับลูกของตัวเอง พร้อมเขียนข้อความด้วยอารมณ์โกรธที่เห็นลูกน้อยถูกครูพี่เลี้ยงทำด้วยวิธีรุนแรงจนเกรงว่าแขนของลูกจะได้รับบาดเจ็บ พร้อมบอกว่าจะเอาเรื่องให้ถึงที่สุด

ขณะที่มีผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็นเป็นจำนวนมากในเชิงตำหนิการกระทำของครูพี่เลี้ยง และยังมีการแชร์คลิปภาพดังกล่าวจนกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงในโซเชียลมีเดีย

ล่าสุด นางประภาภัทร บัวเขียว ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลพัฒนชัย ในตำบลสันผักหวาน อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นโรงเรียนที่เกิดเหตุ ชี้แจงว่า หลังมีข่าวเผยแพร่ออกไป ทางอำเภอหางดงและนิติกรเทศบาลตำบลสันผักหวาน ได้เข้าตรวจสอบข้อเท็จจริงภายในโรงเรียน เบื้องต้นพบว่า ไม่มีการใช้ความรุนแรงกับเด็กเหมือนที่มีการนำภาพไปเผยแพร่ ทางโรงเรียนจึงได้เชิญผู้ปกครองของเด็กมาพูดคุยทำความเข้าใจ ซึ่งผู้ปกครองรายนี้ก็ยอมรับอาจเป็นเพราะมุมกล้องของภาพจึงเกิดความเข้าใจผิด พร้อมกับขอโทษครูพี่เลี้ยงที่นำภาพไปโพสต์ในโซเชียลโดยไม่ได้มีการตรวจสอบกับทางโรงเรียนก่อน

ด้านนางสาวเครือวัลย์ ถาอินทร์ อายุ 40 ปี ครูพี่เลี้ยงนักเรียนชั้นเตรียมอนุบาล 1/1 ซึ่งเป็นครูพี่เลี้ยงที่อยู่ในคลิปภาพดังกล่าว เปิดใจกับผู้สื่อข่าวว่า รู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่ผู้ปกครองนำภาพนิ่งไปเผยแพร่ในโซเชียลมีเดีย จนถูกผู้คนในสังคมออนไลน์ว่ากล่าวอย่างรุนแรง ตนเองเป็นครูพี่เลี้ยงเด็กมานานกว่า 10 ปี ไม่เคยทำรุนแรงกับเด็กมาก่อน หากไม่ใช่คนรักเด็กคงไม่มาเป็นครูพี่เลี้ยง

โดยวันเกิดเหตุเด็กนักเรียนชายรายนี้มาโรงเรียนวันแรก จึงไม่ยอมเข้าร่วมกิจกรรมกับเพื่อนๆในห้อง จึงเดินวนอยู่รอบห้องก่อนจะวิ่งไปนั่งข้างห้อง ตนในฐานะเป็นครูต้องการให้เด็กมีส่วนร่วมและคุ้นเคยกับเพื่อนๆ จึงได้เข้าไปดึงแขนเด็กพามาเข้าร่วมกลุ่ม ไม่ได้มีการฉุดกระชาก แต่มุมภาพเหมือนเด็กไม่ยอมและโน้มตัวลงจึงเป็นภาพอย่างที่เห็นไม่ได้มีการทำร้ายแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม เพื่อไม่ให้เกิดกรณีนี้ขึ้นอีก นางประภาภัทร ได้เรียกประชุมครูพี่เลี้ยงเพื่อทำความเข้าใจ และหาแนวทางการปรับปรุงพัฒนาการเรียนการสอน และการเลี้ยงดูเด็กหากเด็กแสดงอาการต่อต้านหรือขัดขืน ขณะเดียวกันในวันที่ 24 มิถุนายนนี้ ทางโรงเรียนจะเชิญผู้ปกครองของเด็กทั้งหมด 345 คนมาร่วมประชุม เพื่อชี้แจงและทำความเข้าใจถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมสร้างความมั่นใจกับผู้ปกครองว่า โรงเรียนและครูพี่เลี้ยงทุกคนจะดูแลบุตรหลานเป็นอย่างดี