อย. คุมเข้มไขมันทรานส์ หวังลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด

อย. คุมเข้มไขมันทรานส์ หวังลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด

นพ.วันชัย สัตยาวุฒิพงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา กล่าวถึง การออกประกาศกระทรวงสาธารณสุข กำหนดให้น้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วน ซึ่งเป็นแหล่งของกรดไขมันทรานส์ และอาหารที่มีน้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วนเป็นส่วนประกอบ เป็นอาหารห้ามผลิต นำเข้า หรือจำหน่าย ว่า ในเรื่องอันตรายจากไขมันทรานส์นี้ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้มีการติดตามและดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งเป็นปัญหาที่ทั่วโลกให้ความสำคัญ

โดยองค์การอนามัยโลกได้ถือเป็นวาระร่วมกันของทุกประเทศในการหาแนวทางแก้ไข ซึ่งไขมันทรานส์เป็นไขมันไม่อิ่มตัว สามารถพบได้ทั้งในธรรมชาติ เช่น ผลิตภัณฑ์ที่มาจากสัตว์เคี้ยวเอื้อง นม เนย ชีส และเนื้อสัตว์ และจากกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วนลงในน้ำมันที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูง ซึ่งจะพบไขมันทรานส์ได้ในอาหารสำเร็จรูปที่มีเนยเทียม หรือเนยขาวเป็นส่วนประกอบ เช่น โดนัททอด พัพ พาย เพสตรี เค้ก คุกกี้ เวเฟอร์ เป็นต้น อันตรายจากไขมันทรานส์คือ ทำให้ระดับโคเลสเตอรอลรวม โคเลสเตอรอลชนิดไม่ดี (LDL) และไตรกลีเซอไรด์ เพิ่มขึ้น รวมทั้งมีผลให้ระดับโคเลสเตอรอลชนิดดี (HDL) ลดลง ซึ่งเป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด

ทั้งนี้ ในปี 2559 อย. ได้ร่วมกับสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล โดยใช้งบประมาณของสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) ดำเนินโครงการ “ประเทศไทยปลอดไขมันทรานส์” สำรวจข้อมูลปริมาณไขมันทรานส์ในผลิตภัณฑ์น้ำมันและไขมัน และผลิตภัณฑ์อาหาร รวมทั้งจัดประชุมหารือร่วมกับผู้ประกอบการไขมันและน้ำมัน และผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์อาหาร เพื่อหาแนวทางในการลดหรือพัฒนาสูตรผลิตภัณฑ์ซึ่งไม่ใช้น้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วน ซึ่งผู้ผลิตน้ำมันและไขมันยืนยันถึงความเป็นไปได้ในการปรับสูตรและกระบวนการผลิตน้ำมันและไขมัน โดยใช้กระบวนการผสมน้ำมัน (Oil blending) แทน และผู้ผลิตผลิตภัณฑ์อาหารได้พัฒนาและปรับปรุงสูตรส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์อาหาร โดยไม่ใช้น้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วนแล้ว

จากผลการศึกษา อย. จึงได้กำหนดมาตรการควบคุมและกำกับดูแลไขมันทรานส์ในผลิตภัณฑ์อาหาร โดยออกเป็น “ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เลขที่ 388 พ.ศ. 2561 เรื่อง กำหนดอาหารที่ห้ามผลิต นำเข้า หรือจำหน่าย” ซึ่งจะมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2562 เป็นต้นไป โดยกำหนดให้น้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วนและอาหารที่มีน้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วนเป็นส่วนประกอบ เป็นอาหารที่ห้ามผลิต นำเข้า หรือจำหน่าย รวมถึงการผลิตเพื่อการส่งออกด้วย

ทั้งนี้ไม่ได้ห้ามการตรวจพบไขมันทรานส์ในผลิตภัณฑ์อาหาร เนื่องจากอาจมีการใช้วัตถุดิบที่มีไขมันทรานส์ตามธรรมชาติเป็นส่วนประกอบ และภายหลังจากที่ประกาศฯ มีผลใช้บังคับ อย. จะดำเนินการตรวจสอบเฝ้าระวัง ณ สถานที่ผลิต สถานที่นำเข้า หรือสถานที่จำหน่ายอย่างเข้มงวด หากพบการฝ่าฝืนจะดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

ตึกถล่มใกล้กรุงนิวเดลี เสียชีวิตอย่างน้อย 3 คน

เหตุอาคารที่กำลังก่อสร้างถล่มใกล้กับกรุงนิวเดลีของอินเดีย ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 3 คน และคนงาน 12 คนอาจติดอยู่ใต้ซากปรักหักพัง

รายการ ‘ทันข่าวเช้า Good Morning Thailand’ ทางช่อง MONO29 เจ้าหน้าที่ตำรวจอินเดีย เปิดเผย ว่า มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 3 คน จากเหตุอาคาร 6 ชั้นในเมืองเกรทเตอร์นอยดา ใกล้กรุงนิวเดลี ซึ่งอยู่ระหว่างก่อสร้าง ถล่มลงมาทับอาคารที่พักอาศัย 4 ชั้นที่อยู่ติดกัน เมื่อค่ำวันอังคารตามเวลาท้องถิ่น

นายอรุณ กูมาร์ ซิงห์ หัวหน้าสำนักงานดับเพลิง ระบุว่า คนงานก่อสร้างอย่างน้อย 12 คน อาจถูกฝังอยู่ใต้ซากปรักหักพัง

เจ้าหน้าที่กู้ภัยนับร้อยนาย พร้อมทั้งสุนัขตำรวจ ช่วยกันค้นหาผู้รอดชีวิตที่ติดอยู่ใต้ซากอาคารตลอดทั้งคืน แต่ก็ไม่พบ ขณะที่สามารถนำร่างผู้เสียชีวิต 3 ราย ออกมาได้ ซึ่งยังไม่แน่ชัดว่ามีผู้ติดอยู่ใต้ซากอาคารจำนวนเท่าใด เพราะไม่มีการยืนยันจำนวนผู้พักอาศัยในอาคาร 4 ชั้น

มีรายงานว่า เจ้าของตึก 6 ชั้นที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง และผู้เกี่ยวข้องอีก 2 ราย ถูกควบคุมตัวไปให้การกับตำรวจ ขณะที่ข้อมูลจากทางการท้องถิ่น ระบุว่า อาคาร 4 ชั้น ที่สร้างเสร็จมาแล้ว 2 ปี มีผู้อยู่อาศัยเพียง 1 ครอบครัว สำหรับสาเหตุของอาคารถล่มยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ

เหตุตึกถล่มเกิดขึ้นบ่อยครั้งในอินเดีย ระหว่างฤดูมรสุมช่วงเดือนมิถุนายน-กันยายน เนื่องจากฝนที่ตกหนักกัดเซาะฐานของอาคารที่มีโครงสร้างไม่แข็งแรง ขณะที่เกรทเตอร์นอยดาเป็นพื้นที่เกิดใหม่ที่รองรับการขยายตัวของเมืองหลวง แต่มีสิ่งปลูกสร้างจำนวนมากที่ถูกทิ้งร้าง เนื่องจากขาดเงินทุนหรือไม่ผ่านการอนุมัติจากทางการท้องถิ่น

‘ทรัมป์’ อ้างพูดผิด กรณีรัสเซียไม่แทรกแซงเลือกตั้งสหรัฐ

‘โดนัลด์ ทรัมป์’ อ้างพูดผิด กรณีแถลงว่ารัสเซียไม่ได้เกี่ยวข้องกับการแทรกแซงการเลือกตั้งสหรัฐฯ เมื่อสองปีก่อน จนถูกโจมตีอย่างหนักทั้งจาก ส.ส. พรรคเดโมแครตและรีพับลิกัน

นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกมาระบุวานนี้ว่า เขาพูดผิดที่กล่าวปฏิเสธว่ารัสเซียไม่ได้แทรกแซงการเลือกตั้งสหรัฐฯ เมื่อสองปีก่อน

รอยเตอร์ส รายงานว่า การแถลงล่าสุดของนายทรัมป์เป็นความพยายามในการลดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักที่เกิดขึ้น ทั้งจาก ส.ส. พรรคเดโมแครตและรีพับลิกัน รวมถึงประเทศพันธมิตรกับสหรัฐฯ ด้วย

ทั้งนี้ ในการแถลงหลังการประชุมสุดยอดระหว่างเขากับนายวลาดิมีร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย ที่กรุงเฮลซิงกิ นักข่าวถามนายทรัมป์ว่า ประธานาธิบดีปูตินปฏิเสธว่าไม่ได้แทรกแซงการเลือกตั้งปี 2559 แต่หน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ สรุปว่า รัสเซียแทรกแซง จึงขอถามว่า นายทรัมป์เชื่อว่าใครเป็นคนทำ

นายทรัมป์ตอบนักข่าวกลับไปว่า ประธานาธิบดีปูตินเพิ่งพูดไปว่าไม่ใช่รัสเซีย แต่เขาไม่เห็นว่าจะมีเหตุผลใดที่รัสเซียเป็นคนทำ

โดนัลด์ ทรัมป์

อย่างไรก็ตาม วานนี้ นายทรัมป์กล่าวที่ทำเนียบขาวก่อนประชุมกับ ส.ส. รีพับลิกันว่า สิ่งที่เขาพูดไปเป็นการพูดผิด ซึ่งจริงๆ แล้วเขาต้องการจะพูดว่า “ไม่มีเหตุผลอะไรที่รัสเซียจะไม่แทรกแซงการเลือกตั้งของสหรัฐฯ” ซึ่งที่จริงเขาต้องการพูดประโยคปฏิเสธซ้อน

และนายทรัมป์บอกด้วยว่า เขาเห็นด้วยกับผลการสืบสวนของหน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ ที่สรุปว่ารัสเซียแทรกแซงการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ เมื่อปี 2559 เขามีความเชื่อมั่นและให้การสนับสนุนหน่วยข่าวกรองของสหรัฐฯ อย่างเต็มที่ แต่การแทรกแซงดังกล่าวไม่ได้สร้างผลกระทบใดๆ ต่อผลการเลือกตั้งในครั้งนั้น อย่างไรก็ตาม นายทรัมป์ไม่ได้ตอบคำถามนักข่าวเมื่อถามเขาว่า เขาจะประณามนายปูตินหรือไม่

ด้านนายไมค์ ปอมปิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ เตรียมเข้าชี้แจงและตอบคำถามต่อรัฐสภาสัปดาห์หน้า ในประเด็นการประชุมสุดยอดระหว่างผู้นำสหรัฐฯ กับผู้นำรัสเซียเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา