เตรียมยกระดับวนอุทยานถ้ำหลวง เป็นอุทยานแห่งชาติ พร้อมเตรียมแผนฟื้นฟูระยะยาว

กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืชเตรียมยกระดับวนอุทยานถ้ำหลวง เป็นอุทยานแห่งชาติ พร้อมเตรียมแผนฟื้นฟูระยะยาว

นาย ธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช เปิดเผยว่า กรมอุทยานได้ร่างแผนการฟื้นฟู และพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวที่ วนอุทยานถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน ให้คืนสู่สภาพเดิม แต่ยังไม่สามารถกำหนดระยะเวลาของการดำเนินการได้ เพราะพื้นที่มีความเสียหายค่อนข้างมาก ซึ่งแผนการฟื้นฟูที่ร่างไว้ เป็นแผนการฟื้นฟูในระยะยาว จะต้องเสนอให้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอีกครั้ง ส่วนแผนฟื้นฟูในระยะเร่งด่วน ได้ดำเนินการไปบ้างแล้ว รวมถึงได้สั่งให้ปิดถ้ำหลวงฯชั่วคราว

ทั้งนี้ กรมอุทยานฯ เตรียมประกาศพื้นที่วนอุทยานถ้ำหลวง ขุนน้ำนางนอน ให้เป็นอุทยานแห่งชาติ ด้วย ซึ่งจะต้องมีการทำประชาพิจารณ์ กับประชาชนในพื้นที่ และได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ ไปสำรวจพื้นที่เพิ่มเติม ซึ่งหากพื้นที่บริเวณไหนที่มีผลกระทบกับประชาชนก็จะกันพื้นที่นั้นออก ไม่ให้อยู่ในเขตประกาศของกรมอุทยานฯ

เบื้องต้น พื้นที่ทั้งหมดที่ได้วางแผนไว้ ยังอยู่ในขอบเขตความรับผิดชอบของภาครัฐ และหากยกระดับเป็นอุทยานแห่งชาติได้ ถ้ำหลวงฯ ก็จะกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวประจำจังหวัด และจะทำให้มีเงินที่ใช้ในการบริหารจัดการฟื้นฟื้นระยะยาวได้มากขึ้น อีกทั้งยังมีรายได้จากการท่องเที่ยวเพิ่มเติม เพราะปัจจุบัน วนอุทยานถ้ำหลวงฯ ได้งบประมาณปีละ 5 แสนบาท ซึ่งวันที่ 19 กรกฎาคม นี้ จะเชิญหัวหน้าอุทยานฯ ทั่วประเทศ มาหารือถึงการดูแลนักท่องเที่ยวของถ้ำทั่วประเทศ

ส่วนการปิดถ้ำหลวงฯ จากเดิมประกาศปิดในช่วงเดือน กรกฎาคม-สิงหาคม แต่ปีนี้ ฝนมาเร็วกว่าปกติ ทำให้น้ำในถ้ำสูง หลังจากนี้ จะต้องหารือกับกรมอุตุนิยมวิทยา ถึงการปิดถ้ำในช่วงที่จะมีฝนด้วย เพื่อกำหนดวันปิดถ้ำ ว่าจะอยู่ในช่วงใด

เตรียมยกระดับวนอุทยานถ้ำหลวง เป็นอุทยานแห่งชาติ พร้อมเตรียมแผนฟื้นฟูระยะยาว

กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืชเตรียมยกระดับวนอุทยานถ้ำหลวง เป็นอุทยานแห่งชาติ พร้อมเตรียมแผนฟื้นฟูระยะยาว

นาย ธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช เปิดเผยว่า กรมอุทยานได้ร่างแผนการฟื้นฟู และพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวที่ วนอุทยานถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน ให้คืนสู่สภาพเดิม แต่ยังไม่สามารถกำหนดระยะเวลาของการดำเนินการได้ เพราะพื้นที่มีความเสียหายค่อนข้างมาก ซึ่งแผนการฟื้นฟูที่ร่างไว้ เป็นแผนการฟื้นฟูในระยะยาว จะต้องเสนอให้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอีกครั้ง ส่วนแผนฟื้นฟูในระยะเร่งด่วน ได้ดำเนินการไปบ้างแล้ว รวมถึงได้สั่งให้ปิดถ้ำหลวงฯชั่วคราว

ทั้งนี้ กรมอุทยานฯ เตรียมประกาศพื้นที่วนอุทยานถ้ำหลวง ขุนน้ำนางนอน ให้เป็นอุทยานแห่งชาติ ด้วย ซึ่งจะต้องมีการทำประชาพิจารณ์ กับประชาชนในพื้นที่ และได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ ไปสำรวจพื้นที่เพิ่มเติม ซึ่งหากพื้นที่บริเวณไหนที่มีผลกระทบกับประชาชนก็จะกันพื้นที่นั้นออก ไม่ให้อยู่ในเขตประกาศของกรมอุทยานฯ

เบื้องต้น พื้นที่ทั้งหมดที่ได้วางแผนไว้ ยังอยู่ในขอบเขตความรับผิดชอบของภาครัฐ และหากยกระดับเป็นอุทยานแห่งชาติได้ ถ้ำหลวงฯ ก็จะกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวประจำจังหวัด และจะทำให้มีเงินที่ใช้ในการบริหารจัดการฟื้นฟื้นระยะยาวได้มากขึ้น อีกทั้งยังมีรายได้จากการท่องเที่ยวเพิ่มเติม เพราะปัจจุบัน วนอุทยานถ้ำหลวงฯ ได้งบประมาณปีละ 5 แสนบาท ซึ่งวันที่ 19 กรกฎาคม นี้ จะเชิญหัวหน้าอุทยานฯ ทั่วประเทศ มาหารือถึงการดูแลนักท่องเที่ยวของถ้ำทั่วประเทศ

ส่วนการปิดถ้ำหลวงฯ จากเดิมประกาศปิดในช่วงเดือน กรกฎาคม-สิงหาคม แต่ปีนี้ ฝนมาเร็วกว่าปกติ ทำให้น้ำในถ้ำสูง หลังจากนี้ จะต้องหารือกับกรมอุตุนิยมวิทยา ถึงการปิดถ้ำในช่วงที่จะมีฝนด้วย เพื่อกำหนดวันปิดถ้ำ ว่าจะอยู่ในช่วงใด

ไทยมีความก้าวหน้า จัดการสถานการณ์ปัญหาโรคไม่ติดต่อ เป็นอันดับ 1 ของอาเซียน

กระทรวงสาธารณสุข เผยองค์การอนามัยโลกจัดอันดับไทยมีความก้าวหน้าการดำเนินงานจัดการสถานการณ์ปัญหาโรคไม่ติดต่อเป็นอันดับ 3 ของโลก ร่วมกับประเทศฟินแลนด์และนอร์เวย์ และเป็นอันดับ 1 ของอาเซียน 

วันที่ 16 กรกฎาคม 2561 ศาสตราจารย์คลินิก เกียรติคุณ นายแพทย์ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วยนายแพทย์เจษฎา โชคดำรงสุข ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนแผนการป้องกันและควบคุมโรคไม่ติดต่อ 5 ปี (พ.ศ.2560-2564) ครั้งที่ 1/ 2561 เพื่อรับทราบความก้าวหน้าการทำงานประเด็นยุทธศาสตร์ต่าง ๆ และพิจารณาการเตรียมการรับการติดตามความก้าวหน้าจากคณะทำงานด้านโรคไม่ติดต่อขององค์การสหประชาชาติ (UNIATF)

ศาสตราจารย์คลินิก เกียรติคุณ นายแพทย์ปิยะสกลกล่าวว่า ประเทศไทยมีการขับเคลื่อนการดำเนินงานป้องกันและควบคุมโรคไม่ติดต่อมาอย่างต่อเนื่อง และตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนแผนการป้องกันและควบคุมโรคไม่ติดต่อ 5 ปี (พ.ศ.2560 – 2564) โดยองค์การอนามัยโลกได้จัดอันดับให้ไทยมีความก้าวหน้าการดำเนินงานจัดการสถานการณ์ปัญหาโรคไม่ติดต่อเป็นอันดับ 3 ของโลกร่วมกับประเทศฟินแลนด์และนอร์เวย์ และเป็นอันดับ 1 ของอาเซียน

โดยคณะทำงานด้านโรคไม่ติดต่อขององค์การสหประชาชาติ (UNIATF) จะมาติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานป้องกันควบคุมโรคไม่ติดต่อของไทย ตามข้อตกลงในปฏิญญาของสหประชาชาติว่าด้วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ที่ตั้งเป้าลดการตายก่อนวัยอันควรจากโรคเหล่านี้ลงร้อยละ 25 ภายในปี 2568 และลดลง 1 ใน 3 ภายในปี 2573 ตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ในวันที่ 28 – 30 สิงหาคม 2561

ศาสตราจารย์คลินิก เกียรติคุณ นายแพทย์ปิยะสกลกล่าวต่อว่า กลุ่มโรคไม่ติดต่อยังคงเป็นปัญหาสุขภาพอันดับหนึ่งของประเทศไทยและทั่วโลก ทั้งจำนวนการเสียชีวิตและภาระโรคโดยรวม หากไม่มีการจัดการอย่างจริงจัง อาจเกิดผลกระทบรุนแรงมากขึ้น เนื่องจากเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของประชากรทุกกลุ่มวัย ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยกระทรวงสาธารณสุข จะเร่งรัดการดำเนินการจัดการปัญหาโรคไม่ติดต่ออย่างต่อเนื่อง ทั้งการเฝ้าระวัง ป้องกัน ควบคุมโรค เพื่อชะลอการเกิดผู้ป่วยรายใหม่ ลดภาวะแทรกซ้อน ให้มีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ การขับเคลื่อนแผนการป้องกันและควบคุมโรคไม่ติดต่อ 5 ปี (พ.ศ.2560 – 2564) ได้ดำเนินการตาม 6 ยุทธศาสตร์ ดังนี้

1.พัฒนานโยบายสาธารณะและกฎหมายที่สนับสนุนการป้องกันควบคุมโรคไม่ติดต่อ อาทิ ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ห้ามผลิต นำเข้าหรือจำหน่าย น้ำมันและอาหารที่มีส่วนประกอบของกรดไขมันทรานส์ ยุทธศาสตร์เกลือและโซเดียม ภาษีน้ำตาล สัญลักษณ์โภชนาการทางเลือกสุขภาพ (Healthier Choice) การปฏิบัติตามกฎหมายบุหรี่และสุรา

2.เร่งขับเคลื่อนทางสังคมสื่อสารความเสี่ยงและประชาสัมพันธ์ สร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพ

3.การพัฒนาศักยภาพชุมชน/ท้องถิ่น และภาคีเครือข่าย เช่น คณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ (พชอ.) ตำบลจัดการสุขภาพ สถานประกอบการปลอดโรคปลอดภัย 4.พัฒนาระบบเฝ้าระวังและการจัดการข้อมูล มีศูนย์ข้อมูลกลางเชื่อมโยงทุกระดับ ระบบเฝ้าระวังโรคไม่ติดต่อและปัจจัยเสี่ยงระดับองค์กรและกลุ่มประชากรเฉพาะ

5.ปฏิรูปการจัดบริการเพื่อลดเสี่ยงและควบคุมโรคให้สอดคล้องกับสถานการณ์โรคและบริบทพื้นที่ เช่นคลินิกโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในโรงพยาบาลทุกระดับ ทีมหมอครอบครัว และ

6.พัฒนาระบบสนับสนุนเพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานอย่างบูรณาการ