ปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ แปรรูปเป็นสลัดโรลส่งขาย สร้างรายได้งาม

ชาวบ้าน จ.พะเยา ปลูกผักผักไฮโดรโปนิกส์ และทำการแปรรูปจากผักสดเป็นสลัดโรล ส่งขายทั้งตลาดนัดและออนไลน์ สร้างรายได้เป็นอย่างดี

วันที่ 12 ก.ค.61 นายณัฐพล ต้าเฟย อายุ 39 ปี อยู่บ้านเลขที่ 76 หมู่ 4 บ้านฝั่งหมิ่น อำเภอดอกคำใต้ จังหวัดพะเยา นำผู้สื่อข่าวเข้าดูแปลงผักผักไฮโดรโปนิกส์ ที่เขาทำการปลูกไว้บริเวณหลังบ้าน โดยการทำแปลงผักไฮโดรขนาด 150 ต้น โดยที่เน้นให้เป็นผักปลอดสารพิษ โดยในช่วงแรกๆ ก็จะทำไว้รับประทานภายในครัวเรือน ต่อมาจึงนำมาแปรรูปเป็นสลัดโรลส่งขาย ซึ่งเริ่มต้นลูกสาวเป็นคนทำ

หลังจากนำไปจำหน่ายปรากฏว่ามีกระแสตอบรับที่ดีมาก โดยจะจำหน่ายผ่านหลายช่องทางทั้งตลาดนัดคลองถม งานแฟร์ ถนนคนเดิน และผ่านทางเพจออนไลน์ ซึ่งมีคนสั่งกันเข้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยใช้ผักที่ปลูกเองเป็นวัตถุดิบหลัก เวลาขายก็จะทำกันสด ๆ ที่หน้าร้าน จะไม่ทำทิ้งไว้ข้ามวัน จะทำวันต่อวันเท่านั้น

และแผ่นแป้งที่ใช้ห่อสลัดโรลจะไม่ทาน้ำมัน จะใช้วิธีแช่น้ำและนำขึ้นมาห่อทันที ผักที่ใช้ในการทำสลัดนั้นจะตัดมาพักไว้ประมาณ 1-2 วันไม่เกินนี้ แล้วค่อยนำมาห่อเพราะจะทำให้ผักมีรสหวานและกรอบ หากทานแล้วจะได้รสชาติ ไม่มีรสขม

โดยสลัดโรลจะมีใส้ให้เลือกหลายอย่าง มีทั้งปลาเส้น หมูยอ ฮอทดอก ปูอัด ผักที่ใส่รวมเข้าไปให้มีสีสัน มีแคลรอท กระหล่ำม่วง แอปเปิล มันแกว แตงกวา หากลูกค้าท่านใดไม่ชอบทานอะไรก็สามารถบอกได้ตอนที่ห่อ ส่วนน้ำสลัดก็มีให้เลือกหลายน้ำ เช่น ซีฟูด มายองเนส โชยุ บางรสก็ทำเองคิดค้นผสมสูตรเอง มีให้เลือกตามใจชอบ ราคาที่ขายก็อยู่ที่กล่องล่ะ 40 บาท

ซึ่งเป็นที่นิยมของลูกค้าที่ชอบทานอาหารปลอดภัย และชอบดูแลสุขภาพ แต่ละครั้งก็จะขายตามตลาดนัด 40 ถึง 50 กล่องขึ้นไป ส่วนทางออนไลน์ก็ทำตามจำนวนที่สั่ง และจะจัดส่งให้ โดยในพื้นที่ตำบลเวียง และบริเวณใกล้เคียงจะบริการส่งฟรี บางครั้งทำไม่ทันตามที่มีลูกค้าสั่งเข้ามา บางครั้งผักก็ไม่พอที่จะทำสลัด

จึงคิดขยายแปลงผักออกไปอีกเพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการของลูกค้า เนื่องจากปัจจุบัน ผู้คนหันมาดูแลสุขภาพกันมากขึ้น รวมไปถึงใช้เป็นอาหารของคนที่ทานเจก็ได้ด้วย โดยที่สามารถสั่งได้และมีน้ำสลัดที่เป็นเจได้ด้วย

ประกันสังคม เผยสิทธิประโยชน์ผู้ประกันตนเจ็บป่วยโรคไต พร้อมดูแลเต็มที่

ประกันสังคม ดูแลผู้ประกันตนที่เจ็บป่วยด้วยโรคไตเต็มที่ เผย มิ.ย.61 มีผู้ประกันตนขอใช้สิทธิการรักษาโดยการบำบัดทดแทนไตแล้วกว่า 11,743 ราย จ่ายค่าประโยชน์ทดแทนไปแล้วกว่า 292 ล้านบาท

นายสุรเดช วลีอิทธิกุล เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน กล่าวถึงข้อมูลเกี่ยวกับการใช้สิทธิของผู้ประกันตนที่เจ็บป่วยโรคไต ว่า ในเดือนมิถุนายน 2561 ที่ผ่านมา ยอดผู้ประกันตนที่เจ็บป่วยด้วยโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายมาขอใช้สิทธิการรักษา โดยการบำบัดทดแทนไตแล้วกว่า 11,743 ราย สำนักงานประกันสังคมจ่ายประโยชน์ทดแทนไปแล้ว 292,013,638 ล้านบาท

ปัจจุบันมีสถานพยาบาลที่อยู่ในความตกลงกับสำนักงานประกันสังคมเพื่อดูแลฟอกเลือกให้กับผู้ประกันตน จำนวน 634 แห่ง แบ่งเป็น สถานพยาบาลรัฐ 266 แห่ง เอกชน 368 แห่ง สำหรับสิทธิประโยชน์กรณีการบำบัดทดแทนไต สำนักงานประกันสังคมได้ให้ผู้ประกันตนที่เจ็บป่วยเป็นโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย ซึ่งประกอบด้วย

1. ค่าฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมในอัตราไม่เกิน 1,500 บาทต่อครั้ง และไม่เกิน 4,500 บาทต่อสัปดาห์

2. ค่าเตรียมเส้นเลือดสำหรับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม พร้อมอุปกรณ์ไม่เกิน 20,000 บาทต่อรายต่อ 2 ปี (หากระยะเวลา 2 ปีนั้น ผู้ประกันตน มีความจำเป็นต้องเตรียมเส้นเลือดหรือแก้ไขสำหรับฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม สำนักงานประกันสังคมจะจ่ายแก่ผู้ประกันตนในอัตราที่จ่ายจริงไม่เกิน 10,000 บาท

3. ค่าตรวจรักษาและค่าน้ำยาล้างช่องท้องพร้อมอุปกรณ์ในอัตราไม่เกิน 20,000 บาท

4. ค่าวางท่อรับส่งน้ำยาเข้าออกช่องท้องพร้อมอุปกรณ์ในอัตราไม่เกิน 20,000 บาทต่อรายต่อ 2 ปี

เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กล่าวแสดงความห่วงใยผู้ประกันตนพร้อมแนะวิธีดูแลสุขภาพสำหรับผู้ประกันตนที่ป่วยโรคไตวายเรื้อรังว่า ผู้ประกันตนระมัดระวังรักษาสุขภาพให้แข็งแรงและชะลออาการเสื่อมของไต โดยต้องควบคุมอาหาร ระดับน้ำตาลในอาหารให้ลดลง ป้องกันโรค ที่เกิดจากระบบหัวใจและหลอดเลือด รักษาระดับความดันเลือดด้วยการพักผ่อนให้มาก ควบคุมอาหาร อย่าออกกำลังกายหนัก

โดยหลีกเลี่ยงสิ่งเสพติด เช่น บุหรี่ และสุรา ควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ปกติควบคุมและรักษาโรคที่เป็นสาเหตุของโรคไตวายเรื้อรัง คือ โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคเกาต์ หรือนิ่ว หลีกเลี่ยงการใช้ยาบางชนิด ที่มีผลต่อการทำงานของไต

อย่างไรก็ตาม สำนักงานประกันสังคม ขอให้ผู้ประกันตนมีความเชื่อมั่นในระบบการจ่ายค่าบริการทางการแพทย์ รวมถึงการกำหนดมาตรฐานสถานพยาบาลให้มีคุณภาพ เพื่อการสร้างเสริมสุขภาพป้องกันโรคให้กับผู้ประกันตน โดยมีเป้าหมายสำคัญให้ผู้ประกันตนได้เข้าถึงบริการการรักษาที่มีคุณภาพให้มากที่สุด

อันส่งผลให้ผู้ประกันตน มีสุขภาพแข็งแรง ลดความเสี่ยงการเกิดโรคเรื้อรังในอนาคต และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อองค์กร และระบบเศรษฐกิจ เพื่อให้ประเทศมีการขับเคลื่อนและการพัฒนาอย่างยั่งยืนต่อไป สอบถามสิทธิประโยชน์หรือข้อมูลได้ที่สำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่/จังหวัด/สาขา ที่ท่านสะดวก หรือ สายด่วน 1506 (เจ้าหน้าที่ให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง)

ม.หอการค้า จับมือ กสิกรไทย ยกระดับมหาวิทยาลัย เปลี่ยนเป็นสังคมไร้เงินสด

ม.หอการค้า จับมือ กสิกรไทย ยกระดับมหาวิทยาลัยสู่ความเป็นดิจิทัลที่ล้ำยุค พัฒนาระบบเปลี่ยนเป็นสังคมไร้เงินสด

มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ผู้นำด้านนวัตกรรมการเรียนรูปแบบใหม่ ที่ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเป็นระบบ UTCC Digital Hybrid Learning System เพื่อให้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์และการดำเนินการเพื่อพัฒนาการศึกษาระดับอุดมศึกษาในรูปแบบใหม่ และเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกในประเทศไทย

ที่นำ iTunes U มาใช้ในการเรียนการสอนเพื่อให้นักศึกษาได้ใช้ประโยชน์สูงสุดจาก iPad และพร้อมเข้าสู่ยุคไทยแลนด์4.0 อย่างเต็มรูปแบบ ที่สำคัญยังมีความมุ่งมั่นตอบสนองนโยบายภาครัฐในการพัฒนาเมืองไทยให้เป็น Smart Cities อย่างต่อเนื่อง โดยเริ่มจากในรั้วมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

ที่จะพัฒนาเป็น “Digital Hybrid University” แห่งแรกของประเทศไทยอย่างสมบูรณ์แบบ ลบภาพการเรียนแบบเดิมสู่การเรียนรูปแบบใหม่ ที่ใช้การสนับสนุนด้านเทคโนโลยีจากธนาคารกสิกรไทย พัฒนาเครื่องมือ และแอปพลิเคชั่นที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์นักศึกษายุคดิจิทัล

​ล่าสุดมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยได้ร่วมกับธนาคารกสิกรไทยยกระดับมหาวิทยาลัยสู่ความเป็นดิจิทัลที่ล้ำยุค ใช้เทคโนโลยีสร้างความสะดวกสบายให้กับนักศึกษาและบุคลากร ตอกย้ำศักยภาพทางดิจิทัลของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยที่มีอยู่แล้ว โดยธนาคารจะเข้ามาสนับสนุนและร่วมมือกันพัฒนามหาวิทยาลัยในทุกๆด้าน

ใช้นวัตกรรมเข้ามาสนับสนุนการเรียนการสอนและการใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัยของนักศึกษา ยกระดับศักยภาพการเรียนการสอนของมหาวิทยาลัยซึ่งไม่จำกัดเฉพาะแค่ภายในห้องเรียน ตลอดจนเพิ่มความสะดวกให้นักศึกษา บุคลากร และมหาวิทยาลัยในการทำธุรกรรมต่างๆ โดยเน้นความร่วมมือ 5 ด้านสำคัญ ได้แก่

1. การทำบัตรประจำตัวนักศึกษาแบบ “Smart Student ID Card” ทั้งในรูปแบบ Physical Student ID Card และ Virtual Student ID Card ทำให้นักศึกษาไม่จำเป็นต้องพกบัตรนักศึกษาอีกต่อไป พร้อมทั้งสนับสนุนเทคโนโลยีระบบต่างๆ ทั้งในส่วน Hardwareและ Software

ที่จะถูกนำเข้ามาใช้ร่วมกับบัตรประจำตัวนักศึกษา ที่จะเชื่อมต่อกับแอพพลิเคชั่น ให้นักศึกษาใช้ในการตรวจสอบตารางเรียน ตารางสอบ ที่ตั้งอาคารสถานที่ในมหาวิทยาลัย ชำระค่าลงทะเบียน ขอ transcript และบริการอื่นๆ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับนักศึกษาในการใช้บริการต่างๆ ของมหาวิทยาลัย

2. การสร้างให้มหาวิทยาลัยเป็นสังคมไร้เงินสด (Cashless Society) ด้วยบริการและกิจกรรมต่างๆ เพื่อส่งเสริมให้นักศึกษาและบุคลากรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเป็นการใช้จ่ายแบบไร้เงินสด สร้างความสะดวกสบายมากขึ้น

3. วางระบบการบริการจัดการด้านการเงิน (Cash Management) และระบบการทำธุรกรรมทางการเงินในมหาวิทยาลัย รวมถึงการชำระเงินผ่าน Barcode QR Code และ Cross Bank Bill Payment ทำให้การจ่ายเงินเป็นเรื่องง่ายและปลอดภัย

4. ร่วมพัฒนาและส่งเสริมศักยภาพนักศึกษาของมหาวิทยาลัย โดยการจัดโครงการเพื่อพัฒนาความรู้ต่างๆให้กับนักศึกษา เช่น โครงการ Student Development Program, K Research, K Expert และ K Capstone เป็นต้น รวมถึงการใช้ฐานข้อมูลวิจัยของธนาคารกสิกรไทยสำหรับการทำวิจัยของนักศึกษาและอาจารย์ในมหาวิทยาลัย

5. ร่วมพัฒนาระบบการรวบรวมจัดเก็บข้อมูลและสารสนเทศของมหาวิทยาลัยเพื่อนำไปวิเคราะห์ และปรับปรุงการให้บริการของมหาวิทยาลัยให้ดียิ่งขึ้นใช้ประโยชน์ในอนาคต

รองศาสตราจารย์ ดร. เสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า การที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยร่วมกับธนาคารกสิกรครั้งนี้ เพื่อให้มหาวิทยาลัยเข้าสู่ Digital Hybrid University อย่างสมบูรณ์แบบ โดยเปลี่ยนแปลงระบบในมหาวิทยาลัย เช่น การพัฒนาระบบให้มหาวิทยาลัยเปลี่ยนเป็นสังคมไร้เงินสด (Cashless Society) เช่น

ภายในศูนย์อาหารมีการรณรงค์พร้อมมีโปรโมชั่นให้นักศึกษาใช้แอปพลิเคชั่นนี้ในการสแกนบาร์โค้ดเพื่อชำระค่าอาหารแทนการใช้เงินสด อีกทั้ง ได้พัฒนาแอปพลิเคชั่นที่มีฟังก์ชั่นหลากหลาย เช่น สามารถระบุและค้นหาสถานที่สำคัญต่างๆ ในมหาวิทยาลัย โดยใช้ Location- Based Technology

ด้านการลงทะเบียนนักศึกษาสามารถลงทะเบียนเรียน และชำระเงินค่าลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชั่นได้ และมีระบบการแจ้งเตือนตารางเรียนและตารางสอบทางสมาร์ทโฟนของนักศึกษา และการติดต่อสำนักทะเบียนจะง่ายขึ้น เพราะแอปพลิเคชั่นรวมระบบแบบครบวงจร เหมือนเป็น All-in-one service และสามารถรับรู้ข้อมูลของมหาวิทยาลัยได้รวดเร็วยิ่งขึ้น