เขื่อนวชิราลงกรณ เปิดสปิลเวย์ระบายน้ำครั้งแรกในรอบ 16 ปี คาดอีก 3 วัน มวลน้ำถึงเมืองกาญฯ

เขื่อนวชิราลงกรณ เปิดสปิลเวย์ระบายน้ำเป็นครั้งแรกในรอบ 16 ปี หลังปริมาณน้ำกักเก็บอยู่ที่ร้อยละ 90 ของความจุ คาดอีก 3 วัน มวลน้ำถึงตัวเมืองกาญจนบุรี

วานนี้ (23 ส.ค. 61) เขื่อนวชิราลงกรณ อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี ได้เปิดประตูทางระบายน้ำล้น หรือ สปิลเวย์ จำนวน 2 บาน ยกขึ้นสูงประมาณ 50 เซ็นติเมตร โดยนายไววิทย์ แสงพานิชย์ ผู้อำนวยการเขื่อนวชิราลงกรณ เปิดเผยว่า เมื่อประมาณ 2 เดือนที่ผ่านมา ได้ทดสอบด้านเทคนิคในการระบายน้ำผ่านทางสปิลเวย์ ก่อนเปิดประตูระบายน้ำ ซึ่งถือเป็นการเปิดประตูระบายน้ำผ่านสปิลเวย์ในรอบ 16 ปี เนื่องจากปริมาณน้ำในเขื่อนขณะนี้เพิ่มเป็นร้อยละ 90 ของความจุ

ทั้งนี้ ปริมาณน้ำที่ออกจากประตูระบายน้ำ 2 บาน เฉลี่ยวันละ 10 ล้านลูกบาศก์เมตร และเมื่อรวมกับการระบายผ่านช่องทางปกติวันละ 43 ล้านลูกบาศก์เมตร จะรวมเป็นวันละ 53 ล้านลูกบาศก์เมตร

สำหรับการเปิดประตูระบายน้ำผ่านสปิลเวย์ครั้งนี้ เบื้องต้น กำหนดไว้วันที่ 23-27 สิงหาคม และคาดว่าจะส่งผลให้ท้ายน้ำ มีระดับน้ำเพิ่มขึ้นประมาณ 1 เมตร ซึ่งจากการคำนวณของวิศวกรเขื่อนวชิราลงกรณ มวลน้ำก้อนแรกใช้เวลาประมาณ 3 วัน จะไปถึงตัวเมืองกาญจนบุรี

เปิดใจครอบครัว 7 ชีวิตหนีตายข้ามจังหวัด

7 ชีวิต ชาว อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช ที่หนีตายข้ามจังหวัด เปิดใจเหตุผลที่จำเป็นต้องหนีตาย ยืนยันถ้าผู้ก่อเหตุเข้ามอบตัวแล้วได้รับการประกันตัว หรือตำรวจจับกุมไม่ได้

จากกรณีที่ครอบครัว พ่อ แม่ ลูก และหลาน รวม 7 ชีวิต ประกอบด้วย คนแก่ 2 คน ,ผู้หญิง 2 คน และเด็กๆ อีก 3 คน นำโดยนายสำเร็จ กุลคง อายุ 79 ปี พ่อ และ นางกมลทิพย์ กุลคง ลูกสาว ซึ่งเป็นครอบครัวเกษตรกรและนักธุรกิจส่งออกส้มโอ “ทับทิมสยาม” รายใหญ่ ชาว อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช ได้พาครอบครัวหลบหนีการติดตามไล่ล่าของนายวิรัตน์ สุขแสง อายุ 51 ปี ผู้เป็นลูกเขย และเป็นผู้กว้างขวางในจังหวัดนครศรีธรรมราช สาเหตุเพราะติดยาเสพติดและทำร้ายร่างกายคนในบ้าน และขู่ฆ่าทุกคนยกครัว

ซึ่งที่ผ่านมามักทำร้ายร่างกายภรรยา และขู่ฆ่าลูก และทุกคนมาโดยตลอดยาวนานประมาณ 5 – 6 ปี แล้ว แต่ทุกคนกลัว และไม่กล้าเปิดเผยความจริง จนสุดท้ายทนไม่ไหวทั้งหมดจึงพากันหนีออกจากบ้าน เพื่อเอาชีวิตรอดตั้งแต่วันเย็นวันที่ 14 ส.ค.ที่ผ่านมา และเมื่อวันที่ 22 ส.ค.ก็ตัดสินใจหนีข้ามจังหวัดมาที่จังหวัดตรัง

ทั้งนี้ ทั้งหมดได้รับการดูแลคุ้มครองอย่างปลอดภัยจากทางจังหวัดตรัง และทหาร โดยทั้ง 2 คน ยอมเปิดใจถึงสาเหตุที่ต้องตัดสินใจหนีตาย และก้าวข้ามความหวาดกลัวออกไปเผชิญความจริง และไปตายเอาดาบหน้า โดยนางกมลทิพย์ ได้เปิดให้ดูบาดแผลบริเวณลำคอ ที่เกิดจากการที่ถูกนายวิรัตน์ ผู้เป็นสามีทำร้ายร่างกายครั้งสุดท้ายก่อนที่พ่อจะตัดสินใจพาทุกคนหนีออกจากมาบ้าน

แม้เวลาจะผ่านมาประมาณ 10 วัน แล้ว แต่รอยยังคงดำคล้ำจากรอยถูกบีบคออย่างแรง และรอยมีดที่ถูกจิ้ม แม้จะผ่านมานานแล้ว แต่ยังคงเห็นชัดเจน ส่วนใบหน้าก็ยังมีร่อยบวมปูด จึงต้องใช้หน้ากากอนามัยปิดหน้าตลอด

นางกมลทิพย์ กล่าวเปิดใจบอกว่า มาอยู่ที่นี่ก็ได้ความปลอดภัยในระดับหนึ่ง แต่ความรู้สึกจริงๆ ทุกคนอยากกลับบ้าน เพราะว่าเด็กๆ ไม่ได้ไปโรงเรียนมานาน 8 – 9 วัน ยังไม่ได้รับการติดต่อประสานใดๆ จากทางราชการในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช มีแต่นักข่าวนครศรีธรรมราชที่โทรศัพท์มาแจ้งว่า นายวิรัตน์ (สามี) จะเข้ามอบตัวในวันนี้ (24 ส.ค.61) ซึ่งทุกคนก็คิดว่า ถ้าเขาเข้ามอบตัว เขาจะต้องได้รับการประกันตัว

ซึ่งถ้าเรากลับไปบ้านทุกคนก็จะไม่รอดอยู่ดี สิ่งแรกที่จะขอหน่วยงานราชการที่ถ้าอยากจะให้พวกเราได้กลับไป คือ ขอให้มีการคัดค้านการประกันตัว และขอทราบข้อกล่าวหาด้วย เพราะวันแรกที่ตนเองไปแจ้งความนั้นแจ้งเฉพาะทำร้ายร่างกาย แต่หลังจากที่ ผู้กำกับการ สภ.ปากพนัง ไปเยี่ยม ก็พบว่าบริเวณลำคอตนเองเขียวช้ำลึก จึงบอกว่าถูกบีบคออย่างรุนแรง แต่ตนเองดิ้น เพราะหายใจไม่ออกจึงสะบัดตัวออกมาได้ และถูกมีดจี้ที่ลำคอ

ทางผู้กำกับจึงแนะนำว่าให้ไปให้ปากคำเพิ่มและทำสำนวนใหม่พร้อมหลักฐาน จะแจ้งข้อหา พยายามฆ่าด้วย ตนจึงไปให้ปากคำเพิ่ม แต่ขณะนี้ทราบว่า ทางตำรวจก็ไม่ได้ตั้งข้อหา พยายามฆ่ากับนายวิรัตน์แต่อย่างใด มีแต่ทำร้ายร่างกายอย่างเดียว ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ตนเองและทุกคนในครอบครัวสงสัย

นอกจากนั้นเรียกร้องให้ทางราชการหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่จะต้องให้คำรับรองความปลอดภัยให้ทุกคนในครอบครัว สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ เด็กๆ จะต้องได้ไปโรงเรียน นายวิรัตน์จะต้องไม่เข้าไปคุกคามลูกๆ หรือเอาตัวลูกๆเป็นตัวประกันเครื่องต่อรอง

ทั้งนี้ ตนเองและครอบครัวทนทุกข์ทรมานจากการถูกทำร้ายร่างกายและถูกขู่ฆ่าทั้งครอบครัว และทุกคนมาตั้งแต่ปี 2556 แต่อาการจะหนักขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่ปี 2559 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งเชื่อว่าเป็นอาการหลอน จิตไม่ปกติ จากการเสพยาอย่างหนักติดต่อกัน ซึ่งยังสันนิษฐานว่า เขาจะต้องเป็นโรคเดียวกับนักร้องชื่อดัง เพราะเขาจะพูดด่าว่าทุกคน พูดอยู่คนเดียวอยู่วันละนานๆประมาณ 5 – 6 ชั่วโมงโดยไม่หยุด และบางทีบทจะร้องเขาก็จะร้องไห้ออกมาเฉยๆ โดยไม่มีปี่มีขลุ่ย

และพบว่าแต่ละวันเขาจะใช้ยาเสพติดจำนวนมาก เพราะมีทั้งอุปกรณ์การเสพและปริมาณยาจำนวนมาก แต่ด้วยความที่ทุกคนกลัว จึงไม่กล้าที่เอาเรื่องนี้ไปบอกใครเลย ขณะที่ลูกๆ ก็จะถูกคุกคาม ถูกขู่ห้ามไม่ให้ไปไหน เรียนพิเศษก็ไม่ให้ไป โทรศัพท์ โน้ตบุ๊คของลูกก็จะทุบทำลายหมด ทำลายข้าวของหมดเลย และรุนแรงถึงขนาดใช้อาวุธปืนขู่จะฆ่าลูกตลอดเวลาที่อยู่บ้าน

โดยลูกๆ หากอยู่บ้านและพ่ออยู่บ้านก็จะทำตัวลีบ ตัวแบน ไม่กล้าวิ่งเล่น ไม่กล้าทำอะไรเลย เคยทุบตีลูกชายคนโตพอพ่อไปห้าม เขาก็ฟาดเหวี่ยงพ่อไปติดกับฝาผนัง แล้วเขาก็ตรงเข้าไปจะยิงลูกชายให้ได้ แต่พ่อได้ร้องบอกไปว่า ถ้ายิงหลานก็ขอให้ยิงพ่อก่อน เขาก็เลยเหมือนได้สติกลับมา จนกระทั่งออกไปนอกบ้าน ซึ่งกว่าจะตัดสินใจหนีออกมาจากบ้านได้ ใช้เวลานานมาก เพราะเรากลัว ไม่กล้าก้าวข้ามความกลัวมาได้เลย

อาจจะเป็นเพราะหน้าตาในสังคม พ่อแม่ เป็นที่เคารพนับถือของคนทั่วไป มีพ่อแม่มีเด็กๆ ที่จะต้องดูแล เพราะในบ้านมีพ่อแม่ที่แก่แล้ว และก็เด็กๆ อีก 3 คน จึงไม่กล้าที่จะออกไปจากความกลัวได้เลย วันนี้ก็ถามกับลูกๆทุกคนว่า ถ้าป๊ายังอยู่ในสภาพแบบนี้ ลูกจะกลับไปมั๊ย เด็กๆก็บอกว่าถ้าป๊ายังอยู่แบบนี้ขอให้ป๊าได้ไปบำบัดก่อน

ทางด้านนายสำเร็จ กุลคง พ่อวัย 79 ปี เล่าว่า อยากขอให้เรื่องจบเร็วๆ อยากให้จับเขาติดคุก ถ้าไม่เช่นนั้นไม่กล้าพาหลานกลับบ้านไปบ้านได้ เพราะที่ผ่านมาเขาคิดแต่จะฆ่าอย่างเดียว จึงจะเดินหน้าร้องเรียนต่อไปให้ถึงที่สุด มีหน่วยงานที่ใหญ่กว่านี้อีกมาก ที่เชื่อว่าจะพึ่งพาได้ จะไม่พาลูกหลานกลับไปอย่างเด็ดขาด เชื่อว่าจะต้องมีคนช่วยเราแน่นอน

ขนส่งแจง!! สาเหตุการขอแก้ไขกฎหมาย กรณีโทษความผิดเกี่ยวกับใบอนุญาตขับรถ

กรมการขนส่งทางบกแจงสาเหตุการขอแก้ไขกฎหมาย กรณีโทษความผิดเกี่ยวกับใบอนุญาตขับรถ เพื่อสร้างเสริมวินัยการขับขี่ ลดสาเหตุการเกิดอุบัติเหตุทางถนนที่เกิดจากการไม่มีใบอนุญาตขับรถ

นายกมล บูรณพงศ์ รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า กฎหมายด้านการขนส่งทางบกฉบับที่ใช้อยู่ในปัจจุบันได้บังคับใช้มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2522 ซึ่งการขอแก้ไขพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 และพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 ดังกล่าวจำเป็นต้องมีการปรับเนื้อหาให้มีความทันสมัย และให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ให้มีส่วนในการสร้างความตระหนักและรับผิดชอบต่อสังคม เนื่องจากข้อมูลศูนย์วิจัยอุบัติเหตุแห่งประเทศไทย พบว่ากลุ่มผู้ขับขี่ที่ไม่มีใบอนุญาตขับรถจักรยานยนต์ มีโอกาสการเสียชีวิตร้อยละ 34 ซึ่งสูงกว่ากลุ่มผู้ขับขี่ที่มีใบอนุญาตขับรถจักรยานยนต์ถึงสองเท่า

และจากข้อมูลของสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ กระทรวงสาธารณสุข ที่ระบุว่า เด็กและเยาวชนอายุระหว่าง 15-19 ปี เป็นกลุ่มอายุที่มีการเสียชีวิตจากการเกิดอุบัติเหตุทางท้องถนนสูงสุดเฉลี่ยปีละ 1,688 คน

ทั้งนี้ จากการศึกษาจากต่างประเทศที่เป็นที่ยอมรับด้านความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน เช่น ญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา พบว่ากรณีความผิดเกี่ยวกับการขับขี่โดยไม่มีใบอนุญาตขับรถในประเทศญี่ปุ่น มีโทษปรับไม่เกิน 300,000 เยน (88,000 บาท) หรือจำคุกไม่เกิน 1 ปี และถูกตัดแต้ม 12 คะแนน ส่วนประเทศสหรัฐอเมริกา มีโทษปรับไม่เกิน 25,000 ดอลลาร์สหรัฐ (800,000บาท) หรือจำคุกไม่เกิน 5 ปี และถูกบันทึกประวัติตลอดชีวิตด้วย

รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยต่อไปว่า เพื่อให้ผู้ขับขี่ตระหนักและปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด และเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยลดอุบัติเหตุและความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของ กรมการขนส่งทางบกได้ดำเนินการปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย 2 ฉบับ คือ พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 และพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 ซึ่งรวมเข้าเป็นฉบับเดียวกัน

โดยปรับปรุงรายละเอียดของกฎหมายให้เป็นเครื่องมือในการควบคุมกำกับพฤติกรรมของผู้ขับขี่ให้มากขึ้น รวมถึงปรับบทลงโทษกรณีผู้ขับขี่กระทำผิด โดยความผิดเกี่ยวกับการขับรถโดยไม่แสดงใบอนุญาตขับรถ เสนอให้ปรับโทษเป็นจำคุกไม่เกิน 3 เดือน ปรับสูงสุดไม่เกิน 50,000 บาท จากเดิมที่ปัจจุบันตาม พรบ.รถยนต์ มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน ปรับสูงสุดไม่เกิน 1,000 บาท และพรบ.ขนส่ง จำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 40,000 บาท, ส่วนความผิดเกี่ยวกับการขับรถในระหว่างใบอนุญาตสิ้นอายุ ถูกพักใช้ หรือเพิกถอนใบอนุญาต หรือถูกยึดใบอนุญาต ปรับโทษเป็นจำคุกไม่เกิน 3 เดือน ปรับไม่เกิน 50,000 บาท

จากเดิมตามพรบ.รถยนต์มีโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท พรบ.ขนส่ง มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 40,000 บาท และพรบ.จราจร มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับ ไม่เกิน 40,000 บาท ,ส่วนความผิดเกี่ยวกับการขับรถโดยไม่แสดงใบอนุญาต ปรับโทษสูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท จากเดิมตาม พรบ.รถยนต์ ปรับไม่เกิน 1,000 บาท และพรบ.ขนส่ง ปรับไม่เกิน 5,000 บาท ซึ่งร่างพระราชบัญญัติการขนส่งทางบกฉบับใหม่อยู่ระหว่างการนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบก่อนส่งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณา

ทั้งนี้จากการเสนอแก้ไขปรับเพิ่มโทษกรณีความผิดดังกล่าว จะทำให้การพิจารณาโทษตามฐานความผิดอยู่ในดุลพินิจของชั้นศาล ซึ่งจะทำให้ ผู้ขับขี่ตระหนักและปฏิบัติตามกฎจราจรมากขึ้น อย่างไรก็ตามการเพิ่มความเข้มข้นในการบังคับใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือหนึ่งเท่านั้น ส่วนสำคัญอยู่ที่ผู้ขับขี่ ซึ่งต้องตระหนักถึงความปลอดภัยและนำไปปฏิบัติอย่างจริงจังอย่างทั่วถึง

ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก กรมการขนส่งทางบก