กอปภ.ก. เผย พื้นที่เฝ้าระวังสถานการณ์อุทกภัย ดินโคลนถล่ม

กองอํานวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง แจ้งเตือน พื้นที่เฝ้าระวังสถานการณ์อุทกภัย

วันนี้ ( 24 ส.ค.61) กองอํานวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง (กอปภ.ก.) รายงานผลการติดตามสภาวะอากาศ ปริมาณฝนสะสม สถานการณ์น้ำท่า และปัจจัยเสี่ยงเชิงพื้นที่ พบว่าช่วงที่ผ่านมาทุกภาคของประเทศไทยมีฝนตกหนักอย่างต่อเนื่อง หลายพื้นที่เกิดอุทกภัย น้ำป่าไหลหลากและดินโคลนถล่ม ส่งผลให้ในช่วงวันที่ 23 – 27 สิงหาคม 2561 ทั่วทุกภาค ของประเทศไทยมีฝนตกหนักถึงหนักมาก

ทั้งนี้ ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำที่มีปริมาณน้ำเก็บกักอยู่ในเกณฑ์มาก และการพร่องน้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนวชิราลงกรณ โดยจะระบายน้ำวันละ 53 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งอาจต้องระบายน้ำเพิ่มขึ้น อาจเกิดน้ำล้นตลิ่ง และน้ำท่วมฉับพลัน รวมทั้งคลื่นลมทะเลสูง 2-4 เมตร ชาวเรือและประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณชายฝั่งอาจได้รับผลกระทบจากคลื่นลมแรง

พื้นที่เฝ้าระวังสถานการณ์อุทกภัย น้ำล้นตลิ่ง5 ได้แก่ แม่น้ำน่าน (อุตรดิตถ์) แม่น้ำยม (สุโขทัย) แม่น้ำสงคราม(บึงกาฬ สกลนคร) แม่น้ําห้วยหลวง (อุดรธานี) แม่น้ำมูล (บุรีรัมย์ยโสธร นครพนม) แม่น้ำชี (กาฬสินธุ์ยโสธร อุบลราชธานี) แม่น้ำโขง (หนองคาย บึงกาฬ นครพนม มุกดาหารอํานาจเจริญ อุบลราชธานี) แม่น้ําพระปรง (สระแก้ว) แม่น้ำตาปี (สุราษฎร์ธานี) คลองละงู (สตูล) คลองบางใหญ่ (ภูเก็ต)

พื้นที่เฝ้าระวังสถานการณ์อุทกภัยและดินโคลนถล่ม ได้แก่ แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย พะเยา แพร่ น่าน ตาก กาญจนบุรีเพชรบุรีจันทบุรีตราด ชุมพร ระนอง พังงา ภูเก็ต ตรัง สตูล

พื้นที่เฝ้าระวังผลกระทบจากการระบายน้ำในเขื่อน ระหว่างวันที่ 23-27 สิงหาคม 2561 เขื่อนวชิราลงกรณ จ.กาญจนบุรีอ.ไทรโยค ท่าม่วง ท่ามะกา ด่านมะขามเตี้ย อ.เมืองฯ จ.ราชบุรีอ.บ้านโป่ง โพธาราม เมืองฯ เขื่อนแก่งกระจาน จ.เพชรบุรีอ.แก่งกระจาน ท่ายาง บ้านลาด เมืองฯ อ.บ้านแหลม

เพื่อเป็นการเน้นย้ำการปฏิบัติขอให้ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เขต 2,3,4,5,6,7,8,9,10,11,12,13,14,15,17,18 และจังหวัดดําเนินการ ดังนี้

1) แจ้งประชาชนให้ติดตามข้อมูลสภาพอากาศ สภาพน้ำท่า จากทางราชการ

2) เตรียมความพร้อมรับสถานการณ์โดยให้จังหวัดปฏิบัติตามหนังสือข้อสั่งการของกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติอย่างเคร่งครัด

3) ให้จังหวัดรายงานสถานการณ์การเตรียมพร้อมและผลการปฏิบัติให้ทราบ หากเกิดสถานการณ์ ในพื้นที่ให้รายงานการปฏิบัติมายังกองอํานวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง

ญาติโวย พลทหารถูกรุ่นพี่ซ่อมโหด เจ็บสาหัส

ญาติโวยพลทหารถูกรุ่นพี่ “ซ่อม” จนถูกหามเข้าไอซียู ขณะที่ผู้บังคับบัญชา เผยเป็นเหตุทะเลาะวิวาท และเอาผิดผู้ก่อเหตุแล้ว พร้อมยอมรับ ดูแลลูกน้องไม่ดี

วันนี้(24 ส.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.ส.กาญจนาภรณ์ สีหะวงค์ กล่าวเปิดใจด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ หลังทราบความจริงว่า เหตุที่พลทหารคชา พะชะ หรือ เข้ม หลานชาย วัย 22 ปี สังกัดกองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 31 รักษาพระองค์ จังหวัดลพบุรี ถูกหามส่งโรงพยาบาลอานันทมหิดล อำเภอเมืองลพบุรี ไม่ได้มาจากการฝึกหนักจนน็อค แต่ถูกพลทหารรุ่นพี่ 3 นาย “ซ่อม” จนบาดเจ็บสาหัส  

น.ส.กาญจนาภรณ์ บอกว่า ทางครอบครัวต้องรีบรุดไปเฝ้าดูอาการของพลทหารคชา ซึ่งพบว่า ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ นอนรักษาตัวอยู่ในห้องไอซียู ด้านแพทย์ระบุว่า มีโอกาสรอดเพียง 30 เปอร์เซ็นต์ และให้นางรุ่นฤดี สีหะวงค์ ซึ่งเป็นแม่ ทำใจไว้ โดยหากฟื้นขึ้นมา สภาพร่างกายอาจไม่เหมือนเดิม เพราะสมองขาดออกซิเจนนาน เนื่องจากหัวใจหยุดเต้น 2 – 3 ครั้ง อีกทั้งระหว่างที่มาถึงโรงพยาบาล ก็มีอาการไตวายด้วย

ส่วนช่วงบ่ายวานนี้ ทางหน่วยได้นำตัวรุ่นพี่ที่ก่อเหตุ มาขอขมากับทางญาติพลทหารคชา แต่ไม่ได้พบกับทางแม่ของผู้บาดเจ็บ ซึ่งเดินทางไปแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธร (สภ.)เมืองลพบุรี ไว้เป็นหลักฐานดำเนินคดีที่ลูกชายถูกทำร้าย โดยญาติผู้บาดเจ็บ ได้โพสต์ภาพที่พลทหารรุ่นพี่เข้าขอขมาไว้ด้วย พร้อมสาปแช่งให้ได้รับกรรมอย่างถึงที่สุด

ขณะที่พันโท มลชัย ยิ้มอยู่ ผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 31 รักษาพระองค์ กล่าวว่า ได้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนเอาผิดทางวินัย และคดีอาญา พร้อมลงโทษทหารทั้ง 3 นาย และนายสิบเวร ที่กำกับดูแล อีกทั้งได้พาครอบครัวผู้เสียหายไปร้องทุกข์กล่าวโทษกับ สภ.เมืองลพบุรี พร้อมยอมรับว่า ดูแลลูกน้องไม่ดี โดยเหตุที่เกิดขึ้น เป็นการทะเลาะวิวาทกันเองสอดคล้องกับ พลเอก เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก ที่กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า ไม่ใช่เป็นการซ่อม แต่เป็นการวิวาทกัน หรือเรื่องส่วนตัว พร้อมยืนยันว่า ไม่มีระบบซ่อมแล้ว และทางหน่วยอยู่ระหว่างดำเนินการเอาผิด

ด้านพันตำรวจเอก ศักดิ์ชัย เกษโกมล ผู้กำกับการ สภ.เมืองลพบุรี เผยว่า ทางครอบครัวของพลทหารคชา และพลทหารรุ่นพี่ทั้ง 3 นาย ได้เข้าให้ปากคำแล้ว ซึ่งมูลเหตุมาจากปัญหาทะเลาะวิวาทเรื่องส่วนตัว และยังไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหา เพราะต้องรอผลตรวจอย่างละเอียดจากแพทย์อีกครั้ง นอกจากนี้ พันโท มลชัย แจ้งว่า อาจเคลื่อนย้าย พลทหารคชา ไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า

ประชาชนในเยอรมนีอพยพหนีไฟป่าใกล้กรุงเบอร์ลิน

ประชาชนชาวเยอรมนีราว 600 คนต้องอพยพออกจากบ้านเรือน หลังเกิดไฟป่าใกล้กรุงเบอร์ลิน เมื่อวันที่ 23 ส.ค. 2561 ที่ผ่านมา

วันที่ 24 ส.ค. 2561 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานตำรวจเปิดแผยว่า ไฟป่ากำลังโหมไหม้กินเนื้อที่ประมาณ 300 เฮคเตอร์ทางตอนใต้ของพ็อทซ์ดัม ใกล้กรุงเบอร์ลิน เมืองหลวงของประเทศ และลุกลามเข้าใกล้หมู่บ้าน 3 แห่งในระยะห่างเพียง 100 เมตร ขณะที่เจ้าหน้าที่ดับเพลิงหลายร้อยนายถูกส่งลงพื้นที่เพื่อต่อสู้กับไฟป่าที่ไหม้ลามอย่างรวดเร็วเพราะพื้นที่ส่วนใหญ่มีสภาพแห้งแล้ง

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่จากโครงการระบุว่า ประชาชนควรอพยพออกจากพื้นที่เสี่ยงภัย และควรนำเอาสิ่งของจำเป็นติดตัวออกไป อาทิ ยารักษาโรค และเอกสารที่จำเป็นเท่านั้น

ที่มา gulfnews.com