เด้ง ผกก.พิปูน เซ่นปล่อย ‘แอน เขาพระ’ สมุนราชาค้ายาเสพติดหลบหนีจาก รพ.

เด้งด่วน ผกก.พิปูน เซ่นปล่อย ‘แอน เขาพระ’ สมุนราชาค้ายาเสพติดปะทะตำรวจบาดเจ็บหลบหนีจากโรงพยาบาล

จากกรณีที่ พล.ต.ต.วันไชย เอกพิชญ์ ผบก.ภ.จว.นครศรีธรรมราช สั่งการให้ พ.ต.อ.โชคดี ศรีเมือง ผกก.สส.ภ.จว.นครศรีธรรมราช นำตำรวจ นปพ.กว่า 10 นาย สนธิกำลังกับตำรวจ สภ.พิปูน เดินเท้ากว่า 6 ชม. บุกขึ้นไปบนยอดภูเขาสูงบ้านห้วยท้อน หมู่ 10 ต.เขาพระ อ.พิปูน จ.นครศรีธรรมราช เมื่อวันที่ 8 ส.ค.2561 เพื่อติดตามจับกุม นายจ่านันท์ สงเคราะห์ หรือ อึ้ง เขาพระ อายุ 43 ปี เป็นหัวหน้าแก๊งค้ายาเสพติดรายใหญ่ในพื้นที่และยังทำตัวเป็นผู้มีอิทธิพลมีอาวุธปืนจำนวนมากข่มขู่ชาวบ้าน

ซึ่งสามารถหลบหนีการบุกจับกุมของตำรวจ สภ.พิปูนไปได้เมื่อวันที่ 31 ก.ค. 2561 แต่นายจ่านันท์ หรือ อึ้ง เขาพระ สามารถแหวกวงล้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจไปได้อีกครั้ง และนายสุวิทย์ มีแก้ว อายุ 37 ปี หรือ “แอน เขาพระ” ลุกน้องของ “อึ้ง เขาพระ” ได้ใช้อาวุธปืนพกสั้นขนาด 9 มม.ยิงใส่กลุ่มเจ้าหน้าที่ตำรวจจนถูกตำรวจชุดยิงสวนต่อสู้ กระสุนเจาะหน้าท้องทะลุหลังและแขนนายสุวิทย์จำนวน 2 นัดได้รับบาดเจ็บสาหัสก่อนที่นายสุวิทย์จะทิ้งอาวุธปืนหลบหนีไปในป่าสวนยาง

เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจค้นในกระท่อมพบยาบ้าจำนวนมาก 32,820 เม็ด ยาไอซ์หนักรวม 95.50 กรัม อาวุธปืนลูกซองยาวจำนวน 2 ก ระบอก อาวุธปืนพกสั้นอีก 3 กระบอก และกระสุนชนิดต่างๆ รวม 90 นัดเงินสด 4.5 หมื่นบาท และจับกุม นางกานดา หรือ แขก ศรีแบ่ง อายุ 16 ปี เมียของนายจ่านันท์หรือ “อึ้ง เขาพระ” และนาย ส.หิรัญ ธานิทร์พงศ์ อายุ 30 ปี ที่อยู่ในกระท่อมคุมตัวดำเนินคดีตามกฎหมาย

และต่อมาในเย็นวันเดียวกันญาติๆ ได้ตัดสินใจนำ นายสุวิทย์ หรือ “แอน เขาพระ” ที่ถูกยิงได้รับบาดเจ็บเข้ามอบตัวกับตำรวจ เนื่องจากเสียเลือดมากเสี่ยงที่จะเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ ก่อนจะนำนายสุวิย์ หรือ “แอน เขาพระ” เข้ารับการรักษาตัวที่ รพ.พิปูน และส่งต่อไปยัง รพ.มหาราช จนแพทย์ช่วยเหลือจนอาหารปลอดภัย จึงส่งกลับมาพักรักษาตัวที่ รพ.พิปูน แต่ “แอน เขาพระ ได้ฉวยโอกาสหลบหนีหายปาก รพ.พิปูน เมื่อเวลา 23.30 น.คืนวันที่ 16 ส.ค.2561 ที่ผ่านมาตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

(21 ส.ค.) พล.ต.ต.วันไชย เอกพรพิชญ์ ผบก.ภ.จว.นครศรีธรรมราช ได้ลงนามในคำสั่งย้าย พ.ต.อ.สมคิด ดำเกลี้ยง ผกก.สภ.พิปูน มาประจำ ศปก.ภ.จว.นครศรีธรรมราช และให้ พ.ต.อ.เชาวศิลป์ บุญประดิษฐ์ รอง ผบก.ภ.จว.นครศรีธรรมราช ไปรักษาราชการแทนในตำแหน่ง ผกก.สภ.พิปูน อีก 1 ตำแหน่ง

พร้อมแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงกรณีที่นายสุวิทย์ มีแก้ว หรือ “แอน เขาพระ” อายุ 37ปี ผู้ต้องหาคดีพยายามฆ่าเจ้าพนักงานร่วมกันมียาเสพติดให้โทษ มีอาวุธปีนวัตถุระเบิด หลบหนีจากการควบคุมขณะรักษาตัวอยู่ที่ร.พ.พิปูน นอกจากนี้ยังมีวิทยุด่วนไปถึงทุก สภ. ให้จับกุมนายสุวิทย์ มีแก้ว หรือ “แอน เขาพระ” โดยให้สังเกตบุคคลที่มีแผลผ่าตัดที่หน้าท้องมีบาดแผลที่แขน

โดย พ.ต.อ.เชาวศิลป์ บุญประดิษฐ์ รอง ผบก.รักษาราชการ .ผกก.สภ.พิปูน ได้ขอกำลังสนับสนุนจาก พ.ต.อ.โชคดี ศรีเมือง ผกก.สส.ภ.จว.นครศรีธรรมราช มาร่วมสนธิกำลังกับตำรวจ สภ.พิปูน ลงพื้นที่สืบสวนหาเบาะแสของนายสุวิทย์ หรือ “แอน เขาพระ” อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งนายนายจ่านันท์ สงเคราะห์ หรือ “อึ้ง เขาพระ” ราชาคายาเสพติดลูกพี่ของแอน เขาพระ ที่สามารถหลบหนีการปิดบ้อมจับกุมของตำรวจมาได้ถึง 2 ครั้ง

และคาดว่าหากเจอตัวคนทั้งสองจะไม่ยอมให้จับกุมและยิงต่อสู้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างแน่นอน จึงขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจระมัดระวังตัวเป็นพิเศษและให้ใช้ดุลยพินิจจับตายวายร้ายทั้งสองคนได้ทันที อย่างไรก็ตามเนื่องจาก “แอน เขาพระ” ที่หลบหนีมีอาการบาดเจ็บค่อนข้างสาหัส หากยังหลบหนีโดยไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องบาดแผลอาจจะติดเชื่อรุนแรงเสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้

ธ.ก.ส. แจงประเด็นปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าว

ธ.ก.ส. ชี้แจงประเด็นบัญชีโครงการรับจำนำข้าว ยืนยันการปิดบัญชีมีคณะทำงานและเป็นไปตามมาตรฐานการบัญชี

นายอภิรมย์ สุขประเสริฐ ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร เปิดเผยว่า ตามที่อธิบดีกรมบัญชีกลางได้ชี้แจงแล้วว่า รายงานการเงินแผ่นดินที่ตรวจรับรองโดย สำนักการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และมีการนำเสนอ สนช. นั้น ได้มีการดำเนินงานมาตั้งปี 2548 เป็นการรายงานการรับจ่ายเงินคงคลังของรัฐบาล มีการบันทึกบัญชีเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ทั้งนี้จะไม่ได้แสดงผลกำไรขาดทุนจากโครงการรับจำนำข้าวแต่อย่างใดนั้น

สำหรับโครงการรับจำนำข้าวเป็นโครงการตามนโยบายรัฐบาล ซึ่งการดำเนินงานเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงานและจะมีการสรุปปิดบัญชีโครงการ โดยคณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการ ฯ ซึ่งประกอบด้วยส่วนงานที่เกี่ยวข้อง และผู้แทนสภาวิชาชีพบัญชี เป็นอนุกรรมการทำหน้าที่ สรุปภาระหนี้สิน ได้แก่ เงินต้น ดอกเบี้ยและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจากการดำเนินงานโครงการฯ โดยจะแยกบัญชีออกจากการดำเนินงานปกติของ ธ.ก.ส. ทั้งนี้ การปิดบัญชีดังกล่าวดำเนินการเป็นไปตามมาตรฐานบัญชีทุกประการ

ขณะที่ นางสาวสุทธิรัตน์ รัตนโชติ อธิบดีกรมบัญชีกลาง ขอชี้แจงกรณีที่มีการกล่าวอ้างดังนี้

1. หลักการจัดทำบัญชีและรายงานการเงินแผ่นดินในปัจจุบันเป็นหลักการที่ได้นำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อรับทราบการปรับเปลี่ยนหลักการจัดทำรายงานการเงินของแผ่นดิน เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2552 ให้จัดทำตามเกณฑ์คงค้างแบบผสม (Modified Accrual Basis) โดยมีขั้นตอนโดยสรุป ดังนี้

1.1 กรมบัญชีกลางทำบัญชีชุดรัฐบาลโดยบันทึกข้อมูลการรับจ่ายเงินคงคลังของรัฐบาลเป็นหลักด้วยเกณฑ์เงินสด (Cash Basis) ซึ่งประกอบด้วย รายการเงินรายได้แผ่นดิน เงินงบประมาณรายจ่าย และเงินนอกงบประมาณที่ส่วนราชการฝากไว้กับกระทรวงการคลังและจะปรับปรุงบัญชีค้างรับค้างจ่ายตามเกณฑ์คงค้าง (Accrual Basis) เมื่อสิ้นปีงบประมาณ

1.2 กรมบัญชีกลางรวบรวมข้อมูลที่มีสาระสำคัญเฉพาะสินทรัพย์และหนี้สินของรัฐบาลจากส่วนราชการที่ทำหน้าที่บริหารจัดการแทนรัฐบาล ได้แก่ ข้อมูลที่ดินราชพัสดุจากกรมธนารักษ์ ข้อมูลเงินลงทุนจากสำนักงานรัฐวิสาหกิจ และข้อมูลหนี้สาธารณะจากสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ ตามลำดับ มาปรับปรุงบัญชีชุดรัฐบาล

1.3 กรมบัญชีกลางนำข้อมูลบัญชีตามข้อ 1.1 และ 1.2 แสดงในรายงานการเงินแผ่นดินส่งให้ สตง.ตรวจสอบและรับรอง ก่อนนำเสนอคณะรัฐมนตรีและรัฐสภาต่อไป ตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ.2548 เป็นต้นมา

2. โครงการรับจำนำข้าว เป็นโครงการที่ใช้เงินของ ธกส.ดำเนินการไปก่อนแล้วรัฐบาลจึงตั้งงบประมาณชดใช้คืนเป็นรายปีจนกว่าจะครบวงเงิน ดังนั้น ธกส. จึงเป็นผู้ทำบัญชีโครงการนี้เพื่อแสดงต่อรัฐบาลประกอบการขอตั้งงบประมาณ ธกส.จึงไม่ต้องส่งข้อมูลดังกล่าวให้กรมบัญชีกลาง เนื่องจากเป็นรายการที่ไม่ต้องนำมาทำบัญชีในชุดรัฐบาล อย่างไรก็ดี กรมบัญชีกลางจะรับรู้รายการนี้และลงบัญชีเฉพาะการจ่ายเงินงบประมาณใช้คืนให้ ธกส.โดยลงบัญชีเป็นรายจ่ายตามงบประมาณตามปกติในปีที่ ธกส. ได้รับการจัดสรรงบประมาณ

3. จากหลักการจัดทำบัญชีและรายงานการเงินแผ่นดินตามเกณฑ์คงค้างแบบผสม (Modified Accrual Basis) ดังกล่าว จึงไม่มีหรือไม่สามารถมีรายการผลขาดทุนจากโครงการรับจำนำข้าวตามคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมือง จำนวน 536,908.30 ล้านบาท ที่ดำเนินการโดย ธกส.เป็นรายการบัญชีค่าใช้จ่ายแยกต่างหากในรายงานการเงินแผ่นดินที่กรมบัญชีกลางจัดทำสำหรับปีสิ้นสุด 30 กันยายน 2558และ 2557 ได้ ซึ่งเป็นไปตามหลักการบัญชีที่ได้เสนอ ครม.รับทราบ

นางแบบ ร้องปอท. หนุ่มทักแชทมาขอเลี้ยงดู แต่กลับถูกโพสต์ประจาน

นางแบบเซ็กซี่ ร้อง ปอท. ถูกนักแสดงตัวประกอบ ทักแชทขอเลี้ยงดู พอไม่ยอมแคปประจาน ด่าเสียหาย

วันนี้ (21 ส.ค.) เวลา 14.00 น. แพทตี้-เขมิกา หัสโก ดาราสาว พร้อมด้วยผู้เสียหาย เข้าแจ้งความที่กองบังคับการป้องกันปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ดำเนินคดีในข้อหาหมิ่นประมาท และทำให้เสียชื่อเสียง เนื่องจากมีผู้ใช้เฟซบุ๊กผู้ชายคนหนึ่ง ได้โพสต์ภาพของ น.ส.เขมิกา พร้อมข้อความอันเป็นเท็จ จนทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง โดยนำภาพข้อความสนทนาในเฟซบุ๊กมาเป็นหลักฐาน

น.ส.เขมิกา เผยว่า เมื่อสัปดาห์ที่แล้วมีเจ้าของเฟซบุ๊กดังกล่าว ทักแช็ตเฟซบุ๊กส่วนตัวของตน “แพทตี้ เขมิกา” ก่อนชักชวนกินข้าวและเสนอเงินเลี้ยงดู พอตนปฏิเสธไม่เล่นด้วย ชายดังกล่าวแคปภาพแชทที่สนทนากับตนไปโพสต์ในเฟซบุ๊กของเขาเอง หาว่าตนขอเงิน 2 แสน และหาว่ามีอะไรกับตนแล้ว สร้างความเสื่อมเสียให้กับตนอย่างมาก

โดยในเฟซบุ๊ก ผู้ชายคนนั้นจะมีรูปถ่ายคู่กับดารา และมักอ้างตัวเป็นนักแสดง และอวดรวยว่าเป็นเจ้าของร้านทอง มีอพาร์ตเมนท์เป็นของตนเอง เมื่อตรวจสอบและสอบถามเพื่อนๆในวงการทราบว่า ชายดังกล่าวเป็นนักแสดงตัวประกอบ หรือเอ็กซ์ตร้า ปัจจุบันโมเดลลิ่งต่างๆ ก็ไม่รับหางานให้แล้ว

ผู้เสียหายอีก 1 คน ระบุว่า ตนเคยพบชายคนดังกล่าวให้กองถ่าย เป็นนักแสดงตัวประกอบ และพยายามตีสนิทนักแสดงประกอบและนักแสดงหลัก โดยแอบอ้างว่าตนมีฐานะ มีกิจการร้านทอง ต้องการหาคนมาเลี้ยงดู นอกจากนี้ ยังแชทมาหาตนให้เชิงคุกคามทางเพศต่าง ๆ นานา แต่เมื่อเจอกลับทำเป็นไม่รู้จัก รวมทั้งได้ทราบมาว่ามีผู้หญิงหลายคนถูกชายรายดังกล่าวนัดไปเจอ และถูกลวนลามด้วย

ด้าน พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ เผยว่า เบื้องต้นรับแจ้งความลงบันทึกประจำวันไว้ก่อน จากพยานหลักฐานที่ผู้เสียหายเอามาให้ตำรวจ เบื้องต้นไม่เข้าข่ายข้อหา พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14(1) ข้อหานำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ แต่เข้าข่ายความผิด ข้อหา หมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา ในคดีอาญา โทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำและปรับ จึงแนะนำให้ไปแจ้งความโรงพักท้องที่เกิดเหตุ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป