เปิดใจ นศ.ไทย ถึงเส้นทางคว้าทุนรัฐบาลจีน ชี้อยากกลับมาเพิ่มศักยภาพระบบรางไทย

Beijing Jiaotong University หรือที่รู้จักกันในชื่อ Northen Jiaotong University มหาวิทยาลัยแห่งแรกที่รัฐบาลจีนอนุญาตให้รับนักศึกษาต่างชาติมากกว่า 40 ประเทศ ทั้งในเอเชีย แอฟริกา ยุโรป และ อเมริกาเหนือ ที่ปัจจุบันมีนักศึกษาต่างชาติมากกว่า 100 คน จากประเทศต่างๆ 20 ประเทศ

วันนี้ MThai News จะมาถ่ายทอดเรื่องราวของ นายกิตติ เอ่งฉ้วน นักศึกษาปริญญาตรีคณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมศาสตร์โลจิสติกส์ จากมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ผู้ได้รับทุนการศึกษาจาก Beijing Jiaotong University ประเทศจีน เล่าว่า “ผมได้รับโอกาสจากคณาจารย์จากมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยและทุนจากรัฐบาลจีนให้เข้ารับการศึกษาต่อในระดับปริญญาโท ปัจจุบันผมเป็นนักศึกษาปริญญาโทภายใต้ทุนรัฐบาลจีน (Chinese Government Scholarship)กำลังศึกษาต่อในระดับปริญญาโท คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาการบริหารและการจัดการระบบราง มหาวิทยาลัย Beijing Jiaotong University ณ กรุงปักกิ่ง โดยที่ส่วนมากนักศึกษาไทยที่มาเรียนที่นี่ก็จะอยู่กระจัดกระจายกันออกไปตามมหาวิทยาลัยต่างๆ อาทิเช่น มหาวิทยาลัยปักกิ่ง , มหาลัยชิงหวา , มหาวิทยาลัยเทียนจิน

นายกิตติ เอ่งฉ้วน
นายกิตติ เอ่งฉ้วน

นายกิตติเล่าว่า การคัดเลือกจะเริ่มการมีการส่งประวัติของผู้ประสงค์ที่ต้องการที่จะได้รับทุนในการศึกษาในระดับปริญญาโทให้กับทางคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย อย่างเช่น RESUME, ผลสอบภาษาอังกฤษ TOEIC,TOEFL,IELTS, ผลการเรียน (Transcript) สำหรับนักศึกษาที่กำลังศึกษา เพื่อคัดเลือกนักศึกษาที่เหมาะสมที่จะได้เป็นตัวแทนมหาลัยเพื่อที่จะศึกษาต่อ

หลังจากผ่านรอบแรกมาแล้วนั้น ก็จะเป็นในส่วนของการเตรียมเอกสารซึ่งจะต้องยึดในส่วนของ Chinese Government Scholarship Requirements เป็นตัวหลัก ซึ่งในส่วนนี้จะเป็นในส่วนของการจัดเตรียมเอกสารก็จะมีตั้งแต่ ผลการตรวจสุขภาพ, ใบผลการเรียน (Transcript), แผนในการศึกษาต่อ (Study Plan), ผลคะแนนสอบวัดความรู้ด้านภาษาอังกฤษ (TOEFL,IELTS,TOEIC), จดหมายรับรองจากทางคณาจารย์อย่างน้อย 2 ฉบับ (Recommendation Letters), รูปภาพ ก็จะต้องขึ้นอยู่กับว่าหลังจากผ่านมาคัดเลือกแล้วนั้นมีเวลาเหลืออีกเท่าไหร่ก่อนจะหมดเวลารับสมัครในส่วนของทุน (CSC – Chinese Government Scholarship) โดยจะต้องทำการลงทะเบียนออนไลน์ และหลังจากนั้นหากขาดเหลือเอกสารอะไร ทางฝั่งของมหาวิทยาลัยที่จีนจะเป็นฝ่ายติดต่อกลับมา

หลังจากนั้น จะได้จดหมายรับรองการเข้าศึกษาต่อ (Admission Letter) ก็เป็นอันเสร็จสิ้น ถ้าเปรียบเทียบด้านจำนวนประชากร (จำนวนนักศึกษา) นักศึกษาที่มหาลัยนี้มีประมาณ 30,000 คน ซึ่งถ้าดูจากจำนวนนี้ ก็จะสามารถเห็นได้เลยว่า การแข่งขันอยู่ในขั้นที่ถือว่าสูงมากๆ ”

เมื่อกล่าวถึงความแตกต่างในการศึกษาระหว่างมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยกับมหาวิทยาลัย Beijing Jiaotong University นายกิตติกล่าวว่า มีความแตกต่างกันในแง่มุมต่างๆ เช่น การจบการศึกษาจากคณะวิศวกรรมศาสตร์โลจิสติกส์ ในระดับชั้นปริญญาตรี โดยมีการปูพื้นฐานในการศึกษามาในเบื้องต้นอย่างได้มาตรฐานสากล พื้นฐานเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ในด้านของมหาวิทยาลัยประเทศจีน ส่วนมากด้านการเรียนการสอนจะเป็นในส่วนของการหยิบยกปัญหาที่เกิดขึ้นจริงๆในชีวิตประจำวัน การเอาประสบการณ์มาสอนโดยตรง

โดยที่นั่นจะมีการอธิบายเกี่ยวกับทฤษฏีบทเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่สำคัญจะลงลึกในด้านของการวิเคราะห์ปัญหา และการปรับแก้ปัญหาเหล่านั้น ซึ่งวิธีการและหลักการก็จะแตกต่างกันออกไป เพื่อที่จะมั่นใจได้ว่านักศึกษามีความพร้อมสำหรับการออกไปทำงานจริงๆหลักจากเรียนจบ ด้วยการที่เป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำด้านระบบรางในประเทศจีน ด้านอุปกรณ์ เครื่องมือ เทคโนโลยี ทุกอย่างถูกยกมาไว้ในมหาลัยนี้ทั้งหมด เช่น รถไฟความเร็วสูงที่กำลังจะสร้างในไทย

ประเทศจีนจะมีห้องทดลองซึ่งทำการศึกษาในส่วนของรถไฟความเร็วสูงโดยเฉพาะ มีการนำหัวรถไฟรวมทั้งเทคโนโลยีต่างๆ เพื่อทำการสรุปและประมวลเหตุการณ์จริงๆที่เกิดขึ้น รวมทั้งการพัฒนาความเร็วของด้านรถไฟอีกด้วย นอกเหนือจากนี้ทางจีนกำลังศึกษาการทำความเร็วของรถไฟความเร็วสูงให้แตะ 600 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เพื่อพัฒนาระบบขนส่งมวลชนให้มีประสิทธิภาพมากว่าเดิม

“สิ่งที่ผมอยากจะฝากถึงน้องๆคณะวิศวกรรมศาสตร์ ทุกๆมหาวิทยาลัยในประเทศไทยรวมถึงมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยของผมเองที่กำลังศึกษาและสนใจที่จะเข้ารับการศึกษาที่ประเทศจีนโดยเฉพาะระบบราง โดยส่วนตัวคิดว่าถ้าน้องๆอยากจะเก่งทางด้านนี้ แนะนำให้มาเรียนที่นี่ครับ ส่วนในเรื่องของการเตรียมตัว พี่อยากจะให้น้องๆเตรียมตัวแต่เนิ่นๆครับ ยกตัวอย่างเช่น ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน แล้วก็พยายามติดตามข่าวสารจากทางคณะอย่างต่อเนื่องนะครับเพื่อจะได้ไม่พลาดโอกาส สุดท้ายนี้พี่อยากจะฝากแค่ว่า อย่าละทิ้งความมุ่งมั่นครับ ขอบคุณครับ” นายกิตติ กล่าวทิ้งท้าย

ตำรวจหอบสำนวนกว่า 800 หน้า ส่งอัยการคดีฆ่าน้องหญิง

รอง ผบช.ภ.1 และรอง ผบก.ภ.จว.พระนครศรีอยุธยา พร้อมด้วยคณะพนักงานสอบสวน สืบสวน นำเอกสารสำนวนกว่า 800 หน้า ส่งอัยการคดีฆ่าน้องหญิง

จากกรณี น.ส.นรีกานต์ หรือน้องหญิง ยาวิราช อายุ 19 ปี เสียชีวิตอย่างปริศนา หลังจากเดินทางกลับจากเที่ยวสถานบันเทิงแห่งหนึ่งใน อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยาโดยมี นายสุรพล หรืออ๊อฟ ดาราคำ อายุ 23 ปี เป็นผู้อาสาขับรถเทเลอร์ พาน้องหญิง ส่งกลับบ้าน นายอ๊อฟ อ้างว่าน้องหญิง ได้กระโดดลงจากรถจนเสียชีวิต ญาติไม่เชื่อว่าเป็นอุบัติเหตุ เป็นการฆาตรกรรมอำพราง จนมีการร้องเรียนร้องขอความเป็นธรรม

ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รวบรวมพยานหลักฐาน แจ้งข้อกล่าวหา นายสุรพล หรืออ๊อฟ ดาราคำ อายุ 23 ปี ในข้อหาหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่น หรือกระทำการด้วยประการใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย และเป็นเหตุให้ผู้ถูกหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังถึงแก่ความตาย และทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตาย และฆ่าผู้อื่น

ส่วนน.ส.สิรินาถ หรือเป็ด รอบรัมย์ อายุ 19 ปี ในข้อหาให้กับสนับสนุน หน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่น หรือกระทำการด้วยประการใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย และเป็นเหตุให้ผู้ถูกหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังถึงแก่ความตาย ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ความคืบหน้าล่าสุด วันที่ 21 ส.ค. ที่สำนักงานอัยการภาค 1 จ.พระนครศรีอยุธยา พล.ต.ต.ธิติ แสงสว่าง รอง ผบช.ภ.1 พ.ต.อ.ภัทรภณ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา รอง ผบก.ภ.จว.พระนครศรีอยุธยา พร้อมด้วยคณะพนักงานสอบสวน สืบสวน นำสำนวน ในคดี อาญาเลขที่ 509/2561 การเสียชีวิตของน.ส.นรีกานต์ หรือน้องหญิง ยาวิราช อายุ 19 ปี จำนวนกว่า 800 หน้า ส่งมอบให้กับนายปราโทย์ ศรีเตียเพ็ชร อธิบดีอัยการภาค 1 เรือโทพลัฎฐ์ ทัพพ์พัฒนะ อัยการผู้เชี่ยวชาญ สำนักงานอัยการภาค 1 รักษาราชการ ในตำแหน่ง อัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

พล.ต.ต.ธิติ แสงสว่าง รอง ผบช.ภ.1 กล่าวว่า ทางพนักงานสอบสวนที่ตั้งขึ้นมาใหม่ของตำรวจภูธรภาค1 ได้รวบรวมพยานหลักฐานครบถ้วนสมบูรณ์ พยานหลักฐานต่างๆสามารถดำเนินคดีกับผู้ต้องหาทั้ง2 คนได้

นายปราโทย์ศรีเตียเพ็ชร อธิบดีอัยการภาค 1 กล่าวว่าขั้นตอนต่อไปทางคณะอัยการภาค1 และอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จะร่วมกันพิจารณาสำนวนอย่างเป็นธรรม รอบครอบเพื่อส่งให้ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ทันในกรอบของการฝากขังซึ่งจะมีในส่วนที่ทางพนักงานสอบจะขอเสนอสั่งไม่ฟ้อง กับนายอ๊อฟ ในข้อหากักขังหน่วงเหนี่ยวทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ที่มีการแจ้งข้อกล่าวหากับผู้ต้องในครั้งแรก ซึ่งจะมีการพิจารณาอีกครั้ง

อดีตสมาชิกเทศบาลกุดสิม ยิงภรรยาเสียชีวิต ก่อนฆ่าตัวตายตาม

อดีตสมาชิกเทศบาลกุดสิม ยิงภรรยาเสียชีวิตก่อนฆ่าตัวตายตาม เบื้องต้นคาดว่า สาเหตุน่าจะมาจากความหึงหวง 

เจ้าหน้าที่ตำรวจรับแจ้งเหตุยิงกันเสียชีวิตภายในบ้านพัก หมู่ 14 บ้านแสนสุข ตำบลคุ้มเก่า อำเภอเขาวง จังหวัดกาฬสินธุ์ เมื่อเข้าตรวจสอบพบศพ นางหอมจันทร์ บุตรมงคลอายุ 56 ปี เป็นแม่บ้านประจำโรงพยาบาลอำเภอเขาวง มีรอยกระสุนถูกยิงเข้าที่ศีรษะ ใกล้กันพบศพสามีคือ นายอมรรัตน์ ตันมงคล อายุ 56 ปี อดีตสมาชิกเทศบาลกุดสิม อำเภอเขาวง สภาพศพถูกยิงกรอกปากใน

ที่เกิดเหตุพบอาวุธปืนยาวขนาด . 22 ตกอยู่ จึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน จากการสอบสวนญาติเชื่อว่า นายอมรรัตน์ น่าจะเป็นคนลั่นไกยิงนางหอมจันทร์ ก่อนยิงตัวตายตาม

เบื้องต้นคาดว่าสาเหตุน่าจะมาจากความหึงหวง ส่วนปมสังหารที่แท้จริงอยู่ระหว่างการตรวจสอบ