ชาวเกาหลีใต้เดินทางไปร่วมงานพบญาติที่เกาหลีเหนือ

ชาวเกาหลีใต้ข้ามพรมแดนร่วมงานพบญาติที่เกาหลีเหนือ

วันที่ 20 ส.ค. 2561 สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน ว่า ขบวนรถบัสโดยสารราว 30 คันของกระทรวงรวมชาติเกาหลีใต้ นำพลเมืองวัยชราชาวเกาหลีใต้รวม 89 คน พร้อมด้วยสมาชิกในครอบครัวและเจ้าหน้าที่อีกจำนวนหนึ่ง ตลอดจนสัมภาระอีกจำนวนมากที่ส่วนใหญ่เป็นสิ่งของเพื่อการอุปโภคบริโภค  เดินทางออกจากเมืองซ็อกโช ทางตอนเหนือของเกาหลีใต้ ข้ามเขตปลอดทหาร หรือ ดีเอ็มซี เข้าสู่เกาหลีเหนือ เมื่อช่วงเช้าของวันจันทร์ตามเวลาท้องถิ่น

ชาวเกาหลีใต้กลุ่มนี้ มีอายุเฉลี่ยอยู่ที่มากกว่า 80 ปี และมากที่สุดคือนายแบ็ค ซอง-คยูอายุ 101 ปี เป็นผู้ผ่านการคัดเลือกจากรัฐบาลเกาหลีใต้ ให้เข้าร่วมกิจกรรมพบปะกับสมาชิกในครอบครัวและญาติมิตรในเกาหลีเหนือ ที่พลัดพรากจากกันนานกว่า 60 ปี ระหว่างสงครามเกาหลีระหว่างปี 2493-2496 ที่รีสอร์ตบนภูเขาคุมกัง ทางตะวันออกเฉียงใต้ของเกาหลีเหนือ

ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่มีการจัดรวมญาติสองเกาหลี นับตั้งแต่เดือนต.ค. 2558 โดยเป็นไปตามข้อตกลงระหว่างประธานาธิบดีมุน แจ-อิน ผู้นำเกาหลีใต้ กับนายคิม จอง-อึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ที่พบหารือกันที่หมู่บ้านปันมุนจอม เมื่อเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา

กิจกรรมการพบญาติ 2 เกาหลีทั้ง 20 ครั้ง นับตั้งแต่ปี 2543  สำหรับชาวเกาหลีใต้ที่ได้รับการคัดระบุว่า งานนี้เป็น “โอกาสทองเพียงครั้งเดียว” ที่พวกเขารอคอยมาทั้งชีวิต ที่มีกฎระเบียบและการสนทนาระหว่างพลเมืองของทั้งสองฝ่ายอย่างเคร่งครัด โดยจะมีการแบ่งการพบกันออกเป็น 6 รอบตลอดทั้ง 3 วันของการจัดกิจกรรม ภายใต้การสังเกตการณ์อย่างใกล้ชิดของเจ้าหน้าที่เกาหลีเหนือ โดยการพบกันทุกรอบ รวมกันแล้วเป็นเวลา 11 ชั่วโมง และการใช้เวลาอยู่รวมกันจะสิ้นสุดในวันพุธที่ 22 ส.ค. นี้

ที่มา www.bbc.com

ตื่นตา! พบฉลามวาฬ โผล่อวดโฉม ที่เกาะพีพี

ฉลามวาฬขนาดใหญ่ โผล่ว่ายน้ำใกล้ๆ หมู่เกาะพีพี อวดฉมให้นักท่องเที่ยวได้ชม

ผู้สื่อข่าว MThai ได้รายงานว่า ที่กระบี่ ได้เกิดเรื่องราวสุดประทับใจขึ้น เมื่อมีฉลามวาฬตัวขนาดใหญ่โผล่ว่ายน้ำในทะเลบริเวณหมู่เกาะพีพี เขตอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี กระบี่ อวดโฉมให้นักท่องเที่ยวได้ชมกันอย่างใกล้ชิด จนสร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับนักดำน้ำ และนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก

โดยเรื่องราวดังกล่าวถูกเผยแพร่ผ่าน นายแอนดรูว์ เฮเวิร์ด นักประดาน้ำ ชาวต่างชาติ และนักอนุรักษ์ที่ประกอบธุรกิจอยู่บนเกาะพีพี จังหวัดกระบี่ เผยว่า ตนและทีมงานทำงานด้านการอนุรักษ์ใต้ทะเล เข้ามาทำงานอยู่ในทะเลอันดามันนานหลายปีแล้ว โดยทำงานร่วมกับกลุ่มอนุรักษ์ของไทย ทั้งเรื่องการอนุรักษ์สัตว์ทะเลที่ใกล้สูญพันธุ์ การฟื้นฟูแหล่งปะการัง

ฉลามวาฬ

โดยช่วงนี้พบเห็นฉลามวาฬ ได้บ่อย ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีในเรื่องของความอุดมสมบูรณ์ของทะเลแถบนี้ อย่างไรก็ตามทางทีมงานจะคอยแจ้งนักท่องเที่ยวตลอดว่า หากพบเห็นฉลาวาฬ ก็สามารถว่ายน้ำดูใกล้ๆ ได้ แต่อย่าไปรบกวน หรือเข้าไปสัมผัสตัว เพราะจะไปรบกวนการใช้ชีวิตของฉลามวาฬ

ด้านนายแสน ศรีงาม ประมงจังหวัดกระบี่ กล่าวว่า การที่นักท่องเที่ยวพบฉลามวาฬ บ่งบอกถึงความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรทางทะเลจังหวัดกระบี่ ส่วนหนึ่งมาจากการรณรงค์อย่างต่อเนื่องตลอดกว่า 10 ที่ผ่านมา รวมทั้งการปิดอ่าว ขยายเขตห้ามจับสัตว์น้ำ ทำให้ทรัพยากรสัตว์น้ำมีความอุดมสมบูรณ์

และเพื่อความปลอดภัยเมื่อพบฉลามวาฬ ห้ามสัมผัสตัว เพราะทำให้ฉลามวาฬกลัว จนทำอันตรายได้ แต่ควรรักษาระยะห่างจากฉลามวาฬ 3-4 เมตร โดยเฉพาะบริเวณหาง เพื่อป้องกันการถูกฟาดโดยไม่ตั้งใจ และไม่ควรนำเรือเข้าใกล้ฉลามวาฬ น้อยกว่า 20 เมตร

ผลกระทบจาก ‘พายุโซนร้อนเบบินคา’ ทำหลายพื้นที่น้ำท่วมฉับพลัน

ผลกระทบจากพายุโซนร้อนเบบินคา ทำให้หลายพื้นที่ เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก เช่น ที่อำเภอไทรโยค ชาวบ้านเร่งขนทรัพย์สินขึ้นที่สูง จากการระบายน้ำของเขื่อนวชิราลงกรณ

ทหารสนธิกำลัง ร่วมกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง เร่งช่วยชาวบ้านปากแซง ตำบลท่าเสา อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี ขนย้ายทรัพย์สินไปไว้ที่สูง หลังได้รับผลกระทบ จากการระบายน้ำของเขื่อนวชิราลงกรณ และอิทธิพลของพายุ “เบบินคา” ส่งผลให้ปริมาณน้ำในลำน้ำแควน้อย เพิ่มระดับสูงขึ้นจนเอ่อล้นเข้าท่วมบ้านเรือน ที่อยู่ริมฝั่งแม่น้ำ

ทั้งนี้ นายวุฒิเดช ก้อนทองคำ ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบ บอกว่า อิทธิพลของพายุเบบินคา ทำให้ฝนตกมาเกือบทั้งคืน อีกทั้งปริมาณน้ำที่ระบายออกมาจากเขื่อนวันละ 43 ล้านลูกบาศก์เมตร ทำให้น้ำเอ่อล้นตลิ่งเข้าท่วมบ้านเรือนริมแม่น้ำ สูงกว่า 20 เซนติเมตร ทำให้ทุกคนต้องดับไฟฟ้าและจุดเทียนตลอดทั้งคืน ซึ่งจนถึงขณะนี้น้ำท่วมมีแนวโน้มสูงขึ้นอีก เนื่องจากระหว่างวันที่ 23-27 เดือนนี้ เขื่อนแจ้งว่าจะเพิ่มการระบายน้ำเป็น 53 ล้านลูกบาศก์เมตร

ล่าสุด ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี ได้ออกหนังสือแจ้งเตือนถึงทุกอำเภอ ให้เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำ ตลอด 24 ชั่วโมง เนื่องจากเกรงว่าจะเกิดอุทกภัย น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม

ส่วนที่จังหวัดเชียงราย ฝนที่ตกหนักส่งผลทำให้น้ำในแม่น้ำคำที่ไหลผ่านหลายตำบลของอำเภอแม่จัน กัดเซาะตลิ่ง พนังกั้นน้ำริมฝั่งเขตหมู่บ้านม่วงคำใหม่ หมู่ 13 ตำบลแม่คำ พังทลายมาทั้งแถบหลายจุด ทำให้มวลน้ำปริมาณมากทะลักเข้าท่วมบ้านเรือนกว่า 300 หลัง ประชาชนได้รับความเดือดร้อน ขณะที่ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายสั่งการให้เจ้าหน้าที่เฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง เนื่องจากยังมีฝนตกและน้ำอาจท่วมขยายวงกว้างได้อีก

ขณะที่ระดับน้ำในแม่น้ำโขง อำเภอปากชม จังหวัดเลย ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้น้ำเข้าท่วมร้านอาหารที่อยู่ริมแม่น้ำ กว่า 10 แห่ง /เจ้าของร้าน ต้องขนย้ายทรัพย์สินขึ้นที่สูง โดยระดับน้ำโขงที่สูงขึ้น ยังได้หนุนลำน้ำสาขาทั้ง แม่น้ำเหือง แม่น้ำเลย ลำน้ำฮวย และแม่น้ำชม ทำให้น้ำเข้าท่วมพื้นที่เกษตรและบ้านเรือนที่อยู่ที่ราบลุ่มหลายหมู่บ้าน / ด้านผู้ว่าราชการจังหวัดเลย ออกหนังสือด่วนสุดถึง นายอำเภอเชียงคาน และนายอำเภอปากชม เตรียมความพร้อมรับสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง

ที่บ้านนาผา ตำบลกองควาย อำเภอเมือง จังหวัดน่าน ถูกน้ำไหลเข้าท่วมกว่า 400 หลังคาเรือน ระดับน้ำท่วมสูง 1 -2 เมตร มานานกว่า 3 วันแล้ว ทำให้ชาวบ้านใช้ชีวิตด้วยความลำบาก หลายคนเก็บข้าวของไม่ทันต้องปล่อยให้จมใต้น้ำ และรอความช่วยเหลือจากทางการ / ส่วนพืชสวน ไร่ข้าวโพด และนาข้าวที่อยู่ในพื้นที่ลุ่มถูกน้ำท่วมเสียหายทั้งหมด

ขณะที่ ศูนย์เฉพาะกิจชั่วคราวในภาวะวิกฤต สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ได้รายงานสถานการณ์น้ำว่า ภาพรวมการเกิดน้ำป่าไหลหลากและน้ำล้นตลิ่งท่วมบ้านเรือนราษฎร และพื้นที่ทางการเกษตรเสียหายแล้ว 9 อำเภอของจังหวัดน่าน คือ สันติสุข ปัว แม่จริม ทุ่งช้าง ท่าวังผา เมืองน่าน เชียงกลาง ภูเพียง และเวียงสา โดยปริมาณน้ำจากแม่น้ำน่าน จะไหลผ่าน อ. เมืองน่าน และ อ.เวียงสา ลงสู่เขื่อนสิริกิติ์ทั้งหมด