เกษตรกรเมืองเชียงใหม่สุดเซ็ง น้ำป่าหลากทำปลาตายยกกระชัง

น้ำป่าหลากทำปลาทับทิมน็อกน้ำทยอยตายยกกระชัง ชาวบ้านเร่งตักขายราคาถูก

ผู้เลี้ยงปลากระชัง ในอำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ เร่งตักปลาทับทิมที่เลี้ยงไว้ในกระชังริมแม่น้ำปิงขึ้นมาขายในราคาถูก หลังปลาเกิดภาวะน็อกน้ำเพราะผลกระทบจากระดับน้ำในแม่น้ำปิงที่เพิ่มสูงขึ้น เพราะฝนที่ตกลงมาอย่างหนักจากอิทธิพลของพายุ”เบบินคา” ทำให้น้ำป่าไหลลงสู่ลำน้ำแม่แตง ก่อนจะไหลลงมายังแม่น้ำปิง ทำให้น้ำเปลี่ยนสีจนปลาทับทิมที่ชาวบ้านเลี้ยงไว้เริ่มทยอยตายเป็นจำนวนมาก

สำหรับปลาทับทิมที่ผู้เลี้ยงตักขึ้นมาขาย อยู่ที่กิโลกรัมละ 50 – 60 บาทเท่านั้น จากปกติขายอยู่ที่กิโลกรัมละ 80 บาท แม้ปลาทับทิมจะอยู่ในช่วงกำลังโตพร้อมขายออกสู่ตลาดอีกไม่กี่วันข้างหน้า แต่ผู้เลี้ยงก็ยอมตัดใจขาย เพื่อไม่ให้ขาดทุนไปมากกว่านี้

นอกจากเร่งตักปลาที่เริ่มมีอาการน็อกน้ำขึ้นมาขาย ผู้เลี้ยงต่างเร่งซ่อมแซมกระชังปลาที่ได้รับความเสียหาย จากระดับน้ำที่เพิ่มสูงและไหลแรงขึ้น อย่างไรก็ตามมีกระชังปลาที่ถูกกระแสน้ำพัดจนได้รับความเสียหายไปบางส่วนแล้ว

นายชัยพฤกษ์ ดวงปันสิงห์ อายุ 42 ปี เจ้าของกระชังปลา ส.รุ่งธิวาฟาร์ม กล่าวว่า ฟาร์มกระชังปลาของตนเองยังโชคดีไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เพราะสามารถผูกกระชังที่อยู่ริมน้ำปิงไว้ได้ทัน และปลาส่วนใหญ่ยังมีขนาดเล็กโตไม่เต็มที่ แต่มีกระชังปลาของผู้เลี้ยงรายอื่นได้รับความเสียหายประมาณ 11 ราย บางรายไม่สามารถกู้กระชังได้ทัน ถูกกระแสน้ำที่เชี่ยวกราดซัดจนปลาหลุดออกจากกระชังไปเป็นจำนวนมาก

‘ศรีสุวรรณ’ จ่อร้อง ป.ป.ช.สอบ มท.1 ปมเอี่ยวโครงการจัดการขยะหรือไม่

‘ศรีสุวรรณ’ จ่อร้อง ป.ป.ช.สอบ มท.1 ปมเอี่ยวโครงการจัดการขยะหรือไม่ 20 ส.ค.นี้

วันนี้(19 ส.ค.) นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เผยว่า ตามที่ปรากฏในสื่อมวลชนทั่วไปว่า บุตรชาย รมว.มหาดไทยบุกพบผู้ว่าฯภูเก็ตเมื่อ 3 พ.ค. ที่ผ่านมา ปรากฏชื่อหราในวาระงานผู้บริหารระดับสูงของจังหวัด จนกลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันทั่วว่า มท.1 มีเอี่ยวกับโครงการบริหารจัดการขยะหรือไม่ เนื่องจากมีการออกกฎหมายลักษณะรวบอำนาจดึงการแก้ไขปัญหาขยะมาดูแล และมุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาขยะโดยการให้ท้องถิ่นรวมตัวกัน(Clusters)เพื่อกำจัดขยะ แต่ทว่าท้องถิ่นส่วนใหญ่กลับมุ่งเน้นสร้างโรงเผาขยะเพื่อผลิตไฟฟ้า แทนที่จะใช้วิธีการฝังกลบอย่างถูกหลักสุขาภิบาล(Sanitary Landfilled) ซึ่งจะใช้งบประมาณน้อยกว่ามาก จนกลายเป็นการขัดแย้งกับประชาชนทั่วประเทศในขณะนี้นั้น

จากกรณีดังกล่าวยังไม่มีใครหรือหน่วยงานใด จะสามารถให้คำตอบต่อสังคมไทยได้ว่า มท.1 มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าวหรือไม่ เพราะการให้สัมภาษณ์ของ มท.1 ก็ปฏิเสธมาโดยตลอดว่า “กรณีที่มีการโจมตีบุคคลในครอบครัวของผม เข้าไปเกี่ยวข้องกับการสร้างโรงไฟฟ้ากำจัดขยะนั้น ยืนยันว่าครอบครัวไม่ได้ยุ่งเกี่ยวแน่นอน ลูกชายบอกว่าไม่ได้ไปยุ่งเกี่ยว หรือร่วมทุนกับใคร เรื่องนี้ไม่ใช่จะมากล่าวหากันบ่อยๆได้ ถ้าคิดว่ามีข้อมูล ก็ไปร้องทุกข์กล่าวโทษกับหน่วยงานที่รับผิดชอบในการตรวจสอบ ประเทศชาติถ้ามีใครโกง ต้องจับเข้าคุก ไม่ใช่มาด่าทอส่งเดช ขอแนะนำว่า อย่ามาโจมตี ควรจะไปบอกหน่วยงานที่เขามีอำนาจในการตรวจสอบ และลงโทษ”

เมื่อท้าทายเช่นนั้น สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย จึงจะนำความไปร้องเรียนต่อ ป.ป.ช. เพื่อตรวจสอบ ตามที่ท่านท้าทาย เพราะวันนี้มีท้องถิ่นมีถึง 7,852 แห่ง ขณะที่กองขยะจากการสำรวจ พบว่ามี 2,810 กอง มีการสั่งการให้รวมตัวกันเป็นเป็นกลุ่มถึง 324 คลัสเตอร์ การลงทุนสร้างโรงเผาขยะผลิตไฟฟ้าแต่ละแห่งจะใช้เงินลงทุนไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท ซึ่งจะมีเม็ดเงินหมุนเวียนในเรื่องนี้มากกว่า 324,000 ล้านบาท

ซึ่งชี้ให้เห็นว่าปัญหาขยะกำลังจะกลายเป็นแหล่งผลประโยชน์มหาศาลของผู้มีอำนาจที่เกี่ยวข้องเลยทีเดียว และกรณีที่ มท.1 ออกประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การจัดการมูลฝอย 2560 และ พรบ.รักษาความสะอาด (ฉบับที่ 2) 2560 และหนังสือสั่งการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องนั้น อาจเข้าข่าย “การขัดกันแห่งผลประโยชน” ตามที่รัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา184(2)ประกอบมาตรา186 ห้ามไว้ และเป็นการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนบุคคลกับผลประโยชน์ส่วนรวม ตามมาตรา 126 แห่ง พรบ.ป.ป.ช.2561 หรือไม่ด้วย โดยสมาคมฯจะเดินทางไปยื่นคำร้องต่อ ป.ป.ช.ในวันจันทร์ที่ 20 ส.ค.2560 เวลา 10.30 น. ณ สำนักงาน ป.ป.ช. ถนนสนามบินน้ำ ปากเกร็ด จ.นนทบุรี