ช่วยกันวุ่น!! หนูน้อยวัย 2 ขวบ ติดอยู่ในรถยนต์ขณะพ่อลงไปเสียค่าปรับ

หนูน้อยวัย 2 ขวบ ติดอยู่ในรถยนต์หลังตำรวจจราจรเรียกจอดเปรียบเทียบปรับ พ่อและแม่ลงจากรถยนต์หนูน้อยกดล๊อคบานประตู

วันที่ 30 ส.ค. 61 เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรกลาง จังหวัดอ่างทอง ได้ทำการตั้งด่านกวดขันวินัยจราจร อยู่ที่บริเวณถนนสายเอเชีย ขาขึ้นเหนือ หมู่ 1 ตำบลจระเข้ร้อง อำเภอไชโย จังหวัดอ่างทอง พบรถยนต์กระบะ ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นรีโว่ 4 ประตู สีขาว หมายเลขทะเบียน กต 2560 กำแพงเพชร ซึ่งขับขี่โดยนายกฤษดา รอดกุล อายุ 35 ปี ติดไฟบริเวณหน้ารถยนต์ผิดกฎจราจร จึงเรียกให้หยุดรถยนต์พร้อมทำการเปรียบเทียบปรับ

ซึ่งในขณะที่ นายกฤษดา ลงจากรถยนต์ ได้เรียกภรรยาที่นั่งอยู่เบาะด้านหลัง ให้มานั่งเป็นเพื่อนลูกสาว ทราบชื่อต่อมา ด.ญ.กาญธิดา รอดกุล หรือน้องตัง ตัง วัย 2 ขวบ ที่ด้านหน้ารถยนต์ ซึ่งขณะที่สามีภรรยาได้ออกจากรถยนต์ ทางลูกสาววัย 2 ขวบ ได้กดล๊อคประตูด้านในอย่างไร้เดียงสา จนพากันวุ้นทั้งตำรวจและเจ้าหน้ากู้ภัยสมาคมวีอาร์กู้ภัยอ่างทอง ต้องมาช่วยเปิดประตูล๊อครถยนต์ โดยใช้ลวดค่อยๆ สอดเข้าไปกดสวิตซ์เปิดกระจกให้กระจกเลื่อนลง โดยใช้เวลาในการช่วยเหลือนานประมาณ 30 นาที จึงช่วยออกมาได้สามารถ ท่ามกลางความโล่งอกของเจ้าหน้าที่ จากนั้นทั้งพ่อ แม่ และลูก ต่างกอดและปลอบขวัญกันท่ามกลางความดีใจ

ด้านนาย กฤษดา เล่าให้ฟังว่า เมื่อเช้าที่ผ่านมาตนเองได้เดินทางออกจากบ้านที่ จังหวัดกำแพงเพชร พร้อมด้วยภรรยาและลูกสาว โดยพาลูกสาว น้องตัง ตัง วัย 2 ขวบ ไปฉีดวัคซีนที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ และได้เดินทางกลับบ้านโดยตนเองเป็นคนขับและให้ลูกสาวนั่งที่เบาะหน้าด้านข้างคนขับ ส่วนภรรยานั่งมาที่เบาะหลังเมื่อพบเจ้าหน้าที่ตำรวจเรียกปรับในขอหาติดไฟผิดกฎจราจร จึงได้จอดรถยนต์ข้างทางแล้วลงจากรถยนต์กระบะ เพื่อที่จะไปเสียค่าปรับพร้อมให้ภรรยาลงจากรถยนต์มานั่งด้านหน้ารถยนต์เป็นเพื่อนลูกสาว

แต่ด้วยความไร้เดียงสาลูกสาวไปกดล๊อคประตูรถยนต์กระบะ ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องช่วยกันวุ่นนานกว่า 30 นาที จึงปลดล็อคไว้ได้สำเร็จ ลูกสาววัย 2 ขวบ ไม่ได้รับอันตราย อยู่ในอาการขี้เล่นในวัยไร้เดียงสา และขอบคุณกู้ภัยที่มาช่วยเหลือและเป็นอุทาหรณ์สอนใจในการใช้รถยนต์ ในขณะที่มีเด็กเล็กนั่งอยู่ด้านในต้องมีความระมัดระวังในการเปิดปิดประตูรถยนต์ และได้เดินทางต่อเพื่อกลับภูมิเลาเนาต่อไป

สั่งปิดชั่วคราว! โรงงานเฟอร์นิเจอร์ไฟไหม้ที่ จ.ชลบุรี มีผู้เสียชีวิต 2 คน บาดเจ็บ 13 คน

สั่งปิดชั่วคราว โรงงานเฟอร์นิเจอร์ไฟไหม้ที่ จ.ชลบุรี มีผู้เสียชีวิต 2 คน บาดเจ็บ 13 คน คาดต้นเพลิงน่าจะเกิดจากบริเวณเครื่องดูดฝุ่นที่ไซโล

ความคืบหน้าเหตุเพลิงไหม้โรงงานทำเฟอร์นิเจอร์ไม้ส่งออก บริษัท พีเจ พาราวู๊ด ตำบลคลองกิ่ว อำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี จนทำให้ช่างซ่อมบำรุงของบริษัทเสียชีวิต 2 คน บาดเจ็บ 13 คน เมื่อช่วงบ่ายวานนี้ (29 ส.ค.61)

ล่าสุด พ.ต.อ.เอนก บุตรอินทร์ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรคลองกิ่ว เปิดเผยว่า ต้นเพลิงน่าจะเกิดจากบริเวณเครื่องดูดฝุ่นที่ไซโล ซึ่งขณะเกิดเหตุผู้เสียชีวิตทั้ง 2 คน ได้ขึ้นไปซ่อมและมีผู้เห็นว่าเกิดควันไฟก่อนจะได้ยินเสียงระเบิดดัง และลุกลามกลายเป็นเพลิงไหม้อย่างรวดเร็ว

ด้านกรมโรงงานอุตสากรรมได้สั่งปิดโรงงานชั่วคราว เพื่อรอให้เจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบและต้องทำการซ่อมแซมให้กลับมาอยู่ในสภาพปกติ จึงจะอนุญาตให้ดำเนินการเปิดได้ คาดว่าจะใช้เวลามากกว่าหนึ่งเดือน

กรมการแพทย์เตือน! แคะหูหรือปั่นหูบ่อย เสี่ยงต่อการติดเชื้อในหู อาจทำให้แก้วหูทะลุ

กรมการแพทย์เตือนการแคะหูหรือปั่นหูบ่อย เสี่ยงต่อการติดเชื้อในหู และอาจทำให้แก้วหูทะลุได้ แนะควรดูแลสุขภาพหูอย่างถูกวิธี

นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าขี้หูเป็นสิ่งสกปรกในร่างกายที่ต้องกำจัดออก จึงแคะหรือปั่นหูบ่อยๆ ซึ่งความเป็นจริงแล้ว ขี้หูมีประโยชน์ในการช่วยป้องกันสิ่งแปลกปลอม ช่วยเคลือบช่องหู และมีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ถ้าไม่มีขี้หู จะทำให้รูหูแห้งและคัน รูหูของคนเรามีคุณสมบัติในการทำความสะอาดตัวเอง โดยขี้หูและผิวหนังที่หลุดลอกจะค่อยๆ เคลื่อนที่ออกมาที่ปากรูหูและหลุดออก

ดังนั้น การทำความสะอาดหูโดยใช้ไม้พันสำลีแคะหู ใช้น้ำหยอดหู จึงไม่มีความจำเป็นยกเว้นในบางคน ขี้หูเหนียวและเคลื่อนที่ออกมาช้า ทำให้ขี้หูรวมตัวกันเป็นก้อนภายในรูหู (Cerumen impaction) ทำให้มีอาการหูอื้อ ปวดแน่นในหู กรณีนี้ควรพบแพทย์ เพื่อทำความสะอาดรูหู ไม่ควรแคะเอง เพราะจะทำให้ขี้หูอุดตันถูกดันลึกมากขึ้น

นอกจากนี้ การแคะหูบ่อยๆ อาจทำให้เกิดรอยถลอกหรือแผลในรูหู ก่อให้เกิดการอักเสบของหูชั้นนอก ทำให้มีอาการปวดหู หูอื้อ มีน้ำไหลจากหู และอาจมีเยื่อแก้วหูทะลุได้ กรณีขณะแคะหูอยู่แล้วมีคนหรือสัตว์ชนแขน หรือเดินชนอะไรก็ตาม แล้วทำให้ไม้พันสำลีถูกกระแทกเข้าไปถึงเยื่อแก้วหู ดังนั้น การดูแลรักษาหู คือหลีกเลี่ยงการแคะ แกะ เกาหู ใช้เพียงผ้าเช็ดทำความสะอาดบริเวณนอกรูหูเท่านั้น

นายแพทย์มานัส โพธาภรณ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลราชวิถี กรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การรักษาหูชั้นนอกอักเสบที่ง่ายที่สุดคือการป้องกัน โดยเฉพาะหลีกเลี่ยงการแคะหูบ่อยๆ และเมื่อเกิดการอักเสบของหูชั้นนอกแล้ว การรักษาทำได้โดยการทำความสะอาดหูโดยแพทย์เฉพาะทางหู คอ จมูก การใช้ยาปฏิชีวนะชนิดหยอด และให้ยาแก้อักเสบเพื่อลดอาการปวดในรูหู

กรณีที่มีเยื่อแก้วหูทะลุจากอุบัติเหตุแคะหู ทำให้การได้ยินแย่ลง ซึ่งรูทะลุสามารถปิดเองได้ โดยใช้เวลาประมาณ 1 เดือน ระหว่างนี้ผู้ป่วยต้องระวังป้องกันไม่ให้น้ำเข้าหู แต่ถ้าเยื่อแก้วหูทะลุไม่ปิด แพทย์อาจพิจารณาผ่าตัดเพื่อปะเยื่อแก้วหูให้ผู้ป่วย กรณีมีข้อสงสัยหรือมีปัญหาเรื่องหู เช่น การได้ยินแย่ลง มีน้ำไหลจากหู ปวดหู มีเสียงดังผิดปกติในหู หูอื้อ สามารถปรึกษาแพทย์หู คอ จมูก เพื่อการวินิจฉัยและรักษาที่ถูกต้อง

ขอบคุณข้อมูลจาก ฝ่ายประชาสัมพันธ์ กรมการแพทย์