หนุ่มซิ่งบิ๊กไบค์ แหกโค้งชนฟุตบาทคอหัก ดับอนาถ

หนุ่มซิ่งบิ๊กไบค์ แหกโค้งชนฟุตบาทคอหัก ดับอนาถ

วันที่ 19 สิงหาคม 2561 เมื่อเวลา 03.20 น. ร.ต.อ.ภานุวัฒน์ หะรังศรี รองสารวัตรสอบสวน สภ.ปากคลองรังสิต ได้รับแจ้งมีอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ชนกับฟุตบาทมีผู้เสียชีวิตที่เกิดเหตุใต้ต่างระดับข้ามแยกบางพูนช่วงโค้งไนท์อินทร์ ถนนรังสิต-ซ่อมสร้าง มุ่งหน้าสะพานปทุมธานี2 ตำบลบางพูน อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี จึงรุดตรวจสอบยังที่เกิดเหตุ พร้อมด้วยแพทย์จากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์กระทรวงยุติธรรม อาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญู

ในที่เกิดเหตุพบรถจักรยานยนต์บิ๊กไบค์ยี่ห้อคาวาซากิรุ่นเวอร์ซิส 650 ซีซี สีเหลือง-ดำหมายเลขทะเบียน 3กว-3838 กรุงเทพมหานคร ล้อคว่ำอยู่ริมทางหน้ารถมีร่องรอยการชนเข้ากับเสาไฟฟ้าและฟุตบาทจนได้รับความเสียหาย ห่างกันเล็กน้อยด้านบนฟุตบาทพบผู้เสียชีวิตเป็นชาย 1 ราย ทราบชื่อต่อมาคือ นายอนุสรณ์ มะยมทอง อายุ 38 ปี อยู่บ้านเลขที่ 12/1 หมู่ที่ 3 ตำบลนายาว อำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี เบื้องต้นสันนิษฐานว่าผู้ตายขับขี่มาด้วยความเร็วซึ่งจนเกิดเหตุเป็นทางโค้งทำให้รถจยย.ที่มาด้วยความเร็วแหกโค้งจนเกิดอุบัติเหตุจนเสียชีวิตคนทำให้คอหัก

ร.ต.อ.ภานุวัฒน์ หะรังศรี รองสว.สอบสวนสภ.ปากคลองรังสิต เปิดเผยว่า ได้ตรวจสอบที่เกิดเหตุพร้อมบันทึกภาพเก็บไว้เป็นหลักฐานเบื้องต้นได้ให้อาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญูนำร่างผู้เสียชีวิตส่งสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ร.พ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติเพื่อรอญาติรับศพกลับไปบำเพ็ญกุศลทางศาสนาต่อไป

ปภ. เผย 9 จังหวัดยังมีน้ำท่วมหนัก น่านหนักสุดกระทบ 9 อำเภอ

ปภ.รายงานสถานการณ์อุทกภัยจากพายุโซนร้อน และมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ รวม 9 จังหวัด ประสานเร่งระบายน้ำต่อเนื่อง – ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยโดยเร็ว

กระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) รายงานอุทกภัยจากอิทธิพลของพายุโซนร้อนและมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ทำให้เกิดสถานการณ์ภัย รวม 38 จังหวัด สถานการณ์คลี่คลายแล้ว 29 จังหวัด ยังคงมีสถานการณ์อุทกภัยใน 9 จังหวัด แยกเป็น สถานการณ์ภัยจากพายุโซนร้อน “เบบินคา” 4 จังหวัด ได้แก่ น่าน พะเยา เชียงราย และลำปาง สถานการณ์ภัยจากพายุโซนร้อน “เซินติญ” 5 จังหวัด ได้แก่ นครพนม อุบลราชธานี บึงกาฬ กาฬสินธุ์ และเพชรบุรี ซึ่ง ปภ. ได้ร่วมกับหน่วยทหาร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่อย่างต่อเนื่อง รวมถึงแจกจ่ายถุงยังชีพและเครื่องอุปโภคบริโภคแก่ผู้ประสบภัย เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้นแล้ว

นายชยพล ธิติศักดิ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดเผยว่า อิทธิพลของพายุโซนร้อน “เบบินคา” และมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ตั้งแต่วันที่ 17 – 19 สิงหาคม 2561 ทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก น้ำล้นตลิ่ง และดินถล่มใน 6 จังหวัด ได้แก่ น่าน เชียงราย ลำปาง พะเยา เชียงใหม่ และแม่ฮ่องสอน รวม 35 อำเภอ 122 ตำบล 472 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 5,252 ครัวเรือน 13,425 คน ผู้เสียชีวิต 1 ราย สถานการณ์คลี่คลายแล้ว 2 จังหวัด ยังคงมีสถานการณ์อุทกภัย 4 จังหวัด รวม 25 อำเภอ 110 ตำบล 454 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 5,228 ครัวเรือน 13,381 คน ได้แก่

น่าน น้ำไหลหลากเข้าท่วมในพื้นที่ 9 อำเภอ ได้แก่ อำเภอสันติสุข อำเภอแม่จริม อำเภอท่าวังผา อำเภอปัว อำเภอเมืองน่าน อำเภอเชียงกลาง อำเภอภูเพียง อำเภอเวียงสา และอำเภอทุ่งช้าง รวม 50 ตำบล 202 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 2,365 ครัวเรือน 5,917 คน ปัจจุบันระดับน้ำเพิ่มขึ้น

พะเยา น้ำไหลหลากและ เกิดดินสไลด์ในพื้นที่ 6 อำเภอ ได้แก่ อำเภอปง อำเภอเชียงม่วน อำเภอเชียงคำ อำเภอแม่ใจ อำเภอเมืองพะเยา และอำเภอดอกคำใต้ รวม 25 ตำบล 154 หมู่บ้าน 3 ชุมชน ประชาชนได้รับผลกระทบ 2,680 ครัวเรือน 6,970 คน ผู้เสียชีวิต 1 ราย ปัจจุบันระดับน้ำเพิ่มขึ้น

เชียงราย น้ำไหลหลากเข้าท่วมในพื้นที่ 6 อำเภอ ได้แก่ อำเภอแม่ลาว อำเภอเทิง อำเภอพาน อำเภอแม่สรวย อำเภอเวียงป่าเป้า และอำเภอแม่จัน รวม 22 ตำบล 64 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 80 ครัวเรือน 216 คน ปัจจุบันระดับน้ำลดลง

และลำปาง น้ำไหลหลากเข้าท่วมในพื้นที่ 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอวังเหนือ อำเภองาว อำเภอเมืองปาน และอำเภอแจ้ห่ม รวม 13 ตำบล 34 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 103 ครัวเรือน 278 คน ปัจจุบันระดับน้ำเพิ่มขึ้น

ส่วนสถานการณ์จากอิทธิพลพายุโซนร้อน “เซินติญ” และมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ตั้งแต่วันที่ 17 กรกฎาคม – 19 สิงหาคม 2561 ทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และดินถล่มใน 32 จังหวัด รวม 109 อำเภอ 405 ตำบล 2,350 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 51,161 ครัวเรือน 149,831 คน ผู้เสียชีวิต 2 ราย สถานการณ์คลี่คลายแล้ว 27 จังหวัด ยังคงมีสถานการณ์อุทกภัย 5 จังหวัด รวม 24 อำเภอ 137 ตำบล 1,041 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 19,493 ครัวเรือน 58,005 คน ได้แก่

นครพนม น้ำล้นตลิ่งในพื้นที่ 10 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองนครพนม อำเภอเรณูนคร อำเภอปลาปาก อำเภอท่าอุเทน อำเภอธาตุพนม อำเภอนาแก อำเภอวังยาง อำเภอศรีสงคราม อำเภอนาหว้า และอำเภอนาทม

อุบลราชธานี ยังคงมีสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่อำเภอเขื่องใน

บึงกาฬ น้ำในแม่น้ำโขงล้นตลิ่งในพื้นที่ 5 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองบึงกาฬ อำเภอบุ่งคล้า อำเภอโซ่พิสัย อำเภอปากคาด และอำเภอศรีวิไล

กาฬสินธุ์ น้ำท่วมในพื้นที่ 5 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ อำเภอกมลาไสย อำเภอฆ้องชัย อำเภอดอนจาน และอำเภอร่องคำ

และเพชรบุรี น้ำท่วมในพื้นที่ 3 อำเภอ ได้แก่ อำเภอแก่งกระจาน อำเภอท่ายาง และอำเภอบ้านลาด ซึ่งปัจจุบันสถานการณ์น้ำภาพรวมระดับน้ำเพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่อย่างต่อเนื่อง รวมถึงแจกจ่ายถุงยังชีพและเครื่องอุปโภคบริโภคแก่ผู้ประสบภัย เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้นแล้ว ท้ายนี้ หากประชาชนได้รับความเดือดร้อนจากอุทกภัยสามารถติดต่อขอความช่วยเหลือได้ทางสายด่วนนิรภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อประสานให้การช่วยเหลือโดยด่วนต่อไป

ขอบคุณ ปภ.กองเผยแพร่และประชาสัมพันธ์

ชลประทานยืนยันน้ำไม่ท่วมเมืองเชียงใหม่ หลังระดับน้ำในแม่น้ำปิงเพิ่มสูง

ชลประทานยืนยันน้ำไม่ท่วมเมืองเชียงใหม่ หลังระดับน้ำในแม่น้ำปิงสูงสุดเช้านี้ 2.91 เมตร ชี้ยังต่ำว่าตลิ่งอีก 1.30 เมตร แนะประชาชนอย่าตื่นตระหนก

ตลอดทั้งคืนที่ผ่านมาระดับน้ำในแม่น้ำปิงที่สถานีตรวจวัด P1 สะพานนวรัฐ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากปริมาณน้ำทางตอนเหนือที่ไหลลงมา สร้างความกังวลใจให้กับประชาชนในเขตเมืองเชียงใหม่ จนทำให้ประชาชนในพื้นที่ลุ่มต่ำพากันนำรถออกไปจอดในที่ปลอดภัย ขณะที่สำนักชลประทานที่ 1 ระบุมวลน้ำมาถึงสถานีตรวจวัด P1 ตั้งแต่เวลา 03.00 น.ที่ผ่านมา และ ระดับน้ำจะสูงสุดประมาณ 06.00 น. และจะค่อย ๆ ลดลงตามลำดับ

ล่าสุดเวลา 07.00 น. ระดับน้ำที่สถานีตรวจวัด P1 ซึ่งเป็นจุดชี้วัดสถานการณ์น้ำท่วมในเขตเมืองและพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ อยู่ที่ 2.91 เมตร จากจุดวิกฤตที่ 4.20 เมตร เริ่มปริ่มตลิ่งและท่วมบางจุดที่อยู่ริมตลิ่ง อย่างเช่นที่สวนสาธารณะริมแม่น้ำปิง ใกล้กับสะพานนวรัฐ แต่ระดับน้ำล่าสุดนี้ยังต่ำกว่าตลิ่ง 1.30 เมตร และอยู่ในเกณฑ์ปกติ ขณะที่เมื่อคืนที่ผ่านมา อำเภอทางตอนเหนือซึ่งเป็นต้นทางน้ำของแม่น้ำปิง ไม่มีฝนตกลงมาเพิ่มเติม ทำให้สำนักงานชลประทานที่ 1 คาดการว่าระดับน้ำจะลดลงตามลำดับ จึงขอให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนก

สำหรับปริมาณน้ำที่เพิ่มสูงขึ้น สำนักชลประทานที่ 1 ได้เร่งระบายน้ำ ด้วยการเปิดประตูระบายน้ำและฝาย 7 แห่ง ตลอดแม่น้ำปิงตั้งแต่ อ.เมืองเชียงใหม่ ไปจนถึง อ.จอมทอง เพื่อผันน้ำเข้าสู่เขื่อนภูมิพล จ.ตาก ตามลำดับ