กรมการขนส่งทางบก เตรียมทบทวนโทษปรับคนที่ไม่พกใบขับขี่

กรมการขนส่งทางบก เตรียมทบทวนโทษปรับคนที่ไม่พกใบขับขี่ หลังนายกรัฐมนตรีไม่เห็นด้วย เบื้องต้นคาดว่าอาจเป็นการลดหลั่นไปตามความผิด

นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า ขณะนี้เตรียมทบทวนร่างพระราชบัญญัติการขนส่งทางบกปีพุทธศักราช … โดยจะมีการทบทวนประเด็นเรื่องของบทลงโทษ หลังพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ไม่เห็นด้วยกับการเพิ่มอัตราโทษ กรณีไม่พกใบอนุญาตขับรถที่กำหนดโทษสูงสุดจำคุกไม่เกิน 3 เดือน ปรับไม่เกิน 50,000 บาท

โดยหลังจากนี้ อธิบดีกรมการขนส่งทางบกบอกว่าจะมีการเปิดรับฟังความคิดเห็นในประเด็นดังกล่าวจากทุกภาคส่วน เนื่องจากขณะนี้ร่างกฎหมายดังกล่าวยังไม่ได้เสนอคณะรัฐมนตรีและสภานิติบัญญัติแห่งชาติ

โดยอธิบดีกรมการขนส่งทางบกยังกล่าวอีกว่า สำหรับแนวทางการพิจารณา พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว มีความเป็นไปได้ว่าจะมีการปรับโทษแบบลดหลั่นกันลงมาตามความหนักเบาของฐานการกระทำความผิด โดยจะแยกโทษของผู้ที่ไม่มีใบขับขี่ ใบขับขี่หมดอายุ หรือมีแต่ลืมพกพา

ส่วนเพดานโทษสูงสุดคือปรับที่ 50,000 บาท จะมีการปรับเปลี่ยน เปลี่ยนแปลงหรือไม่ยังไม่สามารถระบุได้ในช่วงนี้ ขณะที่ผู้ใช้รถยนต์ รถจักรยานยนต์เห็นด้วยกับการแยกโทษโดยการปรับควรมีการลดหลั่น

สาวร้องเจอใบสั่ง ทั้งที่ไม่เคยขับไปตามเส้นทางที่ถูกระบุในใบสั่ง

ชาวบ้านคนหนึ่งในอำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เข้าแจ้งความไว้เป็นหลักฐาน หลังรถยนต์ที่ใช้ถูกตรวจจับความเร็ว ทั้งที่ไม่เคยขับไปตามเส้นทางที่ถูกระบุในใบสั่ง

นางสาวปวีณา แก้วจินดา อายุ 34 ปี ชาวบ้านในอำเภอปรานบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ วานนี้ (29 ก.ค.61) ได้นำใบสั่งออกมาให้ผู้สื่อข่าวดู ใบสั่งออกโดยสถานีตำรวจทางหลวง 2 กองกำกับการ 2 อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี แจ้งให้ไปชำระค่าปรับ ข้อหาขับรถด้วยอัตราความเร็วเกินกว่าจำกัด เธอจึงเดินทางเข้าแจ้งความกับตำรวจภูธรปราณบุรี

เจ้าตัวยืนยันว่า วันที่กระทำความผิดตามใบสั่งคือวันที่ 14 สิงหาคมที่ผ่านมา เวลาประมาณ 03:00 น. ไม่น่าจะใช่รถของตนเองเพราะตนไม่เคยขับไปไหนไกลๆ ตอนกลางคืน ซึ่งรถเป็นรถโตโยต้ายาริส สีขาว ทะเบียน กต 6141 ประจวบคีรีขันธ์ เพิ่งซื้อมาได้ 8 เดือน วันดังกล่าวก็ไม่ได้เดินทางไปไหน ส่วนใหญ่หากจะขับก็ขับไปเพียงทำธุระในตัวอำเภอเท่านั้นแต่กลับถูกใบสั่ง

ซึ่งในใบสั่ง เป็นรถสีดำ รถรุ่นเดียวกัน ยี่ห้อเดียวกัน ป้ายทะเบียนเหมือนกัน แต่สีของรถเป็นสีดำ ซึ่งได้คาดเดาว่า อาจจะถูกมิจฉาชีพสวมทะเบียนปลอม

ทางด้านพนักงานสอบสวนระบุว่า เหตุดังกล่าวเคยเกิดขึ้นกับเจ้าของรถในจังหวัดอื่นๆ เช่นกัน จึงแนะนำให้ผู้เสียหายนำใบแจ้งความพร้อมใบสั่งไปแจ้งกับตำรวจทางหลวงพื้นที่เพื่อดำเนินการแก้ไขพร้อมกับให้มีการติดตามรถที่กระทำความผิด

ช่วยระทึก! นักศึกษาแลกเปลี่ยนต่างชาติหลงป่า 11 คน ติดบนหน้าผา

กลุ่มนักศึกษาแลกเปลี่ยนจากประเทศสหรัฐอเมริกา หลงป่าระหว่างเดินเข้าไปเที่ยวชมธรรมชาติ ภายในพื้นที่อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย นานหลายชั่วโมง

เกิดเหตุนักศึกษาแลกเปลี่ยนจากประเทศสหรัฐอเมริกา 11 คน หลงป่าระหว่างเดินเข้าไปเที่ยวชมธรรมชาติ ภายในพื้นที่อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย นานหลายชั่วโมง โชคดีเจอจุดมีสัญญาณโทรศัพท์ส่งพิกัดขอความช่วยเหลือ เจ้าหน้าที่อุทยาน ทหาร กู้ภัย ระดมกำลังเดินเท้านานเกือบ 4 ชั่วโมง เข้าช่วยพาออกมาได้สำเร็จช่วงกลางดึกที่ผ่านมา

เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย ร่วมกับเจ้าหน้าที่กู้ภัยและทหารจากโครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวอ่างเก็บน้ำห้วยตึงเฒ่า เดินป่าเข้าไปช่วยเหลือนักท่องเที่ยวที่เป็นกลุ่มนักศึกษาแลกเปลี่ยนจากประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นชาย 1 คน หญิง 10 คน ที่พากันมาเดินเที่ยวในเส้นทางธรรมชาติ ด้านหลังอ่างเก็บน้ำห้วยตึงเฒ่า อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ แต่เกิดพลัดหลงออกนอกเส้นทาง ทำให้หายเข้าไปในป่าลึก หาทางออกไม่ได้หลายชั่วโมง

กระทั่งไปสุดทางที่บริเวณหน้าผาความสูงกว่า 80 เมตร เหนือน้ำตกตาดหมอก ลึกเข้าไปจากจุดออกเดินราว 4 กิโลเมตร แต่โชคดีที่จุดดังกล่าวเป็นที่สูง ทำให้มีสัญญาณโทรศัพท์ จึงโทรศัพท์ส่งพิกัดและขอความช่วยเหลือไปที่ตำรวจท่องเที่ยว จนทำให้เจ้าหน้าที่ระดมกำลังกันเข้าช่วยเหลือ

เจ้าหน้าที่เดินเท้าเข้าป่าราว 2 ชั่วโมง จนพบกับกลุ่มนักศึกษาในเวลาประมาณ 21.30 น. ก่อนจะพาออกมาถึงบริเวณด่านห้วยตึงเฒ่าในเวลาประมาณ 23.30 น. ทุกคนปลอดภัยและต่างพากันขอบคุณเจ้าหน้าที่ที่ให้การช่วยเหลือ บางคนถึงกับน้ำตาไหลร้องไห้ด้วยความดีใจที่ได้ออกมา

กลุ่มนักศึกษา เล่าว่า เดินทางมาเป็นนักศึกษาแลกเปลี่ยนในคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้ราว 6 สัปดาห์ ก่อนจะนัดเพื่อนๆ มาเดินป่าชมธรรมชาติ โดยเหมารถสี่ล้อรับจ้างให้มาส่งที่บริเวณลานพระพุทธรูป ในบริเวณอ่างเก็บน้ำห้วยตึงเฒ่า และเริ่มออกเดินของเส้นทางชมธรรมชาติในเวลา 14.00 น. หลังจากเดินไปได้ราว 2 ชั่วโมงก็พบว่าหลงทาง จึงพากันเดินไปเรื่อยๆ หวังจะเจอชุมชนหรือทางออก แต่จนถึงค่ำก็ยังอยู่กลางป่า ทุกคนรู้สึกกลัว แต่ก็มีกำลังใจดี เหตุการณ์ครั้งนี้รู้สึกโชคดีมากที่เจ้าหน้าที่ทุกคนที่ให้การช่วยเหลือ

พ.อ.สุปกรณ์ เรือนสติ ผู้จัดการสำนักงานโครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวอ่างเก็บน้ำห้วยตึงเฒ่า อันเนื่องมาจากพระราชดำริ กล่าวว่า หลังได้รับแจ้งได้ประชุมวางแผน หาพิกัดที่แน่นอน ก่อนออกเดินทางเข้าช่วยเหลือ โชคดีที่ไม่หลงเข้าไปลึกกว่านี้และทุกคนปลอดภัย

สำหรับเส้นทางเดินป่าชมธรรมชาติดังกล่าว โดยปกตินักท่องเที่ยวที่เข้ามาจะต้องขออนุญาต และ ทางโครงการจะจัดเจ้าหน้าที่นำทางให้ เนื่องจากเป็นป่าทึบมีต้นไม้หนาแน่น เพื่อป้องกันนักท่องเที่ยวหลงทาง แต่เชื่อว่าเหตุนักศึกษากลุ่มนี้เข้าไปโดยไม่ขออนุญาตจะมาจากความไม่รู้