เร่งพร่องน้ำทุกเขื่อน รับฝนระลอกใหม่ เฝ้าระวัง 10-13 ส.ค. นี้

นายกรัฐมนตรี เตรียมลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำล้นสปิลเวย์เขื่อนแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี ขณะที่หลายหน่วยงานเร่งพร่องน้ำทุกเขื่อน เพื่อรับมือฝนละลอกใหม่ช่วงต้นเดือนกันยายนนี้

นายสำเริง แสงภู่วงค์ รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์เฉพาะกิจชั่วคราวในภาวะวิกฤต เปิดเผยว่า จากการติดตามกลุ่มเฆมฝนของจิสด้า พบว่าวันที่ 8-9 ส.ค. นี้ ประเทศไทยมีฝนตกในพื้นที่แนวร่องฝนพาดผ่าน ภาคอีสาน พร้อมกับมีลมมรสุมตะวันออกเฉียงใต้ ยังอยู่แถวจังหวัดตาก จังหวัดเพชรบุรี ทำให้มีฝนตกสะสม 70-80 มิลลิเมตร ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เร่งพร่องน้ำในเขื่อนต่างๆ ให้เป็นไปตามเกณฑ์ควบคุม ตามแผนรองรับแนวร่องฝนตกในช่วงปลายเดือน ส.ค. และเดือน ก.ย. นี้

ทั้งนี้ กรณีเมืองเพชรบุรี ต้องเฝ้าระวังวันที่ 10-13 ส.ค. เนื่องจากคาดว่าจะมีฝนตกถึงวันที่ 9 ส.ค. ปริมาณน้ำเขื่อนแก่งกระจาน ผ่านเขื่อนเพชร 165 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที รวมฝนตกข้างบน จึงคาดว่าจะมีปริมาณน้ำไหลจากเขื่อนแก่งกระจาน รวม 250-260 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งจนถึงวันที่ 10-11 ส.ค. นี้ ใช้เวลาวันครึ่ง หรือ 36 ชั่วโมง หรือประมาณเที่ยงคืนวันที่ 13 ส.ค. จะถึงตัวเมืองเพชร 160 ลูกบาศก์เมตร น้ำจะล้นท่วม 30 เซนติเมตร แต่ถ้ามีน้ำมากกว่าหรือเกิน 170 ลูกบาศก์เมตร จะทำให้น้ำเอ่อสูงกว่า 50 เซนติเมตร รวมทั้งระดับน้ำทะเลหนุน อาจทำให้การระบายน้ำล่าช้าในบางเวลา ซึ่งแนะนำให้ประชาชนยกของขึ้นที่สูง

ด้าน พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะเดินทางไปยังเขื่อนเพชร เพื่อติดตามการระบายน้ำที่มาจากเขื่อนแก่งกระจาน และตรวจเยี่ยมการขยายคลองชลประทานน้ำที่เชื่อมต่อไปยังคลองระบายน้ำ ดี 9 จากนั้นในช่วงบ่ายจะเดินทางไปติดตามการติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำของกองทัพเรือ ที่ วัดคุ้งตำหนัก อ.บ้านแหลม ที่จะระบายน้ำลงสู่ทะเล

คนแห่ตำหนิ นักข่าวลงน้ำรายงานน้ำท่วมเพชรบุรี ด้านบก.แจงเพื่อวัดระดับน้ำ ไม่ได้เสนอเกินจริง

คนเพชรบุรี วอนสื่อหลักอย่าเสนอข่าวเกินจริง หลังภาพนักข่าวสาวลงแช่น้ำ รายงานสถานการณ์น้ำท่วม  ด้าน บก.สื่อดังแจง เพื่อวัดระดับน้ำ ไม่ได้รายงานเกินจริง 

วันนี้ (8 ส.ค. 2561) ในโลกออนไลน์ได้มีผู้คนจำนวนมาก เข้าไปแสดงความเห็นตำหนิการทำหน้าที่สื่อมวลชนของนักข่าวทีวีช่องหนึ่ง หลังมีภาพของเขายืนอยู่ในน้ำเพื่อรายงานสถานการณ์น้ำท่วมเพชรบุรี ทั้งๆ ที่ความเป็นจริงน้ำยังไม่ได้เข้าขั้นวิกฤติตามที่ภาพปรากฏออกไป จนส่งผลทำให้เกิดความตื่นตระหนก วิตกกังวลใจของผู้รับข่าว

โดยเฉพาะ นายธาม เชื่อสถาปนศิริ นักวิชาการ สถาบันวิชาการสื่อสาธารณะ (สวส.) ที่ได้แสดงความเห็นในเรื่องดังกล่าวผ่านเฟซบุ๊ก Time Chuastapanasiri โดยได้ตั้งคำถามถึงการกระทำดังกล่าวว่า

สื่อคือการประกอบสร้าง
All media are constructed.

หลังจากดูคลิปการรายงานข่าวแล้ว
คำถามคือ นักข่าวจำเป็นต้องเอาตัวเองลงไปยืนไหม?

อยากจะบอกว่า ในการเรียนการสอนวิชาวารสารศาสตร์ เขาสอนกันว่า นักข่าว มีหน้าที่ รักษาตัวเอง เพื่อมีชีวิตปลอดภัยเพื่อรายงานข่าว ความจริง

การที่จะบอกว่า “จุดที่ดิชั้นยืนอยู่นี้ เมื่อชั่วโมงที่แล้ว น้ำยังไม่ท่วม” นักข่าว มีวิธีการเล่าเรื่องที่ดีกว่าไปยืนลงแช่ในน้ำไหม?

สมมติว่า จุดที่ดิฉันยืนอยู่นี้ เมื่อชั่วโมงที่แล้ว น้ำแค่ตาตุ่ม
แต่ตอนนี้ น้ำท่วมมิดหัว

คำถามคือ นักข่าวจะไปดำน้ำโชว์ เพื่อแสดงให้เห็นว่าน้ำท่วมมิดหัวไหม?

นักข่าว มีกล้อง มีอุปกรณ์ มีเทคโนโลยี ในการเล่าเรื่อง
ไฉนต้องเอาตัวเองไปยืนในน้ำ!?

ถ้าเป็น “ภูเขาไฟระเบิด แผ่นดินไหว ซากตึกปรักหักพัง ลาวาภูเขาไฟไหล”

จะลงไปยืนให้ดูด้วยไหม?

ต้องเข้าใจก่อนนะครับว่าหน้าที่นักข่าว ในสถานการณ์ภัยพิบัตินั้น มีสิ่งสำคัญต้องคิดอย่างมาก คือ

1. รายงานข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา และไม่ทำให้ตัวเองตกอยู่ในสถานการณ์ไม่ปลอดภัย เพราะในภัยพิบัติ ไม่มีใครมาช่วยเหลือคุณ หน้าที่คุณในฐานะนักข่าว คือ มาช่วยบอกเล่าความจริง เพราะฉะนั้น คุณอย่าเอาตัวเองไปเสี่ยง เพราะถ้าคุณเจ็บป่วย จะกลายเป็นภาระคนอื่น ไม่มีใครเสียเวลามาช่วยคุณอีก

2. ในข้อเท็จจริง คุณเอากล้องไปถ่ายมาตรวัดระดับน้ำได้ แล้วแปรความหมายออกมาเป็น ระดับน้ำความสูง เป็นหน่วยวัดเมตร ซึ่งแต่ละระยะความสูงของน้ำ จะบอกได้ว่า สถานการณ์น้ำเป็นอย่างไร เป็นวิทยาศาสตร์ ไม่จำเป็นต้องลงไปแช่น้ำ

นักข่าวที่เอาตัวเองไปน้ำ คือ นักข่าวที่อยากจะดราม่า เราอารมณ์ไม่ใช้ความคิดนะครับ

เพราะในการรายงานข่าว ต้องแสดงให้เห็นว่า ตนเองใช้ภาพ มุมกล้อง ใช้ภาษาเล่าเรื่องได้อย่างตรงไปตรงมา

ถ้าหนึ่งชั่วโมงที่แล้ว ระดับน้ำเป็นอย่างไร
ทำไม ไม่ถ่ายภาพเอาไว้
แล้วเอาภาพปัจจุบันมาเปรียบเทียบกันในการตัดต่อ

3. อย่าลืมว่า การรายงานข่าวภัยพิบัติ ต้องเน้นไม่ให้คน ประชาชน ตระหนกตกใจ ตื่นกลัว โกลาหล แต่ต้องเน้นเพื่อความตระหนักรู้ เฝ้าระวังสถานการณ์

คนดูข่าวทีวี มีตั้งแต่คนธรรมดา ยันคนระดับนโยบาย หน้าที่ของข่าวสาร คือ กระชับ ตรงไปตรงมา ไม่ใส่ดราม่า ไม่พาตัวเองไปลำบากนะครับ

เราอยากให้คนดู ตระหนกตกใจ หรือ มีสติ นักข่าวเลือกได้นะครับ นอกจากนี้ นายธาม ยังได้โพสต์หลักการเรื่อง “ทำข่าวภัยพิบัติอย่างไร ถึงจะมีคุณค่าและไม่เร้าอารมณ์” โดย เสริมศิริ นิลดำ เพื่อเตือนสติสื่อมวลชนด้วยกันในเรื่องการนำเสนอข่าวในลักษณะดังกล่าวด้วย

จากนั้นทางกองบรรณาธิการของสำนักข่าวช่องทีวีที่ปรากฏในภาพ ก็ได้ออกมาชี้แจงถึงเรื่องที่เกิดขึ้น โดยยืนยันว่า การรายงานข่าวดังกล่าวไม่ได้เกินความจริง และไม่มีข้อมูลที่สื่อถึงการสร้างความตื่นตระหนก แต่การไปยืนในน้ำนั้นเพื่อวัดระดับน้ำให้คนได้เห็น และจะได้เตรียมพร้อมรับมือได้ทัน  

ข้อมูลข่าวจาก Time Chuastapanasiri

ไอเดียเก๋! หนุ่มเชียงใหม่แต่งชุด ‘กัปตันแจ็ค สแปร์โรว์’ ตัดผมลูกค้า

หนุ่มเชียงใหม่ไอเดียเจ๋ง แต่งชุดกัปตันแจ็ค สแปร์โรว์ ให้บริการตัดผมแก่ลูกค้า

วันนี้(8 ส.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่าพบ หนุ่มช่างตัดผมไอเดียเก๋ ชื่อนายธีระพัฒน์ โมกล้า หรือ ช่างธี วัย 40 ปี เจ้าของร้านตัดผม “คัท แอนด์ แคร์” ตั้งอยู่ชั้น 2 ของโครงการมะลิเพรส ในตลาดแม่เหียะ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่

นอกจากจะมีบุคลิกที่โดดเด่นเป็นจุดขาย นั่นก็คือ การแต่งกายเป็นกัปตัน แจ๊ค สแปร์โรว์ จากภาพยนตร์เรื่อง ไพเรทส์ ออฟ เดอะ แคริบเบียน แล้ว ช่างธี ยังมีฝีมือการตัดผมเป็นที่ยอมรับ สามารถตัดผมได้ทั้งชาย-หญิง ทั้งแนวแฟชั่น วินเทจ อเมริกันวินเทจ หรือ แกะลาย โดยลูกค้าส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 80 เป็นชาวต่างชาติ

ช่างธี เล่าว่า ก่อนหน้านี้ทำมาหลายอาชีพ ทั้งเปิดร้านอาหาร เปิดผับ แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ จนสุดท้ายหันมาเปิดร้านตัดผม โดยนำความรู้ด้านการตัดผมที่ร่ำเรียนมา ปรับใช้ให้เข้ากับ เทรนด์การตัดผมของลูกค้าในปัจจุบัน ส่วนที่เลือกแต่งกายเป็น แจ็ค สแปร์โรว์ เพราะชื่นชอบในสไตส์ของ จอน์นนี่ เดปป์ ที่สวมบทบาทกัปตันแจ๊ค สแปร์โรว์ ซึ่งมีบุคคลคล้ายกับตนเอง คือ กวนๆ และชอบทำให้คนอื่นหัวเราะ สนุกสนาน

​แรกๆ ช่างธี ยอมรับว่า หลายคนมองแปลกๆ แต่ต่อมาเริ่มมีคนให้ความสนใจ ในกลุ่มช่างตัดผมด้วยกัน มักจะเชิญไปร่วมกิจกรรมหรืองานสาธารณะประโยชน์ งานจิตอาสาต่างๆ เพื่อช่วยสร้างสีสัน ความสนุกสนาน ขณะที่ลูกค้าก็ให้ความชื่นชอบและขอถ่ายภาพเป็นที่ระลึก เพื่อนำไปโพสต์ในโซเชียลมีเดีย ทำให้ตนเองเป็นที่รู้จักมากขึ้น และยังเป็นที่ชื่นชอบของเด็กๆ บางครั้ง มีพ่อแม่ผู้ปกครองจ้างไปตัดผมให้ลูกหลานถึงที่บ้าน