ผู้โดยสารจีนเปิดประตูฉุกเฉินเครื่องบิน หลังรอนานถึง 6 ชม.

ชายชาวจีนเปิดประตูฉุกเฉินเครื่องบิน หลังลงจอดนานหลายชั่วโมง แต่ไม่ได้ออกจากเครื่อง

เกิดเหตุการณ์ที่ผู้โดยสารของสายการบิน “ไห่หนาน แอร์ไลน์ส” ของจีน เปิดประตูฉุกเฉินเพราะไม่พอใจที่ต้องรอนานหลายชั่วโมง หลังเครื่องลงจอดแต่กลับไม่ได้ออกจากเครื่องบิน จนกลายเป็นกระแสในสื่อสังคมออนไลน์ของจีน

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นกับเที่ยวบิน HU7056 ที่มีตารางขึ้นบินจากสนามบินเมืองไท่หยวน มณฑลชานซี ในเวลา 19.40 น. ของวันพุธที่ผ่านมา แต่เพราะสภาพอากาศเลวร้ายทำให้ล่าช้าไปถึงเวลา 23.30 น. รวมทั้งต้องเปลี่ยนเส้นทางจากนครฉงชิ่ง ไปลงจอดที่เมืองเฉิงตูในมณฑลเสฉวนแทน เพราะสภาพอากาศไม่เอื้ออำนวย

แต่เมื่อเครื่องลงจอดที่เมืองเฉิงตู เมื่อเวลา 2.00 น. ของวันพฤหัสบดี ผู้โดยสารก็ต้องรอนานถึง 6 ชั่วโมง กว่าจะได้รับอนุญาตให้ลงจากเครื่อง ซึ่งเมื่อรอนาน 4 ชั่วโมงแล้ว ผู้โดยสารชายแซ่ “ฉือ” ก็เปิดประตูฉุกเฉินเครื่องบินเนื่องจากรู้สึกไม่พอใจมาก หลังจากนั้นเขาก็ถูกตำรวจควบคุมตัวและถูกกักตัวเป็นเวลา 10 วัน

นายโจว จื่อจุน ผู้จัดการฝ่ายควบคุมการปฏิบัติงานของสายการบินไห่หนาน แอร์ไลน์ส ออกมาตอบคำถามครั้งแรกเมื่อวันเสาร์ หลังถูกวิพากษ์วิจารณ์ที่ปล่อยให้ผู้โดยสารรอนานมาก โดยเขายอมรับว่า ผู้โดยสารอาจรู้สึกอึดอัดโดยเฉพาะเมื่อต้องรอเป็นเวลานาน ส่วนสภาพแวดล้อมโดยรวมในห้องโดยสารปกติดี

เขายืนยันว่า ลูกเรือพยายามอธิบายสถานการณ์แก่ผู้โดยสารแล้วแต่เพราะรอนานมาก รวมทั้งไม่มีข้อมูลอัพเดท ทำให้พวกเขารู้สึกไม่พอใจ สำหรับสาเหตุที่รอนานขนาดนั้นเป็นเพราะสภาพอากาศเลวร้าย ทำให้เครื่องบินจำนวนมากเปลี่ยนเส้นทางไปลงที่เมืองเฉิงตู

เผยปริมาณน้ำในเขื่อนทั่วไทย เขื่อนน้ำอูน-แก่งกระจาน ขั้นวิกฤตขึ้นสีแดง !!

เปิดข้อมูลน้ำในเขื่อนทั่วประเทศ พบที่ภาคตะวันตกมีปริมาณน้ำมากที่สุด ขณะที่เขื่อนน้ำอูน ในจ.สกลนคร อยู่ในขั้นวิกฤต หลังเกินปริมาณความจุเขื่อน   เขื่อนแก่งกระจาน มีน้ำอยู่ที่ 97% ของความจุเขื่อน 

หลังจากที่วันนี้ (6 ส.ค. 2561) กรมอุตุนิยมวิทยา ได้มีการประกาศสภาพอากาศว่าให้ประชาชนระมัดระวังภัยจากฝนตกสะสมหนักและน้ำท่วมฉับพลัน หลังจากทั่วทุกภูมิภาคของไทยจะมีฝนเพิ่มขึ้น ในช่วงวันที่ 6 – 9 ส.ค. นี้ โดยเฉพาะบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก ที่ฝนจะตกหนัก

แน่นอนจากการพยากรณ์คาดการดังกล่าว ต้องส่งผลทำให้ช่วงนี้มีปริมาณน้ำเพิ่มขึ้นไปด้วย ดังนั้นวันนี้ทางทีมข่าว MThai จะพาไปตรวจสอบปริมาณน้ำในเขื่อนหลักทั่วประเทศ ว่ามีที่ไหนที่อยู่ในขั้นวิกฤติ และที่ไหนยังพอรองรับน้ำได้อีกบ้าง

ภาคเหนือ
เขื่อนภูมิพล มีปริมาตรน้ำอยู่ที่ 7,667 ลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 57% ของความจุเขื่อน
เขื่อนสิริกิติ์ มีปริมาณน้ำอยู่ที่ 6,324 ลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 67% ของความจุเขื่อน
เขื่อนแควน้อยฯ มีปริมาณน้ำอยู่ที่ 275 ลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 29% ของความจุเขื่อน

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อิสาน) มีด้วยกันทั้งหมด 12 เขื่อน แต่ที่น่าห่วงที่สุดเป็นเขื่อนน้ำอูน ที่อยู่ในเกณฑ์เกินความจุเขื่อนแล้ว โดยมีปริมาณน้ำอยู่ที่ 528 ลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 101% ของความจุเขื่อน

ส่วนเขื่อนใหญ่อย่าง เขื่อนลำปาว มีปริมาณน้ำอยู่ที่ 1,262 ลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 64% ของความจุเขื่อน
เขื่อนอุบลรัตน์ มีปริมาณน้ำอยู่ที่ 785 ลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 32% ของความจุเขื่อน
เขื่อนสิรินธร มีปริมาณน้ำอยู่ที่ 1,094 ลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 56% ของความจุเขื่อน

เขื่อนแก่งกระจาน, ข่าวสดวันนี้

ภาคกลาง
เขื่อนป่าสักฯ ยังมีน้ำไม่มากโดยมีปริมาณน้ำอยู่ที่ 229ลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 24% ของความจุเขื่อน

ขณะที่ภาคตะวันตก เป็นภาคที่มีปริมาณน้ำมากที่สุดในช่วงนี้
โดย เขื่อนศรีนครินทร์ มีปริมาณน้ำอยู่ที่ 15,339 ลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 86% ของความจุเขื่อน
เขื่อนวชิราลงกรณ มีปริมาณน้ำอยู่ที่ 7,403 ลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 84% ของความจุเขื่อน

ภาคตะวันออก เขื่อนแต่ละเขื่อนยังสามารถรองรับได้ปริมาณมาก ซึ่งเขื่อนขุนด่านปราการชล ที่ จ.นครนายก มีปริมาณน้ำอยู่ที่ 151 ลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 68% ของความจุเขื่อน

และภาคใต้ เป็นอีกภาคที่มีปริมาณน้ำมากเช่นกัน โดยเขื่อนที่อยู่ในขีดสีแดงคือเขื่อนแก่งกระจาน  มีปริมาณน้ำอยู่ที่ 690 ลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 97% ของความจุเขื่อน

เขื่อนปราณบุรี  มีปริมาณน้ำอยู่ที่ 308 ลูกบาศก์เมตร   คิดเป็น 79% ของความจุเขื่อน
เขื่อนรัชชประภา   มีปริมาณน้ำอยู่ที่ 4,403 ลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 78% ของความจุเขื่อน

สำหรับปริมาณน้ำทั้งหมดหากคิดรวมจากทุกเขื่อนทั่วประเทศพบว่า ขณะนี้มีน้ำที่เก็บอยู่ในเขื่อนประมาณ 49,383 ลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 70% ของความจุเขื่อนทั้งหมดทั่วประเทศ โดยในภาคตะวันตกมีปริมาณน้ำทั้งหมดอยูี่ที่ 22,742 ลูกบาศก์เมตร, ภาคเหนือ 14,636 ลูกบาศก์เมตร, ภาคใต้ 6,224 ลูกบาศก์เมตร, ภาคอิสาน 4,471 ลูกบาศก์เมตร, ภาคตะวันออก 833 ลูกบาศก์เมตร และภาคกลาง 477 ลูกบาศก์เมตร

ข้อมูลจาก thaiwater.net ภาพจาก ข่าวเพชรบุรี 24ชั่วโมง

ชาวเทศบาลนครแหลมฉบังมอบเงินกว่า 4 แสนช่วย ‘ครูวิภา’ ใช้หนี้ ‘กยศ.’

ชาวเทศบาลนครแหลมฉบัง มอบเงิน 410,000 บาทช่วย ‘ครูวิภา’ ใช้หนี้ ‘กยศ.’ ด้านพ่อเมืองกำแพงเพชรเป็นตัวแทนรับมอบ ลั่น กยศ. ควรทวงลูกหนี้ก่อนทวงผู้ค้ำประกัน

จากกรณี ครูวิภา บานเย็น อายุ 47 ปี ผู้บริหารโรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.กำแพงเพชร ได้ไปเซ็นค้ำประกันเงินกู้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ให้กับลูกศิษย์ จำนวน 60 คน แต่ภายหลังปรากฏว่านักเรียน 20-30 คนที่จบการศึกษาไปแล้วไม่ได้ใช้หนี้ กยศ. ทำให้มีหนังสือจากกรมบังคับคดีมายึดทรัพย์สิน บ้าน ที่ดิน

ล่าสุดเมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 6 สิงหาคม 2561 ที่ห้องประชุมเมืองใหม่ 1 ชั้น 4 สำนักงานเทศบาลนครแหลมฉบัง ตำบลทุ่งสุขลา อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี นายบุญเลิศ น้อมศิลป์ อดีตนายกเทศมนตรีตำบลแหลมฉบัง ในฐานะประธานคณะผู้บริหารเทศบาลนครแหลมฉบัง ได้เป็นประธานในพิธีมอบเงินช่วยเหลือครูวิภา บานเย็น เป็นจำนวนเงิน 410,000 บาท

เพื่อนำไปใช้หนี้ กยศ. พร้อมด้วย นางจินดา ถนอมรอด นายกเทศมนตรีนครแหลมฉบัง คณะผู้บริหาร สมาชิกสภาเทศบาล, หัวหน้าส่วนราชการ โดยมีนายธัชชัย สีสุวรรณ ผวจ.กำแพงเพชร และนายมานพ ปัทมาลัย นายกเทศมนตรีตำบลท่ามะเขือ อ.คลองขลุง จ.กำแพงเพชร เดินทางมาเป็นตัวแทนรับมอบเงินในครั้งนี้

นายบุญเลิศ กล่าวว่า ถึงแม้เราจะไม่ใช่คนกำแพงเพชรแต่ก็สะเทือนใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับ ครูวิภา จึงได้มีการมอบเงินช่วยเหลือในครั้งนี้ ด้วยการประสานงานไปยัง นายมานพ ปัทมาลัย นายกเทศมนตรีตำบลท่ามะเขือ อ.คลองขลุง จ.กำแพงเพชร และนายธัชชัย สีสุวรรณ ผวจ.กำแพงเพชร ก็เดินทางมาเป็นผู้รับมอบในครั้งนี้ เนื่องจากครูวิภา บานเย็น ติดภารกิจส่วนตัวจนไม่สามารถมารับได้

ด้านนายธัชชัย สีสุวรรณ ผวจ.กำแพงเพชร กล่าวว่า ในนามของคนจังหวัดกำแพงเพชร ต้องขอขอบคุณ นายบุญเลิศ และนางจินดา รวมถึงชาวนครแหลมฉบัง ที่ได้ให้การช่วยเหลือ ตนต้องขอขอบคุณจริงๆ และต้องขอฝากไปทาง กยศ. ว่า จากนี้ไปคงจะต้องตั้งกฎกติกาใหม่ ให้คุณครูที่ต้องเซ็นค้ำประกันห้ามเซ็นค้ำประกันให้กับเด็กนักเรียนเกิน 5 คน และในหลักการผู้กู้เงิน กยศ. ต้องเป็นผู้ใช้หนี้แทนที่จะมายึดทรัพย์สิน บ้าน ที่ดิน ผู้ค้ำประกัน