หนุ่มร้อง ถูกอุ้มรีดทรัพย์ สูญเงินกว่า 1.5 ล้าน ซ้ำยังถูกบังคับเซ็นเช็ค

หนุ่มร้องขอความเป็นธรรม หลังถูกอุ้มรีดทรัพย์ สูญเงินกว่า 1.5 ล้าน ซ้ำยังถูกบังคับเซ็นเช็ค

วันนี้ (2 ส.ค.61) เวลา 11.00 น. นายกชกร สุดสาย เดินทางเข้ายื่นหนังสือร้องเรียนขอความเป็นธรรม ที่สำนักงานอัยการสูงสุด หลังจากถูกกลุ่มชายฉกรรจ์ พร้อมกับนายตำรวจคนหนึ่ง อุ้มตัวไปรีดทรัพย์ในเซฟเฮ้าส์แห่งหนึ่งใน อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช เป็นจำนวนเงินสดกว่า 1.5 ล้านบาท อีกทั้งยังถูกข่มขู่บังคับให้เซ็นเช็คอีกจำนวน 10 ฉบับๆ ละ 5 แสนบาท โดยมี นายประยุทธ เพชรคุณ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุดเป็นผู้รับหนังสือร้องเรียน

นายกชกร ซึ่งเป็นผู้เสียหาย เปิดเผยว่า ตนถูกกลุ่มชายฉกรรจ์ 5 คน โดยหนึ่งในนั้นเป็นนายตำรวจ อุ้มไปรีดทรัพย์เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2560 หลังเกิดเหตุได้เข้าแจ้งความที่ สภ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช เจ้าหน้าที่ตำรวจได้สอบปากคำรวบรวมหลักฐานจนนำไปสู่การออกหมายจับผู้ต้องหาทั้ง 5 ราย และได้ส่งสำนวนให้พนักงานอัยการทุ่งสงเพื่อออกคำสั่งฟ้องตามกฎหมาย แต่ต่อมาอัยการกลับมีคำสั่งไม่ฟ้องคดี เป็นเหตุให้ตนมาร้องขอความเป็นธรรม

ผู้เสียหาย ระบุว่า ขณะที่ถูกอุ้มไปรีดทรัพย์ ทางกลุ่มชายฉกรรจ์ได้พูดจาข่มขู่ ใส่กุญแจมือ ใช้ปืนจ่อศีรษะ ซึ่งตนสูญเงินสดกว่า 1.5 ล้านบาท เช็คเงินสด 10 ฉบับ ฉบับละ 5 แสน พร้อมยืนว่าตนไม่มีคดีอะไรติดตัว

นายประยุทธ กล่าวภายหลังรับหนังสือว่า จะนำหนังสือดังกล่าวให้อัยการสูงสุด เพื่อพิจารณาเป็นขั้นตอนต่อไป ซึ่งนายประยุทธระบุว่า สำหรับสำนักงานอัยการทุ่งสงนั้นอยู่สำนักงานอัยการภาค 8 ภายใต้การกำกับดูแลของอธิบดีอัยการภาค 8 ซึ่งข้อเท็จจริงเป็นประการใดจะต้องตรวจสอบเป็นไปตามขั้นตอนและระเบียบปฏิบัติของสำนักอัยการสูงสุด

‘หัวเว่ย’ ขึ้นเบอร์ 2 ตลาดสมาร์ทโฟนโลก แซง ‘แอปเปิล’

“หัวเว่ย” ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนจีนผงาดขึ้นอันดับ 2 ตลาดสมาร์ทโฟนโลก เมื่อวัดในแง่ยอดขาย แซงหน้า “แอปเปิล”

บริษัทวิจัยด้านการตลาด “อินเตอร์เนชั่นแนล ดาต้า คอร์ปอเรชั่น” หรือ IDC เผยแพร่ข้อมูลล่าสุด ระบุว่า บริษัท “หัวเหว่ย” ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนรายใหญ่ของจีน ขยับขึ้นเป็นอันดับ 2 ในตลาดสมาร์ทโฟนโลก เมื่อวัดในแง่ยอดขาย ช่วงไตรมาส 2 ของปีนี้

“หัวเหว่ย” ผงาดขึ้นแซงหน้าค่าย “แอปเปิล” เจ้าของ “ไอโฟน” โดยนับเป็นครั้งแรกตั้งแต่ปี 2553 ที่แอปเปิลไม่ติดอันดับ 1 และ 2 ขณะที่อันดับ 1 ยังคงเป็นของ “ซัมซุง” แม้ยอดขายของแบรนด์เกาหลีใต้จะลดลงก็ตาม

รายงานของ IDC ระบุว่า ซัมซุงมียอดขายรวมอยู่ที่ 71.5 ล้านเครื่อง ลดลงร้อยละ 10.4 เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ส่วนหัวเหว่ยมียอดขาย 54.2 ล้านเครื่อง เพิ่มขึ้นร้อยละ 40.9 และแอปเปิลมียอดขาย 41.3 ล้านเครื่อง เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.7 ส่วนยอดขายสมาร์ทโฟนรวมทั้งหมดในไตรมาสล่าสุดอยู่ที่ 342 ล้านเครื่อง

นายไรอัน รี้ต รองประธานโครงการจัดทำรายงานของ IDC มองว่า การเติบโตอย่างต่อเนื่องของหัวเหว่ยเป็นเรื่องน่าประทับใจ และสามารถก้าวเข้ามาในตลาดทั้งที่แบรนด์ยังไม่ได้เป็นที่รู้จักมากนัก

ซัมซุงและหัวเหว่ยจำหน่ายสมาร์ทโฟนหลากหลายรุ่น และเปิดตัวโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ๆ ตลอดทั้งปี แต่แอปเปิลมีความหลากหลายของผลิตภัณฑ์น้อยกว่า และมักจะเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ในเดือนกันยายน ซึ่งมักมียอดสั่งจองจำนวนมาก หมายความว่า หัวเหว่ยอาจจะถูกแอปเปิลแซงกลับขึ้นมาได้ภายในไม่กี่ไตรมาสข้างหน้า

แม้ยอดขายไอโฟนในไตรมาสล่าสุดจะไม่หวือหวา แต่ “ไอโฟนสิบ” (Iphone X) ที่มีราคาแพงได้ดันให้ผลประกอบการไตรมาส 3 ระหว่างเดือนเมษายน-มิถุนายน ยังคงเติบโตต่อเนื่อง โดยรายได้ของแอปเปิลเพิ่มขึ้นร้อยละ 17 อยู่ที่ 53,270 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ 1,760,000  บาท ส่วนกำไรอยู่ที่ 11,500 ล้านดอลลาร์ หรือ 380,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 32 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

อย่างไรก็ตาม การมียอดขายรวมที่สูงขึ้นของ “หัวเหว่ย” ทำให้มีสัดส่วนตลาดสมาร์ทโฟนโลกอยู่ที่ร้อยละ 15.8 ขณะที่ซัมซุงครองตลาดร้อยละ 20.9 และแอปเปิลอยู่ที่ร้อยละ 12.1

‘ครูวิภา’ หารือ กยศ. เร่งตามลูกศิษย์เบี้ยวหนี้

“ครูวิภา” หารือ กยศ. เร่งติดตามลูกศิษย์มาชำระหนี้ พร้อมเผยสบายใจหลังกรมบังคับคดียังไม่ยึดบ้าน ด้าน กยศ.เผยอาจจำกัดวงเงินและจำนวนผู้กู้ป้องกันปัญหาในอนาคต

นางสาววิภา บานเย็น ผู้อำนวยการโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดกำแพงเพชร เดินทางไปที่ศาลากลางจังหวัดกำแพงเพชร เพื่อร่วมหารือกับหลายหน่วยงาน เช่น สถาบันการศึกษา สำนักงานยุติธรรมจังหวัด และตัวแทนกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา หรือ กยศ. กรณีเป็นผู้ค้ำประกัน ให้นักเรียนกู้ยืมเงิน กยศ.เมื่อปี 2541 และ 2542 แต่ผู้กู้บางส่วนไม่ชำระหนี้ จนถูกฟ้องร้องบังคับคดี ให้ยึดทรัพย์ผู้ค้ำประกัน

โดยหลังใช้เวลาหารือนานหลายชั่วโมง ที่ประชุมได้สรุปว่า ขณะนี้ มีผู้กู้ที่ยังต้องติดตามจำนวน 22 คน แบ่งเป็นผู้กู้ที่ชำระเงินตามปกติ 10 คน และอยู่ระหว่างการบังคับคดี 12 คน โดยทางอำเภอคลองลาน และอำเภอคลองขลุง จะติดตามพูดคุยกับผู้กู้ภายใน 7 วัน พร้อมรายงานให้ทางจังหวัดทราบ นอกจากนี้ ยังมีผู้แจ้งความประสงค์จะให้เงินช่วยเหลือนางสาววิภาด้วย

ด้านครูวิภา บอกว่า รู้สึกสบายใจในระดับหนึ่ง ที่กรมบังคับคดี ยังไม่ยึดบ้าน หลังชะลอการบังคับคดี แต่เป็นไปได้ยาก ที่จะเปลี่ยนคนค้ำประกันใหม่ กับคดีที่เหลือ

ด้านผู้จัดการ กยศ. กล่าวว่า การชะลอการบังคับคดี ทำให้นางสาววิภา จะไม่ถูกยึดทรัพย์สินขายทอดตลาดแล้ว ซึ่งผู้กู้จำนวน 17 คน ที่อยู่ระหว่างการบังคับคดี ขณะนี้มาปิดบัญชีชำระหนี้แล้ว 5 คน / ติดต่อชำระบางส่วน 3 คน / ส่วนอีก 9 คน อยู่ระหว่างการติดตาม ซึ่งแต่ละคนมียอดเงินกู้ประมาณ 1 หมื่นกว่าบาท ยังไม่รวมดอกเบี้ยและค่าปรับ และมั่นใจว่าจะติดตามตัวได้ โดยที่นางสาววิภา ไม่ต้องแบกรับภาระหนี้แทน

ผู้จัดการ กยศ.เผยอีกว่า เตรียมปรับหลักเกณฑ์จำกัดวงเงินและจำนวนผู้กู้ ที่ครูสามารถค้ำประกันได้ เพื่อป้องกันปัญหาในอนาคต และพัฒนาระบบติดตามผู้กู้ ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น