ฮือฮา ! เนื้อซอมบี้ ขยับได้ทั้ง ๆ ที่เฉือนมาวางไว้บนเขียง

มีการแชร์คลิปที่สร้างความฮือฮาอย่างมาก เนื่องจากแสดงให้เห็นภาพของเนื้อสัตว์ที่วางอยู่บนเขียง สามารถดิ้นไปดิ้นมาได้เหมือนกับตอนที่ยังมีชีวิต 

วันที่ 28 ส.ค. 2561 เว็บไซต์ข่าวสารออนไลน์ต่างประเทศเผยแพร่คลิปวิดีโอ แสดงให้เห็นชิ้นเนื้อก้อนหนึ่ง  วางอยู่บนเขียง แต่กลับดิ้นไปมาได้ราวกับว่ายังคงมีชีวิตอยู่ ซึ่งในขณะนั้น มีผู้หญิงคนหนึ่ง จับเนื้อชื้นนี้และพลิกไปมาหลายครั้ง โดยรายงานระบุคาดว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในตลาดแห่งหนึ่งในประเทศอินโดนีเซีย

ทั้งนี้คลิปความยาว 3 นาที ดังกล่าวถูกเผยแพร่ไปทางเว็บไซต์ยูทูป โดยผู้ใช้ชื่อ Jaime Tolentino ที่เป็นผู้อัพโหลดคลิปดังกล่าวลง หลังจากที่คลิปถูกเผยแพร่ออกไปแล้ว มีผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์บางส่วน เข้ามาแสดงความเห็นว่า ที่เนื้อสามารถดิ้นไปมาได้ นั่นแสดงให้เห็นว่า เนื้อชิ้นนั้นยังสดใหม่ เหมือนกับยังมีชีวิตอยู่ และอาจะเกิดจากการที่กร้ามเนื้อของสัตว์ยังคงทำงานอยู่ได้ หลังจากที่สัตว์ถูกเชือดราว 1 ชั่วโมง

ที่มา www.mirror.co.uk

ดราม่ามาเลเซียต่อต้านสิงคโปร์ยื่น ‘สตรีท ฟู้ด’เป็นมรดกโลก

เกิดกระแสดราม่า หลังจากสิงคโปร์ยื่นจดทะเบียนให้ฟู้ดสตรีทเป็นมรดกโลก ทำให้ชาวมาเลเซียออกมาต่อต้านการดำเนินการดังกล่าวอย่างหนัก

ในกรณีที่รัฐบาลสิงคโปร์ยื่นต่อองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนสโก เพื่อให้ขึ้นทะเบียนอาหารริมทางของสิงคโปร์ เป็นมรดกทางวัฒนธรรม ที่จับต้องไม่ได้ (intangible) ตามคำประกาศของนายกรัฐมนตรี ลี เซียน ลุง ของสิงคโปร์เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

 

คำขอดังกล่าวโดยให้คำอธิบายว่า ศูนย์อาหารของประเทศที่ว่าเป็น“ห้องทานอาหารชุมชน” ซึ่งคือรูปแบบส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์ประเทศ คาดว่ายูเนสโกจะประกาศในปี 2563 ซึ่งคำขอนี้สร้างความไม่พอใจให้มาเลเซียประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งก็อ้างว่ามีร้านอาหารริมทางของตัวเองมานาน

ดาโต๊ะ เรดซัววาน อิสมาอิล หรือเชฟวาน พ่อครัวชื่อดังของมาเลเซีย เคยออกรายการทีวีร่วมกับเชฟแอนโธนี บูร์แด็ง เชฟพิธีกรชื่อดังที่ฆ่าตัวตายเมื่อต้นเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา มองว่าการนำเสนอของสิงคโปร์เป็นเรื่อง “ไร้สาระ” เพราะเวลาที่พูดถึงเรื่องพ่อค้าหาบเร่ สิงคโปร์ไม่ใช่ประเทศเดียวที่มีวัฒนธรรมพ่อค้าแม่ค้า ริมถนน การขอจดสิทธิบัตรกับยูเนสโก จึงไม่สมเหตุสมผล

ส่วนทางด้าน นายเค.เอฟ.ซีโตห์ นักวิจารณ์อาหารชาวสิงคโปร์ ตอบโต้ว่า อาหารริมทางเป็นมากกว่าอาหาร แต่เป็นมรดกทางวัฒนธรรม อาหารริมทาง ทำให้ผู้คนผูกพันธ์กัน และยังได้รับการสนับสนุนจากทางการ ทั้งภาครัฐบาลและภาคอุตสาหกรรม

กระแสความไม่พอใจของชาวมาเลเซีย เกิดขึ้นเนื่องจากชาวมาเลเซียมองว่า อาหารริมทางในประเทศตัวเอง ที่มีความคล้ายคลึงกับอาหารริมทางในสิงคโปร์ นั้นดีกว่ามาก และอาหารริมทางในสิงคโปร์ไม่ได้มีแค่ที่เดียว ซึ่งทางมาเลเซีย ควรจะเป็นฝ่ายที่ยื่นจดทะเบียนกับทางยูเนสโกมากกว่า

แพทย์เผย ผู้ที่ทำงานเป็นกะ อาจมีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ หลอดเลือดหัวใจอุดตัน

โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี กรมการแพทย์ เผยผู้ที่ทำงานเป็นกะอาจมีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดหัวใจอุดตัน ความดันโลหิตสูง และกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ถึงร้อยละ 40 โรคกระเพาะอาหารมากกว่า 2.5 เท่าของคนปกติ และพบความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งเต้านมของผู้หญิงถึงร้อยละ 30 นอกจากนี้ยังมีโอกาสเสียชีวิตเนื่องจากอุบัติเหตุ

นายแพทย์ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า การดำเนินชีวิตด้านการทำงานของบุคคลทั่วไปมีช่วงเวลาทำงานระหว่าง 7 โมงเช้า ถึง 6 โมงเย็น แต่ยังมีกลุ่มอาชีพที่ต้องทำงานเป็นกะ นอกเหนือจากเวลาปกติดังกล่าว อาทิ ตำรวจ บุคลากรทางการแพทย์ และคนงานในโรงงานที่มีการผลิตตลอด 24 ชั่วโมง ฯลฯ

จากการศึกษาพบว่าการทำงานของร่างกายมนุษย์ เช่น อุณหภูมิร่างกาย การผลิตฮอร์โมน การเต้นของหัวใจ ความดันโลหิต การทำงานของกระเพาะอาหารเป็นแบบ 24 ชั่วโมง โดยวงรอบการทำงานต่างๆ จะประสานสอดคล้องกัน โดยมีสมอง ปัจจัยภายนอกและสิ่งแวดล้อมเป็นตัวควบคุม ดังนั้นเมื่อต้องทำงานเป็นกะ ร่างกายจะมีการปรับวงจรการนอนให้สอดคล้องกับกะที่ทำงาน แต่วงจรอื่นๆ จะต้องใช้เวลาในการปรับ ซึ่งโดยทั่วไปประมาณ 1 สัปดาห์หรือมากกว่านั้น ผลกระทบที่ตามมาคือ นอนไม่เพียงพอ ทำให้อ่อนล้า สูญเสียสมาธิ และการตัดสินใจช้าลง นอกจากนี้ยังเพิ่มความเสี่ยงของความผิดพลาด และอาจเป็นอันตรายต่อชีวิต

นายแพทย์สมบูรณ์ ทศบวร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลนพรัตนราชธานี กรมการแพทย์ กล่าวว่า ผลกระทบด้านสุขภาพนั้นมี 2 ระยะคือ ผลระยะสั้น ผู้ที่ต้องทำงานกะดึกจะได้รับผลกระทบทันทีในคืนแรก ทำให้นอนหลับไม่เพียงพอ (ปริมาณชั่วโมงการนอน) และคุณภาพของการนอน (หลับไม่สนิท) ผลที่ตามมาคือความอ่อนล้า เครียด ประสิทธิภาพการตัดสินใจลดลง

สำหรับผลระยะยาวจะมีอาการเครียดจากการนอนหลับไม่เพียงพอ มักเป็นสาเหตุที่นำมาซึ่งปัญหาสุขภาพต่างๆ ในระยะยาว ได้แก่ โรคหัวใจและหลอดเลือดหัวใจอุดตัน ความดันโลหิตสูง และกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ถึงร้อยละ 40 โรคกระเพาะอาหารมากกว่า 2.5 เท่าของคนปกติ โรคมะเร็งเต้านมของผู้หญิงถึงร้อยละ 30 โรคระบบทางเดินอาหาร โรคเบาหวาน โรคอ้วน โรคจิตประสาท กังวล ซึมเศร้า ปัญหาครอบครัวและสังคม

สำหรับในผู้หญิงอาจมีผลต่อระบบฮอร์โมนและระบบสืบพันธุ์ทำให้มีบุตรยาก คลอดก่อนกำหนดหรือแท้งได้ง่าย สำหรับข้อแนะนำของผู้ที่ทำงานเป็นกะได้แก่

1. การนอน พยายามนอนช่วงเย็นให้ได้ประมาณ 2-3 ชั่วโมง ใช้เครื่องป้องกันเสียงเพื่อตัดเสียงรบกวน งดชา กาแฟ หรือสารกระตุ้นประสาทก่อนนอน 2-3 ชั่วโมง

2. การรับประทานอาหาร ไม่ควรรับประทานอาหารมื้อหนักในช่วงหลังเที่ยงคืน ให้ทานอาหารเบาๆ แต่อุดมไปด้วยคุณค่าทางอาหาร ซึ่งนมจัดได้ว่าเป็นอาหารที่เหมาะที่สุด เนื่องจากมีคุณค่าทางอาหารสูง ย่อยง่ายและเป็นสารเคลือบกระเพาะ

3. การออกกำลังกาย ควรออกกำลังกายหลังตื่นนอนจะช่วยเพิ่มอุณหภูมิในร่างกายทำให้สดชื่นและกระฉับกระเฉง หากสามารถปฏิบัติตามคำแนะนำจะทำให้สุขภาพแข็งแรงและพร้อมที่จะทำงานเป็นกะต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ขอบคุณข้อมูลจาก กรมการแพทย์