กองทัพเรือเตรียมเรียก สมรักษ์ คำสิงห์ รายงานตัวกรณีถูกพิทักษ์ทรัพย์

กองทัพเรือเตรียมเรียก สมรักษ์ คำสิงห์ รายงานตัว กรณีถูกพิทักษ์ทรัพย์ – มีโอกาสประนอมหนี้

พลเรือตรีเชษฐา ใจเปี่ยม โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยถึงกรณี ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ประกาศเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด นางสาวเสาวนีย์ คำสิงห์ จำเลยที่ 1  นายสมรักษ์ คำสิงห์ จำเลยที่ 2 เด็ดขาด จากการที่บริษัทบริหารสินทรัพย์ มหานคร จำกัด ได้ยื่นฟ้องต่อศาลล้มละลายกลาง ขอให้จำเลยทั้งสองล้มละลาย และศาลได้มีคำสั่ง ลงวันที่ 9 สิงหาคม 2561 ให้พิทักษ์ทรัพย์ของ นางสาวเสาวนีย์และนายสมรักษ์ คำสิงห์ ตามพระราชบัญญัติล้มละลายพุทธศักราช 2483 ว่า

ลำดับแรกต้องให้ นายสมรักษ์ คำสิงห์ ที่ปัจจุบัน รับราชการทหารเรือ ยศ “เรือเอก” มารายงานตัวกับหน่วยงานต้นสังกัด ตามข้อบังคับทหาร ว่าด้วยการแบ่งประเภทนายทหารสัญญาบัตร ตามมาตรา 8 ที่ระบุว่า นายทหารสัญญาบัตรทุกประเภทเมื่อต้องหาในคดีอาญา (เว้นคดีที่ต้องรายงานเมื่อต้องคดีขึ้นศาลทหาร) คดีแพ่ง หรือ คดีล้มละลาย ให้รายงานผู้บังคับบัญชาทราบตามลำดับชั้น จนถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมโดยเร็ว

ทั้งนี้ นายสมรักษ์ มีโอกาสประนอมหนี้ และไม่ล้มละลายได้ เบื้องต้น จะเป็นเรื่องรายงานเหตุการณ์สำคัญ หรือเรื่องสำคัญไปก่อน เพราะคำสั่งศาล เป็นคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ยังมิใช่ล้มละลาย เพียงแต่ให้อำนาจเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีอำนาจเข้าจัดการทรัพย์สินแต่ผู้เดียว เจ้าตัวจึงมีโอกาสชี้แจงให้ความมือได้

ขอบคุณภาพจาก อินสตาแกรม kamsing_family

ปลื้ม สุรบถ หลีกภัย เตรียมสมัครสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ เล่นการเมืองตามรอยพ่อ

ปลื้ม สุรบถ หลีกภัย เตรียมสมัครสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ลงเล่นการเมือง ตามรอยพ่อ มองการเมืองหมดยุคนำเรื่องเก่ามาสร้างความขัดแย้ง

นายสุรบถ หลีกภัย บุตรชายของนายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยว่า เตรียมสมัครเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ในวันเปิดรับสมัคร โดยยืนยันว่า จะสมัครแบบบุคคลทั่วไป ไม่ใช้อภิสิทธิ์หรือเส้นสายในความเป็นบุตรชายของนายชวนเพื่อเข้าร่วมทำงานกับพรรค

ส่วนจะช่วยงานพรรคในด้านใดนั้น ต้องรอพูดคุยกับทางพรรคก่อน จะทำงานส่วนใดก็ได้ที่พรรคเห็นว่าเหมาะสม แต่ส่วนตัว มีความถนัดเรื่องการสื่อสารกับคนรุ่นใหม่ พร้อมระบุด้วยว่า ได้พูดคุยกับนายชวนแล้วเรื่องการเข้ามาทำงานการเมือง ซึ่งนายชวนสนับสนุนเป็นอย่างดี แต่ไม่มีแนะนำเรื่องการซิกแซ๊กทางการเมือง แต่ให้ตนเป็นผู้ตัดสินใจเอง

นายสุรบถ กล่าวอีกว่า ส่วนตัวมองว่า เวลานี้หมดยุคที่จะนำเรื่องเก่าๆ มาสร้างความขัดแย้งในสังคมแล้ว การเมืองก็เหมือนการทำธุรกิจ ที่ไม่ใช่เรื่องการแบ่งฝ่ายที่ชัดเจนเหมือนในอดีต การเมืองในอนาคตควรต้องร่วมมือกันได้เพื่อหาคนที่เก่งที่สุดมาทำงาน ส่วนการเลือกหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์นั้น ไม่ทราบว่าใครจะเป็นผู้เหมาะสม และไม่สามารถกล่าวได้ว่า คนรุ่นเก่าไม่ดี ส่วนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยังเหมาะสมกับตำแหน่งหัวหน้าพรรคหรือไม่นั้น นายสุรบถ กล่าวเพียงสั้นๆ ว่านายอภิสิทธิ์เป็นคนเก่ง

นายสุรบถ กล่าวว่า การทำงานระหว่างคนรุ่นเก่ากับคนรุ่นใหม่ สามารถลดระยะห่างระหว่างวันเพื่อทำงานร่วมกันได้โดยการคุยด้วยเหตุผล ซึ่งเป็นเรื่องของตัวบุคคล ส่วนการเข้ามาทำงานทางการเมืองของตนนั้น จะช่วยดึงคะแนน First Vote จากคนรุ่นใหม่ได้หรือไม่นั้น

นายสุรบถ กล่าวว่า ไม่ทราบ แต่ส่วนตัวรู้ว่าตนเองสามารถสื่อสารและเข้าใจคนรุ่นใหม่ได้ เช่น ในเวลานี้ เด็กวัยรุ่นส่วนใหญ่เบื่อนักการเมืองที่ทะเลาะกัน หรือบางครั้งภาษาทางการเมืองก็เป็นภาษาที่ยากต่อการเข้าใจ ตนและทีมงานก็อยากจะช่วยสื่อสารให้เด็กรุ่นใหม่รู้ว่าการเมืองไม่ใช่เรื่องไกลตัว

สตช. แก้ระเบียบ ไม่เปิดเผยประวัติอาชญากรรมของเด็ก

กสม. ร่วม กรมพินิจฯ จัดสัมมนาคุ้มครองสิทธิเด็กและเยาวชนในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ชื่นชม สตช. แก้ระเบียบไม่เปิดเผยประวัติอาชญากรรมของเด็ก เอื้อเด็กและเยาวชนก้าวพลาดกลับคืนเป็นคนดีของสังคม

วันที่ 21 กันยายน 2561 คณะทำงานด้านสิทธิผู้สูงอายุ ผู้พิการ เด็ก การศึกษา และการสาธารณสุข ในคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ร่วมกับ กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน กระทรวงยุติธรรม จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการและการสัมมนาโครงการจัดทำข้อเสนอแนะและมาตรการการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิเด็กและเยาวชน เรื่อง “สิทธิเด็กและเยาวชนในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา” โดยมีการเสวนาหัวข้อ “เด็กที่ถูกลิดรอนสิทธิและเสรีภาพ : โอกาส…สิทธิ..ที่ยังคงเหลือ” ณ โรงแรม อโนมา แกรนด์ กรุงเทพ ถนนราชดำริ กรุงเทพมหานคร

นางฉัตรสุดา จันทร์ดียิ่ง กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ในฐานะประธานคณะทำงานด้านสิทธิผู้สูงอายุ ผู้พิการ เด็ก การศึกษา และการสาธารณสุข กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน และศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน ในจังหวัดต่าง ๆ ทำให้ตระหนักถึงปัญหาของเยาวชนที่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมทางอาญา ซึ่งเด็กและเยาวชนเหล่านี้อาจก้าวพลาดไปด้วยความอ่อนด้อยของประสบการณ์ วุฒิภาวะ รวมทั้งสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม ทำให้ช่วงหนึ่งของชีวิตต้องถูกควบคุมตัว อันส่งผลกระทบต่อพัฒนาการของเด็กในทุกด้าน

อย่างไรก็ดี แม้เด็กเหล่านี้จะได้รับการฟื้นฟูเป็นอย่างดีโดยกรมพินิจฯ และพร้อมกลับคืนสู่สังคม แต่ปัญหาการสืบค้นและเปิดเผยประวัติกระทำความผิดทางอาญาของเด็ก ได้ส่งผลกระทบต่อการประกอบอาชีพของพวกเขาในอนาคตและทำให้ความพยายามของเด็กที่จะกลับคืนสู่สังคมด้วยการเป็นคนดีไม่เป็นผล โดยที่หลายคนต้องหวนไปกระทำความผิดซ้ำ

เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2560 กสม. ได้ออกรายงาน ข้อเสนอแนะมาตรการหรือแนวทางในการปรับปรุงกฎหมายและระเบียบ อันเกี่ยวเนื่องกับสิทธิเด็กในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา กรณีการเปิดเผยประวัติการกระทำความผิดอาญาของเด็กและเยาวชน

โดยเสนอให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) พิจารณาแก้ไขระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่าด้วยประมวลระเบียบการตำรวจไม่เกี่ยวกับคดี ลักษณะที่ 32 การพิมพ์ลายนิ้วมือ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2557 ในข้อกำหนดเกี่ยวกับการคัดแยกประวัติการกระทำความผิดของเด็กและเยาวชนและบัญชีทะเบียนประวัติของเด็กและเยาวชน

โดยแยกจากของบุคคลทั่วไป เพื่อให้สอดคล้องกับอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 84 วรรคหนึ่ง และพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 มาตรา 24 รวมทั้งพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 มาตรา 22

ซึ่งเป็นที่น่ายินดีและชื่นชมว่า สตช. ได้แก้ไขระเบียบดังกล่าว โดยออกระเบียบว่าด้วยประมวลระเบียบการตำรวจไม่เกี่ยวกับคดี ลักษณะที่ 32 การพิมพ์ลายนิ้วมือ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2561 ลงวันที่ 17 สิงหาคม 2561 โดยระบุห้ามมิให้เปิดเผยข้อมูลประวัติอาชญากรที่คัดแยกออกจากสารบบไปแล้ว ตามที่มีกฎหมายกำหนดไว้เป็นการเฉพาะ เช่น กฎหมายว่าด้วยศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว กฎหมายว่าด้วยการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด เป็นต้น

โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกพื้นที่จะได้นำระเบียบนี้ไปปฏิบัติ เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนได้กลับมามีที่ยืนในสังคมและประกอบอาชีพที่สุจริตต่อไปได้

นายเชวง ไทยยิ่ง ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนานักกฎหมายมหาชน สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา กล่าวว่า วันนี้สังคมต้องคิดกันว่าจะทำอย่างไรที่จะไม่ให้เด็กเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมถ้าไม่จำเป็น ดังที่อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กซึ่งประเทศไทยเป็นภาคี ระบุหลักการสำคัญไว้ว่าการนำเด็กเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมต้องเป็นกระบวนการสุดท้ายที่เลือกใช้ เนื่องจากที่ผ่านมาการใช้อำนาจรัฐไปกำหนดโทษทางอาญาไม่ประสบความสำเร็จในการแก้ปัญหาเด็ก เช่น เด็กขี่มอเตอร์ไซค์ซิ่งไม่ได้หยุดสร้างความเดือดร้อนจากการถูกตำรวจจับ แต่กลับยิ่งออกมาสร้างปัญหาเพื่อท้าทาย

ขณะที่บางคนก็ติดอยู่กับตราบาปหรือประวัติอาชญากรที่ถูกเปิดเผยโดยไม่สามารถกลับคืนสู่สังคมได้ โดยที่การใช้อำนาจรัฐเข้าจัดการปัญหาเด็กยังได้ทำลายระบบบ้าน ครอบครัว และชุมชนไปโดยสิ้นเชิง จึงขอเสนอให้รัฐหันมาใช้กระบวนการจัดการปัญหาโดยชุมชนหรือส่วนท้องถิ่นที่มีความเข้าใจปัญหาและพฤติกรรมของเด็กในพื้นที่ให้มากขึ้น

นายสหการณ์ เพ็ชรนรินทร์ อธิบดีกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน เปิดเผยว่า จากการเก็บข้อมูลคดีเด็กและเยาวชนของกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน ระหว่างปี 2558 – 2561 พบว่า เด็กและเยาวชนที่ถูกดำเนินคดี ร้อยละ 63 มาจากครอบครัวแยกกันอยู่ เช่น พ่อแม่หย่าร้าง โดยส่วนใหญ่เป็นเด็กที่ไม่ได้เรียนหนังสือ และกว่าครึ่งมีฐานความผิดในคดียาเสพติด

โดยมีงานวิจัยรับรองว่ายิ่งคนถูกควบคุมในสถานที่ควบคุมนานเท่าไหร่ โอกาสที่กระทำผิดซ้ำยิ่งสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว และการนำผู้กระทำความผิดเล็กน้อยไปควบคุมตัวปะปนกับผู้กระทำความผิดซับซ้อนรุนแรง แนวโน้มที่ผู้กระทำความผิดเล็กน้อยจะเรียนรู้พฤติกรรมจากผู้กระทำความผิดซับซ้อนรุนแรงย่อมมีมากขึ้น กรมพินิจฯ จึงให้ความสำคัญกับการคัดกรองและจำแนกเด็กตั้งแต่แรกรับตัวเข้ามาเพื่อทำแผนฟื้นฟูรายบุคคลโดยทีมสหวิชาชีพ นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับการป้องกันปัญหาร่วมกับชุมชนเพื่อมิให้เยาวชนต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมด้วย

ด้านนางสุนันทา เตียสุวรรณ์ ประธานผู้พิพากษาสมทบศาลเยาวชนและครอบครัว จังหวัดสมุทรปราการ กล่าวว่า ปัญหาเศรษฐกิจและความยากจนเป็นปัญหาสำคัญหนึ่งที่ทำให้เด็กต้องก้าวสู่การกระทำความผิด เนื่องจากพ่อแม่ที่ต้องทำงานหาเช้ากินค่ำไม่มีเวลาดูแลบุตรและให้การศึกษา โดยเฉพาะในกลุ่มครอบครัวแรงงานอพยพ อย่างไรก็ดี เมื่อเด็กเข้าสู่กระบวนการศาลของศาลเยาวชนและครอบครัว ศาลจะมุ่งเน้นการบำบัด แก้ไข และฟื้นฟูเพื่อเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเป็นหลัก โดยไม่เน้นการลงโทษ

ซึ่งที่ผ่านมาศาลได้มีการส่งเด็กไปฝึกอาชีพในสถานที่ที่ห่างไกลจากพื้นที่ปัญหาโดยประสานความร่วมมือกับบริษัทให้ปกปิดประวัติของเด็ก หากเด็กสามารถทำงานได้และมีพฤติกรรมที่ดีขึ้น ศาลจะพิจารณาลดโทษ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายท้ายที่สุดคือการส่งคืนเด็กดีกลับสู่สังคม

ข้อมูลจาก สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ