แปลกแต่จริง ภาพภรรยาสาว ยกดอกไม้บูชาสามี ตามความเชื่อบรรพบุรุษ

กดไลค์ข้าราชการสาว ยกดอกไม้ธูปเทียนไหว้สามีทุกวันพระ บูชาตามคำสอนของบรรพบุรุษ เพื่อความรักและศรัทธา

วันนี้ (20 ก.ย. 2561) ในโลกออนไลน์ได้เกิดเป็นที่ฮือฮาเป็นอย่างมาก เมื่อผู้ใช้เฟซบุ๊ก ‘สุดารัตน์ มงคลกุล‘ ได้มีการโพสต์ภาพและข้อความสุดแปลกตา ของผู้หญิงคนหนึ่งนำดอกไม้มาบูชา พร้อมกราบไหว้สามี ตามความเชื่อของโบราณ

โดยภาพได้เผยให้เห็นสตรีในชุดสีกากีนำดอกไม้ธูปเทียนไหว้สามีที่อยู่ภายในบ้าน พร้อมกับข้อความระบุว่า  ชีวิตหลังแต่งงานสิ่งที่ทำทุกวันพระ คือการเก็บดอกไม้ ธูป เทียน ^กราบสามี^ ประเพณีอันดีงาม ที่สั่งสอนจากบรรพบุรุษ ทำแล้วดี ทำแล้วสบายใจ ทุกอย่างทำด้วยใจ ด้วยรักและศรัทธา

แด่อ้าย ^สามีที่แสนดี^

ทั้งนี้เมื่อภาพดังกล่าวได้เผยแพร่ออกไปก็ทำให้มีคนเข้าไปแสดงความเห็นและส่งต่อเป็นจำนวนมาก โดยส่วนใหญ่ต่างไม่เชื่อว่าการกระทำลักษณะตามคำสอนของคนโบราณจะยังคงมีอยู่จริงในสังคมไทย

สำหรับการกราบสามี ถือเป็นเคล็ดเสริมเสน่ห์มัดใจสามี ไม่มีนอกใจ เนื่องจากโบราณ เชื่อว่า หากก้มกราบสามี จะทำให้สามีเห็นว่าภรรยารักและให้เกียรติมากขนาดไหน หากรู้ไว้และนำไปปฏิบัติกับสามี ก็ไม่เป็นเรื่องเสียหายของชีวิตคู่

โดยข้อคิดจาก แม่ชีทศพร เทวาพิทักษ์ธรรม ได้กล่าวไว้ว่า “การกราบสามีเป็นเรื่องดี เมื่อสามีได้รับการกราบ สามีจะไม่นอกใจและจะผูกใจสามีจนกว่าจะตายจากกัน และเมื่อภรรยากราบไหว้ สิ่งหนึ่งที่จะตามมาคือ บุตรธิดา บริวารจะให้ความเคารพสามีเรา และทำให้หน้าที่การงานของสามีก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว”

ผลของการที่แม่กราบพ่อทุกคืนวัน ยังเป็นอานิสงส์ไปถีงลูกให้ว่านอนสอนง่าย เชื่อฟังพ่อแม่ ไม่ท้าท้าย หรือยอกย้อน หรือทำอะไรให้ทุกข์ใจด้วย


ข้อมูลจากข่าว/ภาพ จาก สุดารัตน์ มงคลกุล

ครูพี่เลี้ยงหยิกหูเด็กนักเรียน เข้าพบตำรวจพร้อมกล่าวขอโทษพ่อแม่เด็ก

ครูพี่เลี้ยงหยิกหูเด็กนักเรียน เข้าพบตำรวจพร้อมกล่าวขอโทษพ่อแม่เด็ก

จากกรณีที่ นางสาวสุรีรัตน์ ซิ้มเทียม อายุ 33 ปี พา ด.ญ.ชลศิริ ชลศรานนท์ บุตรสาววัย 5 ขวบ นักเรียนชั้นอนุบาล 3/2 โรงเรียนอรุโณทัย เมืองพัทยา จ.ชลบุรี เข้าแจ้งความร้องทุกข์กับ ร.ต.ท.กนกนันท์ สุขศรี รอง สว.สอบสวน สภ.เมืองพัทยา หลังถูกครูพี่เลี้ยงบิดหูข้างซ้ายจนได้รับบาดเจ็บเป็นแผล โดยจากการติดต่อไปยังโรงเรียนเพื่อขอพูดคุยกับครูพี่เลี้ยงคือ นางสาวสกุลตรา แสนปัญญา ถึงสาเหตุ แต่คุณครูพี่เลี้ยงไม่ยอมมาคุย นอกจากนี้ ผู้ปกครองได้สอบถามขอเบอร์โทรศัพท์เพื่อจะติดต่อพูดคุย ทางโรงเรียนกลับอ้างว่าไม่มีเบอร์โทรศัพท์ ตามที่ได้เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ล่าสุด ( 20 ก.ย.61 ) นางสาวสกุลตรา แสนปัญญา อายุ 24 ปี ครูพี่เลี้ยง ได้เดินทางเข้าพบ ร.ต.ท.กนกนันท์ สุขศรี รอง สว.สอบสวน สภ.เมืองพัทยา เจ้าของคดี โดยมี พ.ต.ท.กรณ์ สมคะเณย์ รอง ผกก.ปป. สภ.เมืองพัทยา ร่วมสอบปากคำถึงสาเหตุที่เกิดขึ้น โดยมี รองผอ.โรงเรียนอรุโณทัย และ นางสาวสุรีรัตน์ ซิ้มเทียม มารดาของ ด.ญ.ชลศิริ ชลศรานนท์

ทั้งนี้ นางสาวสกุลตรา ครูพี่เลี้ยง เล่าทั้งน้ำตาว่า ตนเองไม่ได้มีเจตนาทำร้ายน้อง เพียงแต่ในช่วงนั้นอาจมีอารมณ์บ้างที่ว่ากล่าวตักเตือนและห้ามปราบน้อง แต่น้องไม่เชื่อฟังประกอบกับตนเองต้องพยายามยามให้เด็กทุกคนอยู่ในความสงบเลยพลาดพลั้งไปทำน้องได้รับบาดเจ็บ แต่ยืนยันได้ว่าไม่มีการบิดหูหรือหยิกน้องแต่อย่างไร ที่เกิดบาดแผลมาจากเล็บมือของตนเองยาวเลยไปทำให้น้องเกิดบาดแผล

นอกจากนั้น ตนเองก็ได้พาน้องไปห้องพยาบาลเพื่อทำแผลหลังพบว่า มีบาดแผลเกิดจากตน และตนได้ไปบอกกับครูประจำชั้นหรือที่เป็นครูหัวหน้า ซึ่งในตอนเย็นตนเองไม่ได้หลบหนีแต่ตนเองโดนเวรประจำรถตู้รับส่งนักเรียน และครูหัวหน้าได้บอกว่า จะไปพูดคุยกับผู้ปกครองเด็กเอง และไม่ทราบว่าผู้ปกครองเข้ามาแจ้งความ ซึ่งตนยืนยันได้ว่าตนเองไม่มีเจตนาจริงๆ

ด้าน รอง ผอ.โรงเรียนอรุโณทัย เปิดเผยว่า นางสาวสกุลตรา พึ่งมาทำงานเป็นครูพี่เลี้ยงได้ประมาณ 4 เดือน ส่วนปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นทางโรงเรียนมีแนวทางแก้ไข และมีกระบวนการสอบสวนหากพบว่า มีความผิดก็จะมีบทลงโทษตั้งแต่สถานเบาไปยังสถานหนัก ส่วนตัวนักเรียนนั้นทางโรงเรียนมีการดูแลค่ารักษาพยาบาล ซึ่งเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวทางโรงเรียนมีการประชุมครูตลอดในการดูแลเด็กนักเรียน ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวทางโรงเรียนก็ต้องขอโทษผู้ปกครองเช่นกัน

ขณะที่ พ่อของ ด.ญ.ชลศิริ เผยว่า เบื้องต้นตนเองไม่ได้ติดใจอะไรมากหนัก แต่เมื่อลูกสาวมาบอกว่าโดนคุณครูบิดหูจนเป็นแผลก็เลยคิดว่าครูทำเกินกว่าเหตุ และครูที่ทำร้ายลูกสาวไม่มาพูดคุยกล่าวขอโทษหรือพูดคุยเกี่ยวกับเหตุการณ์ ตนเลยให้แม่ของน้อง เข้าแจ้งความ ส่วนด้านคดีก็ให้เป็นไปตามกระบวนการของกฎหมาย ซึ่งตนเองอยากให้ครั้งนี้เป็นบทเรียนของครู ที่ไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ ซึ่งลูกตนก่อนหน้านี้โดนครูตีมาตนเองก็ไม่เคยสนใจ แต่ครั้งนี้ตนเองดูแล้วมันเกินไป

อย่างไรก็ตาม ร.ต.ท.กนกนันท์ เผยว่า ด้านคดีต้องรอดูผลตรวจของแพทย์ รพ.ว่าใช้เวลารักษานานหรือไม่ หากไปนานไม่เกิน 1 อาทิตย์ ก็คงเป็นคดีระหุโทษ สามารถเปรียบเทียบปรับได้ที่ สภ.เมืองพัทยา ได้เลย หากใช้เวลารักษานานก็ต้องส่งฟ้องศาลเพื่อดำเนินคดี