ผอ. ยังไม่ลาออก ปมเด็กม.2 อนาจารเด็กหญิง 4 ขวบ จ่อติดกล้องทั่วโรงเรียน

ผู้บริหารโรงเรียนยอมรับพกพร่อง เหตุเยาวชนชั้น ม.2 อนาจารเด็กหญิงชั้นอนุบาลวัย 4 ขวบ  กำชับครูเข้มป้องเหตุซ้ำ จ่อติดกล้องทั่วโรงเรียน 16 จุด

จากกรณีที่มูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าที่ สภ.บางละมุง จ.ชลบุรี หลังได้รับการร้องเรียนจาก นางโม (นามสมมุติ) ว่า ด.ญ.แนน (นามสมมุติ) บุตรสาววัย 4 ปี นักเรียนชั้นอนุบาลโรงเรียนแห่งหนึ่งในพื้นที่ ต.บางละมุง อ.บางละมุง จ.ชลบุรี

ถูกรุ่นพี่เป็นนักเรียนชายชั้น ม.2 วัย   3 คน ล่วงละเมิดทางเพศภายในห้องน้ำของโรงเรียน ซึ่งเบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อกล่าวหาเด็กนัก เรียนชายวัย 14 และ 16 ปีแล้ว ส่วนอายุ 18 ปี ยังรอรวบรวมหลักฐานตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

วันนี้ (19 ก.ย.) ผู้สื่อข่าว MThai ได้เดินทางไปยังโรงเรียนที่เกิดเหตุ เพื่อสอบถามผู้บริหารระดับสูงของโรงเรียนถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น  โดยทราบว่าที่ผ่านมาทางโรงเรียนมีมาตรการในการควบคุมและดูแลเด็กอย่างเข้มงวดมาตลอด และก็ไม่เคยเกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้มาก่อน

แต่เมื่อเกิดเหตุก็ต้องยอมรับว่าเป็นข้อพกพร่องของทางโรงเรียน ซึ่งเรื่องนี้ได้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวนข้อเท็จจริงแล้ว โดยเน้นกรณีที่ทำไมถึงปล่อยให้เด็กนักเรียนหญิงไปเข้าห้องน้ำเพียงลำพัง พร้อมสั่งกำชับให้ครูดูแลเป็นพิเศษโดยทุกครั้งที่จะเข้าห้องน้ำจะต้องมีเพื่อนไปด้วยเสมอเพื่อความปลอดภัย

ขณะที่ในเรื่องของการเยียวยาให้กับตัวเด็กนักเรียนหญิงผู้เสียหายนั้น ขณะนี้ทางโรงเรียนได้หาสถานที่เรียนแห่งใหม่ให้แล้ว และจะรอให้เรื่องเลวร้ายต่างๆ เบาบางลงจนสถานการณ์เริ่มดีขึ้น ก็จะเรียกผู้ปกครองและเด็กนักเรียนผู้เสียหายมาพูดคุยและดำเนินการช่วยเหลือเท่าที่จะสามารถช่วยได้

ส่วนกรณีเด็กผู้ถูกกล่าวหานั้น ทางคณะผู้บริหารก็ต้องช่วยเหลือ และอยากวิงวอนว่าตอนนี้อยู่ในขั้นตอนของกระบวนการของกฏหมาย ก็อยากให้เป็นไปตามขั้นตอน ส่วนเด็กอายุ 18 ปี ที่มาจากบ้านสงเคราะห์เด็กนั้นทางเจ้าหน้าที่มูลนิธิบ้านสงเคราะห์เด็กก็จะเข้ามาหารือหาทางแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นต่อไป

สำหรับกรณีที่ทาง นางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิฯ ร้องให้แก้ไขปัญหาเรื่องของห้องน้ำอยู่ห่างไกลจากห้องเรียนนั้น กรณีนี้ทางโรงเรียนได้มีการจัดสร้างห้องน้ำแยกเป็นสัดส่วน โดยเฉพาะห้องน้ำที่เกิดเหตุทางโรงเรียนได้กำหนดให้ใช้ได้เฉพาะเด็กชั้นอนุบาลถึง ป.2 เท่านั้น

นอกจากนี้หลังเกิดเหตุจะทำการรื้อฝาผนังไม้ห้องเก็บของ ที่ปิดกันห้องน้ำกับตัวอาคารชั้นอนุบาลออกจนโล่ง เพื่อให้สามารถมองเห็นและสังเกตได้ง่าย รวมทั้งจะทำเรื่องเสนอในการติดตั้งกล้องวงจรปิดเพื่อใช้ในการตรวจสอบด้านความปลอดภัยอีกด้วย ส่วนกรณีที่มีข่าวว่า ผู้อำนวยการโรงเรียนได้ลาออกไปเพื่อรับผิดชอบต่อเหตุที่เกิดขึ้นนั้น ยังไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด

เปิดใจ!! นักดาราศาสตร์ไทยคนแรก เตรียมขึ้นเรือจีนลุยขั้วโลกใต้ 5 เดือน

เปิดใจนักดาราศาสตร์ไทยคนแรก เตรียมขึ้นเรือจีนลุยขั้วโลกใต้เก็บข้อมูลรังสีคอสมิก-ดาราศาสตร์ ละเอียดยิบทุกเส้นละติจูด

นายพงษ์พิจิตร ชวนรักษาสัตย์ นักดาราศาสตร์จากสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ หรือ สดร. นักวิทยาศาสตร์ไทยคนแรกที่ได้เดินทางไปสำรวจและวิจัยด้านดาราศาสตร์ที่ทวีปแอนตาร์กติกา หรือ ขั้วโลกใต้ ตรวจความพร้อมเครื่องตรวจวัดนิวตรอนและคอมพิวเตอร์ประมวลผลและเก็บข้อมูล ที่ติดตั้งในตู้คอนเทนเนอร์ “ช้างแวน” ก่อนออกเดินทางไปกับเรือสำรวจวิจัย “เชว่หลง” (Xue Long) หรือ “เรือมังกรหิมะ” ร่วมกับนักวิทยาศาสตร์จีน เพื่อศึกษาอิทธิพลของรังสีคอสมิกที่มีต่อโลก ในวันที่ 10 พฤศจิกายน 2561 โดยมีระยะเวลาการเดินทางรวม 5 เดือน

การเดินทางสู่ขั้วโลกใต้เพื่อวิจัยทางดาราศาสตร์ครั้งนี้เป็นโครงการความร่วมมือศึกษาวิจัยดาราศาสตร์และวิทยาศาสตร์บรรยากาศขั้วโลก ระหว่างสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) กับ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยที่มาของการเดินทางครั้งประวัติศาตร์ของนักดาราศาสตร์ไทยครั้งนี้ เริ่มต้นในปี 2556 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีพระราชประสงค์ให้ประเทศไทยศึกษาวิจัยดาราศาสตร์และวิทยาศาสตร์บรรยากาศบริเวณขั้วโลก ร่วมกับ สาธารณรัฐประชาชนจีน และ มอบหมายให้ สดร. ประสานงานโครงการดังกล่าวร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

กระทั่งวันที่ 6 เมษายน 2559 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เสด็จเป็นประธานในพิธีลงนามความร่วมมือระหว่าง สดร. กับสถาบันวิจัยขั้วโลกแห่งจีน (Polar Research Institute of China : PRIC) ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน และได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกคณะกรรมการด้านวิทยาศาสตร์เพื่อศึกษาวิจัยขั้วโลกใต้ (Scientific Committee on Antarctic Research : SCAR) อย่างเป็นทางการในปีเดียวกัน

ต่อมา สดร. และ มช. ส่งข้อเสนอต่อสถาบันวิจัยขั้วโลกแห่งจีนในปี 2561 เพื่อศึกษาผลกระทบของรังสีคอสมิกต่อโลก และได้รับอนุมัติให้นำตู้คอนเทนเนอร์ติดตั้งบนเรือสำรวจวิจัย “เชว่หลง” (Xue Long) หรือ “เรือมังกรหิมะ” ออกเดินทางเก็บข้อมูลจากเมืองเซี่ยงไฮ้ สาธาณรัฐประชาชนจีน ไปยังสถานีวิจัยจงซาน (Zhongshan) ตั้งอยู่บริเวณชายฝั่งของทวีปแอนตาร์กติกา

สำหรับตู้คอนเทนเนอร์ “ช้างแวน” พัฒนาโดยนักวิจัยไทยและได้รับความร่วมมือจากหลายหน่วยงานทั้งในและนอกประเทศ อาทิ มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยเดลาแวร์และมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน ริเวอร์ฟอลส์ สหรัฐอเมริกา ภายในติดตั้งเครื่องตรวจวัดนิวตรอน มีระบบควบคุมอุณภูมิภายในให้คงที่และห้องควบคุมที่ใช้อิเล็กทรอนิกซ์และซอฟต์แวร์ที่พัฒนาขึ้นใหม่ มีกำหนดส่งคอนเทนเนอร์ช้างแวนที่ไปยังเซี่ยงไฮ้ในวันที่ 4 ตุลาคม 2561 ก่อนที่เรือสำรวจวิจัยจะออกเดินทางออกจากจากสาธาณรัฐประชาชนจีนไปยังทวีปแอนตาร์กติกา ในวันที่ 10 พฤศจิกายน 2561 และจะเดินทางกลับสู่เมืองเซี่ยงไฮ้อีกครั้งในวันที่ 10 เมษายน 2562 รวมระยะเวลาการเดินทางทั้งหมด 5 เดือน

ตลอด 5 เดือนของการเดินทางเครื่องตรวจวัดนิวตรอนจะเก็บข้อมูลและศึกษาสเปกตรัมของรังสีคอสมิกในทุกเส้นละติจูดเพื่อให้เข้าใจสนามแม่เหล็กโลกที่เชื่อมโยงกับสภาพอวกาศได้มากขึ้น รังสีคอสมิกเป็นอนุภาคพลังงานสูงหรือรังสีแกมมาจากนอกโลกที่ผ่านเข้ามาในชั้นบรรยากาศของโลก และ ส่งผลกระทบทางอ้อมต่อสิ่งมีชีวิต โดย พายุสุริยะที่ปะทุออกมาอย่างรุนแรงในลักษณะการแผ่รังสีส่งผลกระทบต่อนักบินอวกาศ ทำให้ระบบไฟฟ้าปิดตัวลงและรบกวนสัญญาณวิทยุต่าง ๆ นอกจากนี้ยังอาจส่งผลกระทบต่อสภาพอากาศและสภาพภูมิอากาศของโลกด้วย แต่ในขณะนี้นักวิทยาศาสตร์ยังไม่เข้าใจถ่องแท้ถึงอิทธิพลเหล่านั้น

นายพงษ์พิจิตร ชวนรักษาสัตย์ นักดาราศาสตร์ไทย วัย 25 ปี ผู้เดินทางในครั้งนี้ บอกว่า รู้สึกดีใจและเป็นเกียรติที่ได้รับเลือกให้เดินทางไปกับกลุ่มวิจัยขั้วโลกในครั้งนี้ ตอนนี้ได้เตรียมความพร้อมด้านร่างกายที่จะต้องเผชิญกับสภาพอากาศแถบขั้วโลก พร้อมกับความรู้เพื่อให้การทดลองสำเร็จไปด้วยดีและคาดหวังว่าการสำรวจวิจัยครั้งนี้จะได้ผลลัพธ์ที่เป็นองค์ความรู้ใหม่ด้านฟิสิกส์ดาราศาสตร์ รวมทั้งเป็นแรงบันดาลใจในการศึกษาดาราศาสตร์ให้กับคนรุ่นใหม่ของประเทศไทย

‘เซฟฟีชชิโน่’ เทรนด์พิมพ์ภาพหน้าลูกค้าลงบนกาแฟ

‘เซฟฟีชชิโน่’ เทรนด์พิมพ์ภาพหน้าลูกค้าลงบนกาแฟ เป็นเทรนด์ที่กำลังมาแรงในออสเตรเลีย

ร้านกาแฟในออสเตรเลียสร้างงานศิลปะบนถ้วยกาแฟ ด้วยการพิมพ์ภาพใบหน้าลูกค้าลงบนกาแฟของพวกเขา ซึ่งสะท้อนถึงอิทธิพลของสื่อออนไลน์ที่มีต่อการนำเสนออาหารและเครื่องดื่มของร้านต่างๆ โดยคอกาแฟที่ชอบสั่งกาแฟตามร้าน ไม่ค่อยได้รับประสบการณ์พิเศษส่วนตัวมากนัก กระทั่งมีการพิมพ์ภาพใบหน้าของพวกเขาลงบนกาแฟที่พวกเขาสั่ง

กาแฟเซลฟี่ หรือ “เซฟฟีชชิโน่” (Selfieccino) ถือเป็นบริการพิเศษ ที่เสิร์ฟพร้อมกับกาแฟยามเช้า โดย แองเจล่า หวัง เจ้าของร้าน กล่าวว่า ตอนแรกเธอรู้สึกทึ่งมาก และไม่เชื่อว่าจะสามารถพิมพ์ภาพลูกค้าลงบนกาแฟได้ ที่จริงแล้วขั้นตอนการพิมพ์ภาพใบหน้าคนลงบนกาแฟนั้นค่อนข้างง่าย

เริ่มต้นด้วยการถ่ายภาพ ก่อนจะอัพโหลดภาพลงในแอพพลิเคชั่นที่ซิงค์เข้ากับเครื่องพิมพ์อาหารชนิดพิเศษ ซึ่งใช้เวลาเพียง 1 หรือ 2 นาที ในการโหลดภาพถ่ายลงในเครื่อง จากนั้นก็พิมพ์ออกมาจนเสร็จสมบูรณ์

ลาน่า แจ๊กสัน ลูกค้าของร้าน กล่าวว่า มันสวยมากและออกมาดูดีกว่าที่เธอคิดไว้ มันเหมือนกับมีภาพเล็กๆ บนกาแฟของเธอ ขณะที่ กลอเรีย จิออร์ดาโน่ ลูกค้าอีกคน กล่าวว่า การพิมพ์ภาพใบหน้าลงบนกาแฟเป็นแนวคิดที่ดีมากๆ เธอไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน

“ชานเจ คาเฟ่” เป็นร้านกาแฟร้านแรกในเมืองบริสเบน ที่เสิร์ฟกาแฟเซลฟีชชิโน่ ซึ่งตอนนี้กำลังได้รับความนิยมในต่างประเทศ ผู้เชี่ยวชาญ เผยว่า การพิมพ์ใบหน้าลงบนกาแฟเป็นเทรนด์ที่กำลังมาแรงในออสเตรเลีย ซึ่งเป็นประเทศที่มีความพิถีพิถันในการทำอาหารและกาแฟ เพื่อดึงดูดความสนใจจากผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์

ดร. เจสัน สเติร์นเบิร์ก อาจารย์ด้านสื่อดิจิทัลที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีในรัฐควีนส์แลนด์ กล่าวว่า มันเป็นเรื่องที่ง่ายมากๆ ที่จะผลิตถ้วยกาแฟแบบรับประทานได้ และตอนนี้ร้านกาแฟจำนวนมากก็กำลังต่อสู้เพื่อธุรกิจ ดังนั้นการสร้างความแตกต่างในตลาดจึงเป็นสิ่งที่มีมูลค่า

เฟซบุ๊กมีบัญชีผู้ใช้งานมากกว่า 2 พันล้านบัญชี ที่เข้าสู่ระบบในแต่ละเดือน ขณะที่อินสตาแกรมมีผู้ใช้งานประมาณพันล้านบัญชี ไม่ต้องสงสัยเลยว่าทำไมธุรกิจขนาดเล็กจึงต้องมองหาวิธีดึงดูดความสนใจผ่านสื่อสังคมออนไลน์

แคนดี้ แกซดากห์ เจ้าของร้านกาแฟอีกแห่งในเมืองบริสเบน กำลังเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากเครื่องมือทางการตลาดที่เห็นผลรวดเร็วและไม่เสียค่าใช้จ่าย ด้วยการถ่ายภาพเค้กที่สวยงามสะดุดตา เธอกล่าวว่า ลูกค้าร้อยละ 70 มาที่ร้านเพราะเห็นโพสต์ภาพที่ทางร้านโพสต์ หรือไม่ก็ภาพที่ลูกค้าคนอื่นๆ แท็กมาที่ร้าน