กองทัพเรือ วางศิลาฤกษ์ พิพิธภัณฑ์ทหารเรือแห่งใหม่

กองทัพเรือ วางศิลาฤกษ์ พิพิธภัณฑ์ทหารเรือ (แห่งใหม่) เพื่อแหล่งการเรียนรู้ ปชช.

วันนี้(18 ก.ย. 61) ที่โรงจอดรถกองเรือลำน้ำ กองเรือยุทธการ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร พลเรือเอก นวพล ดำรงพงศ์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารเรือ เป็นประธานในพิธีวางศิลาฤกษ์อาคารอเนกประสงค์พิพิธภัณฑ์ทหารเรือ (แห่งใหม่)

โดยกิจกรรมด้านพิพิธภัณฑ์ของกองทัพเรือได้เริ่มมีขึ้น เมื่อ พ.ศ.2485 ซึ่งเริ่มแรกเป็นเพียงขั้นตอนรวบรวมวัตถุพิพิธภัณฑ์ ที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี จากที่ต่างๆ ในกองทัพเรือ นำมาสงวนรักษาไว้ ที่ อาคารราชนาวิกสภาชั้นล่าง ตรงข้ามท่าราชวรดิฐ ต่อมาในปี พ.ศ.2501 ได้ย้ายพิพิธภัณฑ์ทหารเรือไปอยู่ที่ ป้อมพระจุลจอมเกล้า จนกระทั่ง พ.ศ.2515 ได้ย้ายพิพิธภัณฑ์ทหารเรือไปอยู่ที่ ตำบลปากน้ำ จังหวัดสมุทรปราการ จนถึงปัจจุบัน

แต่เนื่องจากการจัดแสดงนิทรรศการมีสภาพเก่าและอยู่ไกลจากกองบัญชาการกองทัพเรือ ประกอบกับมีโครงการย้ายกองเรือลำน้ำ กองเรือยุทธการ ไปยังพื้นที่บางนา โดยพื้นที่กองเรือลำน้ำเดิมมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ เป็นพระราชนิเวศน์ของเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก ซึ่งต่อมาทรงปราบดาภิเษกขั้นเป็นรัชกาลที่ 1 แห่งราชวงศ์จักรี กองทัพเรือจึงเล็งเห็นถึงความสำคัญนี้และได้ทำโครงการย้ายพิพิธภัณฑ์ทหารเรือ จากพื้นที่ตำบลปากน้ำ ยังพื้นที่พระนิเวศน์ซึ่งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตรงข้ามพระบรมมหาราชวัง

ทั้งนี้ โครงการฯได้อนุรักษ์อาคารเก่าทำการปรับปรุงเพื่อจัดแสดงนิทรรศการ ประวัติ และการปฏิบัติงานของกองทัพเรือ โดยวางแผนในการบูรณะอาคารของกองทัพเรือลำน้ำ และอาคารคลังเครื่องจักรของกรมอู่ทหารเรือ ที่อยู่ติด สำหรับจัดแสดงนิทรรศการเพื่อการวางศิลาฤกษ์ อาคารอเนกประสงค์พิพิธภัณฑ์ทหารเรือแห่งใหม่นี้ เป็นอาคารที่สร้างขึ้นใหม่ใช้เป็นพื้นที่อเนกประสงค์ สามารถจัดแสดงนิทรรศการ จัดการประชุม และจัดกิจกรรมอื่นๆ ได้ ทำให้พิพิธภัณฑ์ทหารเรือแห่งใหม่นี้มีความสมบูรณ์

อย่างไรก็ตาม ยังเป็นแหล่งการเรียนรู้ให้แก่นักเรียน นักศึกษา และประชาชน อีกทั้งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวกับนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างประเทศและที่สำคัญ เป็นการปลูกจิตสำนึกให้กับกำลังพลของกองทัพเรือ ที่ได้ดูตัวอย่างการเสียสละของอดีตบรรพบุรุษทหารเรือในอดีต จากผลการปฏิบัติงานจริงที่มีตัวอย่างและภาพเหตุการณ์เรื่องราวต่างๆ จึงเหมาะสมอย่างยิ่ง เป็นแหล่งเรียนรู้ให้กับพี่น้องชาวไทย และกำลังพลของกองทัพเรือเป็นอย่างยิ่งเพื่อให้เกิดความเป็นสิริมงคล

‘ทักษิณ’ โพสต์ครบรอบ 12 ปีรัฐประหาร ขออโหสิกรรมให้ทุกคนที่ให้ร้าย

ทักษิณ โพสต์ครบรอบ 12 ปีรัฐประหาร เผย รู้สึกเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับประเทศไทย ลั่น อโหสิกรรมให้ทุกคนที่กลั่นแกล้ง

วันที่ 18 ก.ย. 2561 นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Thaksin Shinawatra กรณีครบรอบ 12 ปี เหตุการณ์ยึดอำนาจเมื่อวันที่ 19ก.ย. 2549 โดยคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งมีพลเอก สนธิ บุญยรัตกลินเป็นหัวหน้าคณะ จนส่งผลให้ นายทักษิณ ต้องไปอยู่ต่างแดนจนถึงปัจจุบัน ทั้งนี้ข้อความระบุว่า

12 ปี จาก 19 กันยายน 2549 ถึง 19 กันยายน 2561 วันนี้ผมอยากให้ทุกท่านลองวางใจให้เป็นกลาง แล้วหลับตานึกว่าจากวันนั้นถึงวันนี้ ท่านคิดว่าประเทศไทยเจริญขึ้นแล้วหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นระบบการศึกษา ระบบราชการบริการประชาชน ยาเสพติด การสาธารณสุข กระบวนการยุติธรรม เศรษฐกิจของท่านเองรวมถึงความสุขของท่านและคนรอบตัวท่าน สุดท้ายคือศักดิ์ศรีประเทศและความภูมิใจของท่าน

เรามีการปฏิวัติ 2 ครั้งใน 12 ปี ปฏิวัตินายกฯที่เป็นพี่น้องกันและได้รับความนิยมสูงสุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย แน่นอนมีคนได้ดีและร่ำรวยจากการปฏิวัติทั้ง 2 ครั้ง แต่คนที่แย่ลงในหลายมิติมีมากกว่า และไม่สำคัญเท่ากับประเทศไทยที่เรารักถูกมองแย่ลงในสายตาคนทั้งโลก

เราถึงเวลาแล้วหรือยังที่จะหันหน้ามาปรึกษาหารือกันเพื่อบ้านเมือง หรือว่าเราจะตะแบงฟาดฟันกันฝ่ายเดียว ทั้งๆที่เป็นเพียงแค่ความคิดเห็นที่ต่างกัน ชอบไม่เหมือนกัน บางคนต้องถึงกับชีวิต บางคนเจ็บป่วย บางคนติดคุก บางคนถูกกลั่นแกล้งทางธุรกิจ ทางอาชีพและตำแหน่งหน้าที่ราชการ จนอยากจะตะโกนแรงๆ ว่าเราคนไทยด้วยกันไม่ใช่หรือ

แล้ววันนี้เราช้ำกันพอแล้วหรือยัง ประเทศช้ำพอแล้วหรือยัง รอยยิ้มของไทยที่เรียกว่ายิ้มสยามหายไปไหนหมด แล้วเราจะอยู่กันแบบนี้ ในขณะที่โลกเขากำลังเอาสมองไปคิดค้นสิ่งใหม่ นำความเจริญให้ประเทศเขาแต่เรากำลังล้าหลังในทุกๆด้าน ถ้าเราเปิดใจกว้าง ไม่เป็นกบน้อยในกะลา เราจะรู้ว่าเราต้องปรับปรุงและพัฒนาอีกเยอะ เทคโนโลยีที่ทั้งโลกกำลังใช้ประโยชน์มันกำลังจะไล่ล่าประเทศที่ปรับตัวไม่ทันและไม่คิดปรับตัว

ในโอกาสครบรอบ 12 ปีนี้ ผมขอเปิดอกว่าผมเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยเป็นอย่างยิ่ง นอกจากนั้นผมต้องสูญเสียความสุข ความอบอุ่นในครอบครัวผม ที่พ่อแม่ลูกเราอยู่ด้วยกันอย่างอบอุ่นมาตลอด ต้องมาพรากจากกัน ผมเสียใจที่คนที่รักผม สนับสนุนผมถูกรังแก แต่คงไม่เสียใจเท่าประเทศที่ผมรัก แผ่นดินที่ผมเกิด และเติบโตมา ซึ่งครั้งหนึ่งได้ทำหน้าที่นายกรัฐมนตรี ต้องมาตกอยู่ในสภาวะแบบนี้

ถึงแม้ว่าผมมีอายุที่กำลังก้าวเข้าปีที่ 70 แล้ว แต่ผมเสียดายประสบการณ์ที่สั่งสมมาทั้งชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่ง 12 ปีที่ออกมา ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชน ขอขอบคุณพี่น้องประชาชนที่ 12 ปี แล้วยังไม่ลืมผม ยังส่งผ่านความรักความปรารถนาดีมาถึงกันเสมอมา สุดท้ายนี้ผมขออโหสิกรรมให้กับทุกคนที่ให้ร้ายกลั่นแกล้งผมมา ณ ที่นี้ด้วย