สั่งเฝ้าระวัง 5 เขื่อน เตรียมพร้อมรับน้ำฝน ที่คาดตกหนักในช่วงนี้

ศูนย์เฉพาะกิจฯ ประเมินฝนยังตกต่อเนื่องครอบคลุมหลายพื้นที่ คาด 37 จังหวัดเสี่ยงฝนตกหนัก ส่งผลเติมน้ำในเขื่อนเกิน 80% ถึง 114 อ่าง เฝ้าระวังระวังพิเศษ 5 เขื่อน

นายสำเริง แสงภู่วงค์ รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์เฉพาะกิจชั่วคราวในภาวะวิกฤติ เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำภาพรวมของประเทศ ประจำวันที่ 18 ก.ย. 61 ว่า

จากปริมาณฝนที่ตกเพิ่มขึ้นในหลายพื้นที่ต่อเนื่องจากอิทธิพลของพายุ “มังคุด” รวมกับอิทธิพลของมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ส่งผลทำให้เกิดน้ำไหลหลากในหลายพื้นที่ และมีปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างขนาดใหญ่และขนาดกลางเกินกว่า 80% เพิ่มขึ้น จากปัจจุบันมีทั้งสิ้น 114 อ่าง แบ่งเป็น อ่างที่ความจุเกิน 100% มีทั้งสิ้น 22 แห่ง แบ่งเป็น ขนาดใหญ่ 1 แห่ง คือ เขื่อนน้ำอูน ขนาดกลาง 21 แห่ง

ส่วนอ่างเฝ้าระวัง 80-100% มีทั้งสิ้น 92 แห่ง แบ่งเป็น ขนาดใหญ่ 10 แห่ง ได้แก่
เขื่อนแก่งกระจาน 98%
เขื่อนวชิราลงกรณ 93%
เขื่อนศรีนครินทร์ 92%
เขื่อนนฤบดินทรจินดา 93%
เขื่อนขุนด่านปราการชล 86%
เขื่อนรัชชประภา 84%
เขื่อนสิริกิติ์ 82%
เขื่อนกิ่วคอหมา 84%
เขื่อนลำตะคอง 81%
เขื่อนประแสร์ 82%

ส่วนอ่างขนาดกลางมีทั้งสิ้น 82 แห่ง ซึ่งหลายเขื่อนที่มีปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนมากขึ้นจะส่งผลดีต่อการจัดสรรน้ำช่วงฤดูแล้ง ซึ่ง สทนช.ได้กำชับและเน้นย้ำทุกหน่วยงานติดตามเฝ้าระวังความปลอดภัยของเขื่อนอย่างใกล้ชิดโดยต่อเนื่อง จนกว่าจะสิ้นสุดฤดูฝนที่กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ในช่วงกลางเดือนตุลาคมนี้ด้วย

ด้านอ่างเก็บน้ำที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษเนื่องจากมีระดับเกินเกณฑ์ควบคุม และปริมาณน้ำเกินร้อยละ 80 ของความจุนั้น ล่าสุดเขื่อนศรีนครินทร์ปริมาณน้ำต่ำกว่าเกณฑ์ควบคุมแล้ว ปัจจุบันจึงคงเหลือเขื่อนเฝ้าระวังพิเศษเพียง 5 แห่งตามลำดับ ได้แก่

เขื่อนน้ำอูน จ.สกลนคร คิดเป็น 103% เขื่อนแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี คิดเป็น 98% เขื่อนนฤบดินทรจินดา จ.ปราจีนบุรี คิดเป็น 93% เขื่อนวชิราลงกรณ จ.กาญจนบุรี คิดเป็น 93% และเขื่อนขุนด่านปราการชล จ.นครนายก คิดเป็น 86% ซึ่งทุกเขื่อนมีปริมาณน้ำไหลเข้าลดลง ขณะที่การระบายออกยังคำนึงถึงสถานการณ์ฝนและผลกระทบพื้นที่ท้ายน้ำอย่างต่อเนื่อง.

คนร้ายเหิมเกริม!! ลอบยิงพยานคดีเผารถและฆ่าคนงานที่ จ.ตรัง

คนร้ายเหิม ลอบยิงพยานคดีเผารถและฆ่าคนงานรับเหมาตายกลางงานศพ ขณะนั่งร่วมวงญาติๆ ตำรวจมุ่งประเด็นแก้แค้น ยาเสพติด ไม่ตัดปมคดีพยาน เผารถและฆ่าคนงานรับเหมา เชื่อคดีฆ่าตัดตอน

วันที่ 18 กันยายน 2561 เวลา 11.00 น. พ.ต.อ.ชัยโรจน์ โพธิปฐม ผู้ก๋ากับการตำรวจภูธร นาโยง จ.ตรัง เดินทางไปยังวัดนางหลาด หมู่ 5 ต.โคกสะบ้า อ.นาโยง จ.ตรัง หลังคนร้ายก่อคดี ยิง นายอำนวย เพชรรัตน์ อยู่ 48 ปี บ้านเลขที่ 14 หมู่ 6 ต.ทุ่งค่าย อ.ย่านตาขาว จ.ตรัง ขณะมาร่วมงานบำเพ็ญกุศลศพหลานชายภายในวัด โดยนายอำนวย นั่งพูดคุยกับบรรดาญาติๆ ประมาณ 4 คน ในเต้นท์ที่ทางเจ้าภาพจัดบริการแขกที่มาร่วมงาน กระสุนเข้าบริเวณกลางหลัง 3 นัดทะลุขั้วหัวใจเสียชีวิตคาที่ เหตุเกิดกลางดึก วันที่ 17กันยายน ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ในวันที่ 5 กันยายนที่ผ่านมา นายอำนวย เป็น 1 ใน 10 เป้าหมายแรกที่ทางเจ้าหน้าที่ทหารตำรวจ ได้เชิญตัวไปสอบปากคำที่ค่ายทหาร ร.15 พัน 4 ค่ายลำภูรา ในคดีคนร้ายลอบเผารถและยิงคนงานก่อสร้าง ของ หจก.ภักสุธีโกศลการก่อสร้าง ซึ่งเป็นโครงการปรับปรุงผิวจราจรถนนชนิดพาราแอสฟัสต์ติกคอนกรีต สาย ตง.ถ.-0067 โคกชะแง้บ้านเกาะปุด (ตอน 2) หมู่ 5 ต.นาบินหลา –หมู่ 10 ต.นาข้าวเสีย อ.นาโยง ระยะทาง 825 เมตร งบประมาณ 2,794,000 บาท เหตุเกิดเมื่อวันที่ 14 และ 16 สิงหาคม ที่ผ่านมา ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นการฆ่าตัดตอนก็เป็นได้

พ.ต.อ.ชัยโรจน์ กล่าวว่า ทางตำรวจรับแจ้งจากวิทยุ 191 ว่ามีเหตุคนร้ายิงภายนงานศพ วัดนางหลาด หมู่ 5 ต.โคกสะบ้า อ.นาโยง จ.ตรัง โดยคนร้ายนั่งรถยนต์เก๋งสีดำ ยังไม่ทราบยี่ห้อละทะเบียน หลังก่อเหตุขับรถหลบหนีไป โดยภายในวัดมีงานศพ ซึ่งเป็นหลานตัวเองด้วยการยิงตัวตายคาดว่าคนร้ายน่าจะปะปนกับแขกที่มาร่วมงาน หลังจากนั้นเมื่อได้โอกาส ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายจากทางด้านหลัง กระสุนเข้าด้านหลังทะลุหัวใจ ซึ่งรายละเอียดอยู่ในระหว่างการสืบสวนสอบสวน คนตายชื่อ นายอำนวย เพชรรัตน์ อายุ 48 ปี บ้านเลขที่ 14 หมู่ 6 ต.ทุ่งค่าย อ.ย่านตาขาว จ.ตรัง ผู้ตายมีประวัติการติดคุกก่อเหตุแทงกันตายในคุกและพัวพันเรื่องยาเสพติด

สภาพศพถูกยิงจากด้านหลัง โดยนายอำนวย นั่งอยู่ในเต้นท์ภายในงาน ไฟสว่าง อาวุธปืนที่ใช้มีขนาดเล็ก อาจจะเป็นขนาดจุด 22 หรือไม่อยู่ระหว่างการตรวจสอบ หรืออาจจะติดกล้องหรือไม่กำลังตรวจสอบเช่นกัน ระยะทางร้ายยิงห่างจากผู้ตายประมาณ 20 เมตร ถ้าหากคนร้ายอาศัยกล้องระยะนี้ก็ง่าย สันนิษฐานว่า ว่าคนร้ายตามาแก้แค้น หรือประเด็นยาเสพติด ส่วนประเด็นที่ผู้ตายเป็นพยานในคดีเผารถและฆ่าคนงานรับเหมาพื้นที่ อ.เมือง ก็ไม่ได้ทิ้งประเด็น ตอนนี้สั่งการให้ตำรวจชุดสิบสวนสอบสวนติดตาม พยานหลักฐานที่พบในทีเกิดเหตุเป็นเม็ดกระสุน ขณะนี้นำศพผู้ตายไปผ่าพิสูจน์

ธ.ก.ส. ออกให้บริการเกษตรกรแจ้งความประสงค์ เข้าโครงการลดภาระหนี้

ธ.ก.ส. ออกให้บริการเกษตรกรลงทะเบียนยืนยันแจ้งความประสงค์ ร่วมโครงการขยายเวลาชำระหนี้ต้นเงินกู้ 3 ปี ปรับตารางชำระหนี้ให้สอดคล้องกับรายได้

นายอภิรมย์ สุขประเสริฐ ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ธ.ก.ส. ได้ดำเนินมาตรการลดภาระหนี้เพื่อสนับสนุนการปฏิรูปภาคการเกษตรตามแนวทางเกษตรประชารัฐแก่เกษตรกร เพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกรที่เป็นภาระหนักให้สามารถกลับมาฟื้นฟูตนเองทั้งการประกอบอาชีพและการสร้างรายได้ โดยมีเกษตรกรได้รับประโยชน์ 3.81 ล้านราย ประกอบด้วย

อภิรมย์ สุขประเสริฐ ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)

1) โครงการลดดอกเบี้ยเงินกู้ให้แก่เกษตรกร สำหรับต้นเงินกู้ 300,000 บาทแรก ลดลงในอัตราร้อยละ 3 ต่อปี เป็นระยะเวลา 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2561 ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2562 เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน และเป็นการลดต้นทุนในการประกอบอาชีพ

สามารถฟื้นฟูตนเองรวมถึงการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตให้ดียิ่งขึ้น มีเงินใช้จ่ายในครัวเรือนและออมเงินมากขึ้น ซึ่งขณะนี้ ธ.ก.ส.ได้ลดดอกเบี้ยเงินกู้ให้แก่เกษตรกรไปแล้ว 3.81 ล้านราย เป็นเกษตรกรทั่วไป 2.43 ล้านราย และเป็นเกษตรกรที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 1.38 ล้านราย

2) โครงการขยายเวลาชำระหนี้ให้แก่เกษตรกรลูกค้า ธ.ก.ส. ที่มีหนี้เงินกู้ที่เป็นภาระหนัก เพื่อผ่อนคลายภาระหนี้สิน แบ่งเบาปัญหาสภาพคล่องทางการเงินในครัวเรือน โดยขยายระยะเวลาชำระต้นเงินกู้ 3 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2561 ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2564 ตามความสมัครใจ

สำหรับดอกเบี้ยเงินกู้ให้ชำระตามกำหนดเดิม หรือตามที่มาแห่งรายได้อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เว้นในกรณีเป็นภาระหนักให้ขยายเวลาชำระดอกเบี้ยหรือปรับปรุงโครงสร้างหนี้เป็นราย ๆ ไป ซึ่งขณะนี้ ธ.ก.ส.ได้ขยายเวลาชำระหนี้ให้แก่เกษตรกรไปแล้ว 715,114 ราย วงเงิน 205,521 ล้านบาท

นายอภิรมย์กล่าวต่อไปว่าเพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับเกษตรกรลูกค้า พนักงาน ธ.ก.ส.จะนัดหมายและออกไปพบเกษตรกรลูกค้าเพื่อประชุมชี้แจงรายละเอียดโครงการและสอบถามความสมัครใจ ณ จุดนัดหมายต่างๆ ที่เกษตรกรสะดวกเช่นเดียวกับวันนี้ที่จัดขึ้น ณ ห้องประชุมอาคารอเนกประสงค์บึงบอระเพ็ด อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์

โดยเกษตรกรสามารถแจ้งความประสงค์และลงชื่อในแบบแสดงความประสงค์เข้าร่วมโครงการฯ ภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2561 จึงขอเชิญให้พี่น้องเกษตรกรที่ได้รับการนัดหมายมาประชุมและแจ้งความประสงค์เข้าร่วมโครงการ หากพ้นกำหนดจะไม่ได้รับสิทธิ์ขยายเวลาชำระหนี้ แต่ยังคงได้รับสิทธิ์ลดดอกเบี้ย

นอกจากนี้ ธ.ก.ส.จะร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องเข้าไปสนับสนุนฟื้นฟูการประกอบอาชีพให้สามารถแข่งขันมีรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นผ่านโครงการต่าง ๆ เช่น โครงการสินเชื่อเพื่อปรับโครงสร้างการผลิตการเกษตรสู่ความยั่งยืน

โครงการสินเชื่อชุมชนเพื่อการปรับเปลี่ยนการผลิตและพัฒนาอาชีพผู้มีรายได้น้อย(XYZ) อัตราดอกเบี้ย 0.01% ต่อปี โครงการสินเชื่อเพื่อพัฒนาอาชีพของผู้มีรายได้น้อย อัตราดอกเบี้ย 0% 6 เดือน โครงการลดต้นทุนการผลิตให้แก่เกษตรกรและสถาบันเกษตรกร เป็นต้น โดยธ.ก.ส.จัดสินเชื่อเพื่อรองรับการฟื้นฟูรวม 250,000 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม กรณีเกษตรกรที่มีความสามารถชำระหนี้ได้และมีความประสงค์ชำระหนี้ครบถ้วนตามกำหนดทั้งต้นเงินและดอกเบี้ยจะสามารถขอสินเชื่อใหม่ตามโครงการสินเชื่อเพื่อเพิ่มศักยภาพการประกอบอาชีพ อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปีในปีแรกและปีต่อไปคิดในอัตราปกติ วงเงินให้สินเชื่อรวม 100,000 ล้านบาท

นอกจากนั้นเพื่อเป็นการสร้างขวัญกำลังใจและลดภาระหนี้ให้กับพี่น้องเกษตรกรที่ชำระหนี้ได้ตามกำหนด รวมทั้งส่งเสริมให้เกษตรกรลูกค้ารักษาวินัยการเงินการคลัง ธ.ก.ส.จะคืนดอกเบี้ยให้กับลูกค้าที่ส่งชำระคืนในอัตราร้อยละ 30 ของจำนวนดอกเบี้ยที่ชำระกับโครงการชำระดีมีคืน ซึ่งข้อมูล ณ 31 สิงหาคม 2561 คืนดอกเบี้ยให้กับลูกค้าไปแล้ว 1.639 ล้านราย เป็นเงิน 2,462.59 ล้านบาท

นายอภิรมย์กล่าวต่ออีกว่า สิ่งสำคัญที่จะต้องทำควบคู่ไปด้วยคือการสร้างภูมิคุ้มกันในเรื่องการออม เพื่อให้เกษตรกรก้าวพ้นปัญหาความยากจนได้อย่างยั่งยืน โดย ธ.ก.ส.จะส่งเสริมให้เกษตรกรนำรายได้ส่วนเหลือจากค่าใช้จ่าย มาเก็บออมเงินอย่างต่อเนื่องกับผลิตภัณฑ์เงินฝากต่างๆ ของ ธ.ก.ส.

ซึ่งได้จัดโปรแกรมมอบสิทธิประโยชน์และรางวัลพิเศษแก่ผู้ออมเงินที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อจูงใจและให้กำลังใจในการออมโดยสมัครใจ เช่น เงินฝากออมทรัพย์ทวีโชคที่ฝากสะสมเฉลี่ยทุกๆ 1,000 บาท เป็นระยะเวลาติดต่อกัน 6 เดือน จะได้สิทธิ์ชิงรางวัลพิเศษเพิ่มจากเดิมอีกปีละ 1 ครั้ง รวมเป็น 3 ครั้ง และผลิตภัณฑ์“ธกส มอบรัก” ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ประกันแบบคุ้มครองสินเชื่อ เพื่อเป็นทางเลือกให้เกษตรกรสร้างภูมิคุ้มกันให้กับตนเอง เป็นต้น

ทั้งนี้ มาตรการและโครงการต่างๆ เป็นการดูแลแก้ไขปัญหาหนี้แบบครบวงจร ทำให้เกษตรกรมีขวัญและกำลังใจในการพัฒนาตนเอง เพื่อก้าวผ่านอุปสรรคและความยากลำบาก โดยหลุดพ้นจากวงจรหนี้ สามารถกลับมาประกอบอาชีพและสร้างรายได้ เพื่อพัฒนาระบบเศรษฐกิจของประเทศอย่างมั่นคงยั่งยืน