กรมสุขภาพจิตนำ 13 หมูป่า เปิดใจครั้งสุดท้าย ชี้จากนี้อยากให้ใช้ชีวิตปกติ

กรมสุขภาพจิตนำ 13 ชีวิตทีมหมูป่า เปิดใจต่อสื่อมวลชนอีกครั้ง ระบุถือเป็นครั้งสุดท้าย เพราะต้องการให้เด็กๆ ใช้ชีวิตตามปกติ ขณะที่นักท่องเที่ยว ต่างเดินทางไปเที่ยวชมถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย เป็นจำนวนมาก

ในช่วงวันหยุดที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวต่างเดินทางมาเที่ยวถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย กันเป็นจำนวนมาก ซึ่งส่วนใหญ่จะมาไหว้ศาลเจ้าแม่นางนอน และถ่ายภาพบรรยากาศโดยรอบ ที่เคยเป็นพื้นที่ช่วยเหลือทีมหมูป่าอะคาเดมี ออกจากถ้ำ ระหว่างวันที่ 23 มิถุนายน ถึง 10 กรกฎาคมที่ผ่านมา

นายกวี ประสมพล หัวหน้าวนอุทยานถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน เปิดเผยว่า ตอนนี้ยังอนุญาตให้นักท่องเที่ยว และชาวบ้านมาไหว้เจ้าแม่นางนอน และถ่ายภาพได้ แต่พื้นที่ในถ้ำหลวง และพื้นที่ขุนน้ำนางนอน บริเวณถ้ำทรายทอง ขณะนี้ยังปิดพื้นที่เพื่อฟื้นฟู

ส่วนความคืบหน้าการสำรวจถ้ำ และพื้นที่เพื่อจัดตั้งอุทยานแห่งชาติ ล่าสุดยังอยู่ในขั้นตอนการตั้งคณะทำงาน โดยพื้นที่จะประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติ ต้องมีพื้นที่ 6,250 ไร่ ขณะที่ถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอนมีพื้นที่แล้ว 5,965 ไร่ ซึ่งจะต้องขอพื้นที่ผนวกพื้นที่ป่าเพียง 265 ไร่ เพื่อประกาศเป็นอุทยานฯ และกันพื้นที่กับชาวบ้าน โดย
ที่ผ่านมาชาวบ้านที่อยู่ใกล้เคียงให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี

ขณะที่เมื่อวานนี้กระทรวงวัฒนธรรม ได้เปิดแถลงข่าวเกี่ยวกับทีมหมูป่าฯ ที่วัดพระธาตุดอยเวา อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ซึ่งมีสื่อมวลชนให้ความสนใจเข้าร่วมจำนวนมาก โดยมีนายแพทย์ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ ที่ปรึกษากรมสุขภาพจิต เป็นผู้ถามคำถามแทนสื่อมวลชน เช่น กรณีการมุดถ้ำจำลอง ซึ่งทีมหมูป่าก็บอกว่าเป็นความอยากรู้เอง หลังเข้าถ้ำก็ไม่รู้สึกหวาดกลัว และไม่ได้ผลกระทบต่อจิตใจ

โดยส่วนหนึ่งของการสัมภาษณ์ ยังเป็นเรื่องของความรู้สึกต่อบรรยากาศการช่วยเหลือของทุกฝ่าย รวมไปถึงร่วมงานเลี้ยงขอบคุณคนทั้งโลกเมื่อวันที่ 6 กันยายนที่ผ่านมา ซึ่งโค้ชเอกและเด็กๆ ต่างระบุว่ามีความประทับใจและซาบซึ้งใจต่อการช่วยเหลือของทุกฝ่ายโดยเฉพาะ พันโทนายแพทย์ภาคย์ โลหารชุน หรือหมอภาคย์ ที่สัญญาจะพาทั้ง 13 คน ไปเที่ยวที่จังหวัดนครราชสีมา ในช่วงปิดภาคเรียนนี้

ส่วนการใช้ชีวิตของทั้ง 13 คน ยังใช้ชีวิตตามปกติ แต่ไปไหนมาไหนอาจต้องมีผู้ปกครองตามไปด้วย ซึ่งก่อนการแถลงข่าว นายแพทย์ยงยุทธ ระบุว่า การแถลงข่าวครั้งนี้ถือเป็นครั้งสุดท้ายแล้ว เพราะคำถามจะเริ่มซ้ำ เพื่อปล่อยให้เด็กกลับไปใช้ชีวิตตามปกติ

ชาวเมียนมาเรียกร้องปล่อยตัว 2 นักข่าวรอยเตอร์ส

ชาวเมียนมาประท้วงเรียกร้องให้ปล่อยตัว 2 นักข่าวรอยเตอร์ส หลัง “อองซาน ซูจี” แสดงการสนับสนุนคำตัดสินศาล

ชาวเมียนมาประมาณ 50 คน ออกมาแสดงพลังสนับสนุน 2 ผู้สื่อข่าวจากสำนักข่าวรอยเตอร์ส ด้วยการตะโกนเรียกร้องให้ปล่อยตัว รวมทั้งถือธงกับลูกโป่งสีดำในนครย่างกุ้งเมื่อวานนี้ หลังจากผู้สื่อข่าวทั้ง 2 คน ถูกตัดสินจำคุกจากการรายงานเปิดโปงว่ากองทัพเมียนมาก่อเหตุสังหารหมู่ชาวมุสลิมโรฮีนจาในรัฐยะไข่

ก่อนหน้านี้ศาลเมียนมาตัดสินจำคุกนายวา โลน และนายจ่อ ซอ อู เป็นเวลา 7 ปี ในข้อหาละเมิดกฎหมายความลับทางราชการ ด้วยการครอบครองเอกสารลับต่างๆ แม้จะมีหลักฐานที่ชี้ชัดว่า ทั้งคู่ถูกตำรวจจัดฉากใส่ร้าย และเอกสารเหล่านั้นมีแต่ข้อมูลที่ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะแล้ว

คำตัดสินของศาลทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์และประณามจากนานาชาติ ซึ่งรวมถึงองค์กรด้านสิทธิมนุษยชน, สหประชาชาติ และรัฐบาลหลายประเทศ ซึ่งเรียกร้องให้ศาลปล่อยตัวพวกเขา

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว นางอองซาน ซูจี มนตรีแห่งรัฐของเมียนมา ได้แสดงการสนับสนุนคำตัดสินของศาล พร้อมระบุว่า 2 ผู้สื่อข่าวรอยเตอร์สไม่ได้ถูกตัดสินจำคุกเพราะเป็นผู้สื่อข่าว ระหว่างที่เธอพูดบนเวทีงานเวิลด์ อีโคโนมิกส์ ฟอรั่ม ที่เวียดนาม

การชุมนุมเมื่อวานนี้ไม่ได้รับอนุญาตจากทางการนครย่างกุ้ง แต่เจ้าหน้าที่ยอมผ่อนปรนให้ ขณะที่ผู้ชุมนุมกังวลว่าจะถูกตำรวจใช้กำลังสลายการชุมนุมหากไม่ขออนุญาต

นายหม่อง ซวง คา ผู้จัดการชุมนุม กล่าวว่า รัฐบาลดูจะพอใจกับคำตัดสินในคดีนี้ แต่พวกเขาจะไม่ยอมแพ้ง่ายๆ และจะพยายามอย่างดีที่สุดเพื่อประท้วงคำตัดสินของศาล

เร่งระบายน้ำเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เตรียมรับมืออิทธิพล ‘พายุมังคุด’

สถานการณ์น้ำใน 6 เขื่อนใหญ่ยังวิกฤต โดยกรมชลประทานได้สั่งเพิ่มระบายน้ำเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เพื่อรับมือฝน จากอิทธิพล ‘พายุมังคุด’

นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า จากอิทธิพลของพายุบารีจัตและพายุมังคุด ทำให้มีฝนตกบริเวณลุ่มน้ำเพชรบูรณ์และลุ่มน้ำป่าสักมาก ดังนั้นช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา มีน้ำไหลเข้าเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จังหวัดลพบุรี วันละประมาณ 50 ล้านลูกบาศก์เมตร ขณะที่เกณฑ์เก็บกักของเขื่อน อยู่ที่ 511.09 ล้านลูกบาศก์เมตร น้ำในอ่างมีปริมาตรเพิ่มขึ้นต่ำกว่าเกณฑ์เก็บกัก 4.31 ล้านลูกบาศก์เมตร คืออยู่ที่ 506.78 ล้านลูกบาศก์เมตร จึงได้สั่งการให้สำนักชลประทานที่ 10 เพิ่มการระบายน้ำท้ายเขื่อนป่าสักฯ เป็นขั้นบันได

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 15 กันยายน ระบาย 420 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 450 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ส่วนวานนี้ (16 ก.ย.) ระบายน้ำที่ 450.78 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที คิดเป็น 38.95 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน เพื่อจะลดระดับน้ำหน้าเขื่อนป่าสักฯ ให้มีพื้นที่รองรับน้ำจากฝนที่จะตกลงมาต่อเนื่อง ตามการคาดการณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยาว่า ยังจะมีฝนชุกระหว่างวันที่ 16-18 กันยายนนี้ จากอิทธิพลของพายุไต้ฝุ่นมังคุด

นอกจากนี้ สำนักชลประทานที่ 10 ยังรายงานว่า พื้นที่แก้มลิงรวม 290,130 ไร่ ทุ่งแนวคลองฝั่งซ้ายแม่น้ำป่าสัก ในความรับผิดชอบของสำนักชลประทานนั้น เกษตรกรเก็บเกี่ยวข้าวหมดแล้ว พร้อมใช้เป็นที่รับน้ำหลาก ซึ่งจะไม่เกิดผลกระทบต่อพื้นที่ลุ่มต่ำ ทั้งในลุ่มน้ำป่าสักและจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

อย่างไรก็ตาม เว็บไซต์ของสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (สนนก.) ได้แจ้งเตือนสถานการณ์ พายุมังคุดกระทบหลายพื้นที่ เช่น จังหวัดศรีสะเกษ จันทบุรี ตราด ฉะเชิงเทรา พังงา มีปริมาณฝน 150-200 มิลลิเมตร ตกสะสมในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา และลุ่มน้ำมีระดับน้ำวิกฤตล้นตลิ่ง เช่น แม่น้ำป่าสัก จังหวัดลพบุรี แม่น้ำป่าสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ แม่น้ำพระปรง จังหวัดสระแก้ว แม่น้ำนครนายก จังหวัดนครนายก แม่น้ำบางปะกง-แม่น้ำคลองท่าลาด จังหวัดฉะเชิงเทรา