ระทึก! สาวเป็นลมล้มกองกับพื้น โดนรถไฟฟ้าบีทีเอสชน ที่สถานีหมอชิต

ระทึก! สาวเป็นลมล้มกองกับพื้น โดนรถไฟฟ้าบีทีเอสชนซ้ำที่สถานีหมอชิต

วันนี้(17 ก.ย.)  เฟซบุ๊กเพจ วันนี้บีทีเอสเป็นอะไร ได้โพสต์ภาพนาทีเจ้าหน้าที่เข้าช่วยเหลือผู้ประสบอุบัติเหตุ พร้อมโพสต์ข้อความว่า

08.35 BTS หมอชิต เกิดเหตุผู้โดยสารเป็นลมล้มลงกับพื้นขณะยืนรอรถไฟฟ้า ขณะรถไฟฟ้ากำลังเข้าสถานีพอดี ทำให้โดนรถไฟฟ้าชน เจ้าหน้าที่สถานีทำการช่วยเหลือ ต้องทำการปิดชานชาลาฝั่งบันไดเลื่อน จึงทำให้ผู้โดยสารสะสมในสถานีเป็นจำนวนมาก #รถไฟฟ้าไม่ได้เสีย เพื่อความปลอดภัย โปรดยืนรอรถไฟฟ้าหลังเส้นเหลือง

ต่อมา บีทีเอส ได้ชี้แจงเหตุการณ์ดังกล่าว ตามที่มีภาพผู้ป่วยเป็นลมบนชั้นชานชาลาสถานีหมอชิต เมื่อเช้านี้ ขอแจ้งเหตุการณ์ให้ทราบ ดังนี้ครับ เหตุการณ์นี้เกิดเมื่อเวลาประมาณ 08.32 น. ผู้โดยสารเป็นสุภาพสตรี เกิดเป็นลมขณะขบวนรถกำลังจะจอดสนิท ทำให้ผู้โดยสารล้มลงกระแทกขบวนรถ เจ้าหน้าที่ได้เข้าช่วยเหลือทันที โดยการปฐมพยาบาลเบื้องต้น และประสานรถพยาบาลมารับตัวไปรักษาต่อ

ขณะนี้ผู้ป่วยอาการปลอดภัยดี และอยู่ในความดูแลของแพทย์แล้ว อย่างไรก็ตาม หากผู้โดยสารรู้สึกไม่สบาย หรือมีอาการวิงเวียนบนชั้นชานชาลา โปรดเรียกเจ้าหน้าที่ หรือนั่งลงกับพื้นจะมีเจ้าหน้าที่เข้าไปดูแล โดยบีทีเอสมีห้องพยาบาล ให้บริการทุกสถานี หากรู้สึกไม่สบายสามารถเข้าไปพักก่อน รู้สึกดีขึ้นแล้วจึงค่อยเดินทางต่อไป

เกษตรกรนับพันชีวิตเข้า กทม. หวังให้ ธกส.ปรับโครงสร้างหนี้

กลุ่มเกษตรกรชาวจังหวัดนครสวรรค์และกำแพงเพชรนับพันชีวิต มุ่งหน้าเข้ากรุงเทพมหานคร หวังให้ ธกส. ช่วยปรับโครงสร้างหนี้

สำหรับบรรยากาศขบวนรถยนต์นับ 100 คัน ความยาวประมาณ 1 กิโลเมตร ของกลุ่มเกษตรกรชาวจังหวัดนครสวรรค์และกำแพงเพชรนับพันชีวิต พร้อมด้วยข้าวสารอาหารแห้ง ซึ่งเดินทางผ่านสายเอเชีย จังหวัดอ่างทอง มุ่งหน้าไปรวมตัวยังสำนักงานใหญ่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธกส. ถนนพหลโยธิน เขตจตุจักร กรุงเทพฯ เพื่อหวังให้ภาครัฐดำเนินการปรับโครงสร้างหนี้ให้เกษตรกร

โดยนายธงชัย ใจดี วัย 51 ปี หนึ่งในกลุ่มเกษตรกร เปิดเผยว่า เกษตรกรชาวนครสวรรค์และกำแพงเพชร ต้องการให้ภาครัฐปรับโครงสร้างหนี้ด้วยมาตรการต่างๆ เช่น ตัดดอกเบี้ยทั้งหมด งดดอกเบี้ย 15 ปี พร้อมลดเงินต้นลงครึ่งหนึ่ง เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนจากภาระหนี้สิน

ขณะที่คาราวานเกษตรกรนับพันชีวิต ได้เข้าพักค้างคืนที่วัดเขาดิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อคืนที่ผ่านมา ก่อนเดินทางกันต่อในช่วงเช้าวันนี้ (17 ก.ย.) เพื่อมุ่งหน้าไปยังจุดหมาย

ปภ.รายงานยังมีอีก 6 จังหวัด ประสบอุทกภัย เร่งช่วยเหลือ

ปภ.รายงานยังคงมีสถานการณ์อุทกภัยใน 6 จังหวัด ระดมสรรพกำลังเร่งระบายน้ำ – ช่วยเหลือผู้ประสบภัย

กระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) รายงานยังคงมีสถานการณ์อุทกภัยจากอิทธิพลมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ตั้งแต่วันที่ 17 สิงหาคม – 17 กันยายน 2561 ทำให้เกิดสถานการณ์ภัยใน 22 จังหวัด สถานการณ์คลี่คลายแล้ว 16 จังหวัด ยังคงมีสถานการณ์อุทกภัย 6 จังหวัด ได้แก่ สกลนคร นครนายก ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา เพชรบุรี และสตูล รวม 22 อำเภอ 66 ตำบล 317 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 12,565 ครัวเรือน 44,324 คน ซึ่ง ปภ. ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัย พร้อมระดมเครื่องจักรกลด้านสาธารณภัยสนับสนุนระบายน้ำออกจากพื้นที่น้ำท่วมขัง เพื่อคลี่คลายสถานการณ์ให้กลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว

นายชยพล ธิติศักดิ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดเผยว่า อิทธิพลมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ตั้งแต่วันที่ 17 สิงหาคม – 17 กันยายน 2561 ทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก น้ำล้นตลิ่ง และดินถล่มในพื้นที่ 22 จังหวัด ได้แก่ น่าน เชียงราย ลำปาง พะเยา เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน หนองคาย นครพนม บึงกาฬ เพชรบุรี สกลนคร นครนายก ชัยภูมิ เพชรบูรณ์ พิจิตร กาฬสินธุ์ อุบลราชธานี ปราจีนบุรี สระบุรี ลพบุรี ฉะเชิงเทรา และสตูล รวม 116 อำเภอ 511 ตำบล 2,822 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 68,824 ครัวเรือน 218,193 คน ผู้เสียชีวิต 4 ราย ปัจจุบันสถานการณ์คลี่คลายแล้ว 16 จังหวัด ได้แก่ น่าน ลำปาง พะเยา เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน เพชรบูรณ์ เชียงราย พิจิตร ชัยภูมิ สระบุรี ลพบุรี หนองคาย อุบลราชธานี กาฬสินธุ์ บึงกาฬ และนครพนม ยังคงมีสถานการณ์อุทกภัย 6 จังหวัด รวม 22 อำเภอ 66 ตำบล 317 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 12,565 ครัวเรือน 44,324 คน แยกเป็น

ลุ่มน้ำอูนและลุ่มน้ำสงคราม 1 จังหวัด ได้แก่ สกลนคร น้ำท่วมในพื้นที่ 5 อำเภอ ได้แก่ อำเภอคำตากล้า อำเภอนิคมน้ำอูน อำเภอพรรณานิคม อำเภออากาศอำนวย และอำเภอบ้านม่วง รวม 10 ตำบล 20 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 186 ครัวเรือน 500 คน พื้นที่การเกษตรคาดว่าเสียหาย 1,533 ไร่ ปัจจุบันระดับน้ำมีแนวโน้มลดลง

ลุ่มน้ำบางปะกง 3 จังหวัด ได้แก่ นครนายก น้ำท่วมในพื้นที่ 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองนครนายก อำเภอบ้านนา อำเภอองครักษ์ และอำเภอปากพลี รวม 19 ตำบล 120 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 7,013 ครัวเรือน 26,649 คน พื้นที่การเกษตรคาดว่าเสียหาย 1,040 ไร่ ปัจจุบันระดับน้ำ มีแนวโน้มลดลง ปราจีนบุรี น้ำท่วมในพื้นที่ 2 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองปราจีนบุรี และอำเภอบ้านสร้าง

รวม 9 ตำบล 63 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 1,963 ครัวเรือน 6,345 คน ปัจจุบันระดับน้ำมีแนวโน้มลดลง ฉะเชิงเทรา ฝนที่ตกหนักทำให้น้ำในอ่างเก็บน้ำลาดกระทิงล้นทางระบายน้ำเข้าท่วมพื้นที่ 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอบางน้ำเปรี้ยว อำเภอแปลงยาว อำเภอบางคล้า และอำเภอสนามชัยเขต รวม 7 ตำบล 39 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 751 ครัวเรือน 2,376 คน ปัจจุบันระดับน้ำมีแนวโน้มลดลง

ลุ่มน้ำเพชรบุรี 1 จังหวัด ได้แก่ เพชรบุรี น้ำท่วมในพื้นที่ 3 อำเภอ ได้แก่ อำเภอแก่งกระจาน อำเภอท่ายาง และอำเภอบ้านแหลม รวม 6 ตำบล 18 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 490 ครัวเรือน 2,035 คน ปัจจุบันสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย ระดับน้ำในแม่น้ำเพชรบุรีลดลงอย่างต่อเนื่อง ยังคงมีน้ำท่วมขังพื้นที่ลุ่มต่ำทางการเกษตรบางพื้นที่

ลุ่มน้ำภาคใต้ฝั่งตะวันตก 1 จังหวัด ได้แก่ สตูล น้ำไหลหลาก ในพื้นที่ 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอควนกาหลง อำเภอละงู อำเภอเมืองสตูล และอำเภอควนโดน รวม 15 ตำบล 57 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 2,162 ครัวเรือน 6,419 คน ปัจจุบันระดับน้ำมีแนวโน้มลดลง ทั้งนี้ ปภ.ได้ร่วมกับจังหวัด ทหาร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องระดมเครื่องจักรกลด้านสาธารณภัยสนับสนุนระบายน้ำออกจากพื้นที่น้ำท่วมขังอย่างต่อเนื่อง เพื่อคลี่คลายสถานการณ์ให้กลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว รวมถึงแจกจ่ายถุงยังชีพและเครื่องอุปโภคบริโภคแก่ผู้ประสบภัย เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น

ทั้งนี้ ได้กำชับจังหวัดที่สถานการณ์คลี่คลายแล้วให้เร่งสำรวจและจัดทำบัญชีความเสียหาย เพื่อให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยตามระเบียบกระทรวงการคลังฯ ต่อไป ท้ายนี้หากประชาชนได้รับความเดือดร้อนจากอุทกภัยสามารถติดต่อขอความช่วยเหลือได้ทางสายด่วนนิรภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อประสานให้การช่วยเหลือโดยด่วนต่อไป