รวม 15 อนุสาวรีย์ในกรุงเทพฯ กับเครื่องหมายคำถาม ‘ใครเป็นเจ้าของ..?’ หลังมีการจุดประเด็น ‘อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ’ ใครเป็นเจ้าภาพรับผิดชอบดูแล
ในช่วงสัปดาห์นี้กระแสข่าวที่ร้อนแรงและประชาชนให้ความสนใจอย่างมากนั้นคือเรื่อง ‘อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ’ ภายหลังทางกรุงเทพมหานคร มีแผนปรับปรุงภูมิทัศน์อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าไม่มีหน่วยงานใดเป็นเจ้า จนกลายเป็นเครื่องหมายคำถามกับคนในสังคมว่า… แท้จริงแล้ว ‘อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ’ นั้นเป็นของใคร..?
ทั้งนี้จากข้อมูลพบว่าพื้นที่ก่อสร้างอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมินั้น เดิมเป็นพื้นที่เวนคืนของกรมทางหลวง เบื้องต้นกรมทางหลวงเองก็ยังไม่ทราบข้อมูลในส่วนนี้ โดยทางกรมศิลปากรจะมีการศึกษาเอกสารข้อมูลหลักฐานต่างๆ ก่อนว่ามีผู้ใดเป็นเจ้าของหรือมีอำนาจในการดูแล อย่างไรก็ตามทาง พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ออกมาเปิดเผยว่าทาง กทม. เองก็พร้อมที่จะรับเป็นผู้ดูแลหากมีการส่งมอบอย่างถูกต้อง
สำหรับ ‘อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ’ สร้างขึ้นเพื่อเทิดทูนวีรกรรมของทหาร ตำรวจ และพลเรือนที่เสียชีวิตไปในกรณีพิพาทระหว่างไทยกับฝรั่งเศสเรื่องการปรับปรุงพรมแดนไทยกับอินโดจีนฝรั่งเศส ซึ่งในครั้งนั้นมีผู้เสียชีวิต 59 คน ทั้งทหาร ตำรวจ และพลเรือน

โดยมีพลเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา เป็นผู้วางศิลาฤกษ์เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2484 และจอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นผู้ทำพิธีเปิดเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2485 สถาปนิกผู้ออกแบบอนุสาวรีย์คือ หม่อมหลวงปุ่ม มาลากุล ก่อนที่จะมีการสร้างวงเวียนอนุสาวรีย์ บริเวณจุดตัดของถนนพญาไท ถนนราชวิถี และถนนพหลโยธินนี้มีชื่อเรียกว่า สี่แยกสนามเป้า ซึ่งปัจจุบัน ‘อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ’ กลายเป็นศูนย์กลางการคมนาคมที่มีรถโดยสารให้บริการในหลายเส้นทาง เป็นจำนวนมาก ทั้งรถเมล์ รถไฟฟ้า BTS และรถตู้ ฯลฯ
นอกจากนี้ยังมีอนุสาวรีย์อีก 14 แห่งทั่วกรุงเทพมหานคร ที่ต้องไปสืบค้นเจ้าของสถานที่ โดยทางกรมศิลปากรได้มอบหมายให้สำนักผังเมืองกรุงเทพมหานครไปสืบหา ซึ่งหากไม่พบทางกรุงเทพมหานครต้องเป็นผู้รับผิดชอบ และให้สำนักผังเมืองฯดูแลต่อไป และการปรับปรุงโบราณสถานต้องหารือกับทางกรมศิลปากรด้วย
โดยอนุสาวรีย์ 14 แห่งมีดังต่อไปนี้
1. ‘อนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ‘ การก่อสร้างแล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2479 มีการทำพิธีเปิดในวันที่ 15 ตุลาคม ปีเดียวกัน เป็นอนุสาวรีย์ที่ตั้งอยู่ ณ วงเวียนหลักสี่ จุดตัดระหว่างถนนพหลโยธินกับถนนแจ้งวัฒนะและถนนรามอินทรา ตั้งอยู่ในพื้นที่แขวงอนุสาวรีย์ เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร อนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญจัดสร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองการปราบกบฏบวรเดช โดยมีการบรรจุอัฐิทหารและตำรวจที่เสียชีวิตในเหตุการณ์ดังกล่าวไว้ภายในรวม 17 นาย จึงมีชื่อเรียกอื่นๆ ได้แก่ อนุสาวรีย์ปราบกบฏ อนุสาวรีย์ 17 ทหารและตำรวจ อนุสาวรีย์หลักสี่ หรืออนุสาวรีย์หลวงอำนวยสงคราม
2. ‘อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย‘ เริ่มสร้างขึ้นในวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2482 และทำพิธีเปิดเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2483 ในสมัยจอมพล แปลก พิบูลสงคราม ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ตั้งอยู่กึ่งกลางวงเวียนระหว่างถนนราชดำเนินกลางกับถนนดินสอ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร เพื่อระลึกถึงเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นระบอบประชาธิปไตย

3. ‘อนุสาวรีย์ทหารอาสาสงครามโลกครั้งที่ 1 กรุงเทพมหานคร‘ ตั้งอยู่ ณ ถนนสามเหลี่ยมตรงมุมด้านทิศเหนือของท้องสนามหลวง ตรงข้ามพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร เป็นอนุสรณ์แก่ทหารไทยที่ไปร่วมรบในสมรภูมิยุโรป หลังจากที่สงครามโลกครั้งที่หนึ่งอุบัติขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2457 มีทหารอาสาที่เสียชีวิตในสมรภูมิจำนวน 19 นาย และนำอัฐิของทหารที่เสียชีวิตได้ถูกนำมาบรรจุ ณ อนุสาวรีย์แห่งนี้เมื่อวันที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2462
4. ‘วงเวียน 22กรกฎาคม‘ สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงวันที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงตัดสินพระทัยนำประเทศไทยเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2460 เป็นวงเวียนน้ำพุเกิดจากถนน 3 สายตัดกัน คือ ถนนไมตรีจิตต์ ถนนมิตรพันธ์ และถนนสันติภาพ อยู่ในเขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร
5. ‘ปฐมบรมราชานุสรณ์‘ หรือ พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ตั้งประดิษฐาน ณ เชิงสะพานพระพุทธยอดฟ้า สร้างขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 7) เมื่อปี พ.ศ. 2472 เนื่องในโอกาสสถาปนากรุงเทพมหานครครบ 150 ปี และโปรดเกล้าฯ ให้มีพระราชพิธีฉลองพระนครครบ 150 ปี ด้วยพระราชดำริที่จะสร้างสิ่งที่เป็นอนุสรณ์ถึงความรำลึกในพระกรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช จึงโปรดเกล้าฯ ให้คิดแบบพระบรมราชานุสาวรีย์ และสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาขึ้นประกอบกันเป็นปฐมบรมราชานุสรณ์ที่ปลายถนนตรีเพชร
6. ‘อุทกทานสหชาตและอุทกทานพระแม่ธรณีบีบมวยผม‘ สร้างแล้วเสร็จทำพิธีเปิดในวันที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2460 เป็นศาลตั้งอยู่ริมถนนราชดำเนินใน ใกล้โรงแรมรัตนโกสินทร์ และ สะพานผ่านพิภพลีลา สร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นปูนปั้นรูปพระแม่ธรณีกำลังบีบมวยผม มีน้ำสะอาดไหลออกมาจากปลายมวยผม สามารถใช้ดื่มกินได้
7. ‘พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช‘ หรือ ‘พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีที่วงเวียนใหญ่‘ ประดิษฐาน ณ วงเวียนใหญ่ เขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร ซึ่งศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี คณบดีประติมากรรม มหาวิทยาลัยศิลปากร เป็นผู้ออกแบบ ทางราชการได้ประกอบพระราชพิธีเปิดและถวายบังคมพระบรมราชานุสาวรีย์ครั้งแรกเมื่อวันที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2497 และในวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2497 จึงมีรัฐพิธีเปิดเป็นทางการอีกครั้งหนึ่ง
8. ‘พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว‘ หรือ ‘พระบรมรูปทรงม้า‘ ตั้งอยู่ที่ลานพระบรมรูปทรงม้า สร้างขึ้นในรัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยนำแบบอย่างมาจากพระบรมรูปของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศส ที่กรุงปารีส ด้วยฝีมือนายช่างชาวฝรั่งเศส บริษัท ซุซ แฟรส์ ฟองเดอร์ (Susse Frères Fondeur) ในวโรกาส ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสยุโรปครั้งที่ 2 เมื่อ พ.ศ. 2450
พระองค์เสด็จประทับ ให้ช่างปั้นชื่อ จอร์จ เซาโล (Georges Saulo) ปั้น เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2450 พระบรมรูปสำเร็จเรียบร้อยส่งเข้ามาถึงกรุงเทพฯ เมื่อ วันพุธที่ 11 พฤศจิกายน 2451 อันเป็น เวลาพอดีกับงานพระราชพิธีรัชมังคลาภิเษก เนื่องในโอกาสเถลิงถวัลย์ราชสมบัติ 40 ปี เจ้าพนักงานได้อัญเชิญพระบรมรูปทรงม้าขึ้นประดิษฐานบนแท่นรองหน้าพระราชวังดุสิต โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จไปทรงทำพิธีเปิดด้วยพระองค์เอง
9. ‘พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย‘
10. ‘พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว‘
11. ‘พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว‘
12. ‘พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว‘
13. ‘พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว‘
14. ‘พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล‘
อย่างไรก็ตามล่าสุดเมื่อวันที่ 13 ก.ย. 61 พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกนัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้กล่าวถึงความชัดเจนในการดูแลอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ว่า ขณะนี้เรียบร้อยแล้วโดยทางกรุงเทพมหานคร รับเป็นผู้ดูแล ส่วนอนุสาวรีย์อื่นๆทั่วกรุงเทพฯนั้น ก็คิดว่าเป็นเรื่องของกรุงเทพมหานครที่จะดูแลส่วนใหญ่เช่นกัน
‘อนุสาวรีย์’ ที่ถูกสร้างขึ้นไม่ว่าจะทั้งในพื้นที่กรุงเทพฯ หรือแม้แต่ในจังหวัดอื่นๆทั่วประเทศ ล้วนแต่เป็นสิ่งที่ให้ทุกคนระลึกนึกถึงบุคคลหรือเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นจากอดีตสู่ปัจจุบัน เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานใดเข้ามารับผิดชอบดูแล เราคนไทยทุกคนก็ต้องร่วมแรงร่วมใจกันในการอนุรักษ์ฟื้นฟูในอยู่คู่กันคนไทยไปอื่นนานแสนนาน