หนุ่มน้อยนักสู้ เข้าป่าเก็บหน่อไม้ขายเพื่อเลี้ยงชีวิต

ชาวเน็ตแห่ชื่นชม หนุ่มน้อยสู้ชีวิต เข้าป่าเก็บหน่อไม้มาขายเพื่อเลี้ยงชีพ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าผู้ใช้งานเฟซบุ๊ก ร่วมด้วยช่วยกันนะครับ กับหมอสมชาย ได้โพสต์ภาพและข้อความเรื่องราวของเด็กชายคนหนึ่งขณะนั่งขายหน่อไม้ โดยมีข้อความระบุว่า “ขณะที่เด็กๆอีกหลายคนกำลังนอนดูที่วีหรือกำลังนั่งเล่นเกมส์…ยังมีเด็กบางคนที่ต้องเข้าป่าปีนเขาเก็บหน่อไม้ทั้งวัน ทั้งหนักทั้งเหนื่อยทั้งเดินไกล กลับมาแล้วก็ต้องมานั่งปอกเปลือกต้ม เสร็จแล้วก็ต้องเอามาขายอีก กว่าจะได้เงินแต่ละบาทเหนื่อยแทบขาดใจ” โดยหน่อไม้ที่เด็กชายคนนี้ขายราคาเพียงพวงละ 5 บาทเท่านั้น ซึ่งต่อมาทางเจ้าโพสต์ได้เหมาทั้งหมดเป็นจำนวนงาน 100 บาท

อย่างไรก็ตามเมื่อโพสต์ดังกล่าวได้ถูกเผยแพร่ออกไป มีผู้ใช้เฟซบุ๊กจำนวนมากเข้ามาแสดงความคิดเห็นรวมทั้งชื่นชนความขยันของเด็กชายคนดังกล่าว

ขอบคุณ ร่วมด้วยช่วยกันนะครับ กับหมอสมชาย

ย้อนรอย ‘ซินแสโชกุน’ ลอยแพทริปญี่ปุ่น

ย้อนรอยวีรกรรมของ “ซินแสโชกุน” จากมหากาพย์ฉ้อโกง และลอยแพเหยื่อนับพันคน กลางสนามบินสุวรรณภูมิ ถูกเปิดโปงขึ้นเมื่อเดือนเมษายน 2560 

ย้อนกลับไปช่วงกลางดึกวันที่ 11 เมษายน 2560 บรรยากาศภายในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เต็มไปด้วยความโกลาหล เมื่อสมาชิกขายตรงอาหารเสริม ของบริษัท เวลท์เอเวอร์ จำกัด นับพันคน ถูกปล่อยลอยแพ ไม่มีเครื่องบินเช่าเหมาลำมารับไปทัวร์ประเทศญี่ปุ่น แม้ทุกคนจะเสียค่าใช้จ่ายไปราว 9,730 – 20,000 บาท ตามโปรโมชั่นอันสวยหรู งานนี้ร้อนถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมตำรวจ ต้องเข้าดูแลเป็นการด่วน

หลังเกิดเรื่อง ผู้เสียหายหลายรายได้ทยอยเข้าแจ้งความ ซึ่งเมื่อสืบสาวราวเรื่องลงไป ก็พบว่ามีลักษณะคล้ายกรณี “ขายตรง” ที่มีการชักชวนให้มาเป็นสมาชิกของบริษัทขายอาหารเสริม พร้อมรับสิทธิ์เที่ยวต่างประเทศราคาถูก กระทั่งปรากฏคลิปเสียงของ น.ส.พสิษฐ์ อริญชย์ลาภิศ หรือ “ซินแสโชกุน” กรรมการบริษัทฯ ตัวการสำคัญ ผ่านโซเชียลมีเดีย ในลักษณะว่า เนื่องจากมีการรวมตัวแจ้งความ ทำให้บริษัทเกิดความวุ่นวาย จนเครื่องบินเช่าเหมาลำไม่สามารถลงจอดได้ จึงขอยุติทริป และยินดีคืนเงินให้ผู้เสียหายภายใน 3 วัน

จากนั้น ตำรวจไล่ล่าจับกุม “ซินแสโชกุน” พร้อมพวก ได้อย่างรวดเร็ว ขณะกบดานในสำนักสงฆ์บ้านพรรั้ง วัดป่าชัยมงคล จังหวัดระนอง ก่อนนำตัวซินแสโชกุน พร้อมพวกรวม 8 คน ขึ้นเฮลิคอปเตอร์เข้ากรุงเทพฯ มาสอบเข้มที่กองปราบปราม เพื่อดำเนินคดี

สำหรับ น.ส.พสิษฐ์ สร้างชื่อด้วยการรับดูดวงฟรี ตามเว็บบอร์ดต่างๆ ถึงขั้นตั้งตัวเป็นซินแส และเปลี่ยนชื่อนามสกุลมาแล้ว 10 ครั้ง โดยเคยก่อเรื่องลักษณะนี้มาแล้วหลายครั้ง แถมถูกแจ้งความในคดีเกี่ยวกับทรัพย์ ตั้งแต่ปี 2555-2559 รวม 6 คดี และมี 3 หมายจับติดตัว ซึ่งหนึ่งในนั้น คือกรณีตุ๋นผู้เสียหายนำลูกค้าไปถ่ายแบบที่ประเทศญี่ปุ่น

ด้าน น.ส.พสิษฐ์ ให้การรับสารภาพว่า ก่อตั้งบริษัท เวลท์เอเวอร์ฯ ในเดือนมกราคม 2560 โดยลวงให้คนมาลงทุนสมัครสมาชิก พร้อมล่อใจด้วยส่วนแบ่งจากการบอกต่อ และทริปต่างประเทศที่สมาชิกต้องจ่ายเงินเพิ่ม ส่วนทรัพย์สินที่ได้จากการหลอกลวง จะถูกแปลงไปเป็นคอนโดมิเนียม และรถหรู โดยใช้เงินส่วนหนึ่งพาสมาชิกไปเที่ยว เพื่อสร้างภาพให้น่าเชื่อถือ

‘รองโจ๊ก’ ลุยจับแบรนด์เนมเก๊ไนท์บาร์ซ่า ยึดของกลางกว่า 2 หมื่นชิ้น

รองโจ๊กลุยจับแบรนด์เนมเก๊ไนท์บาร์ซ่า ยึดของกลางอื้อกว่า 2.7 หมื่นชิ้น มูลค่ากว่า 30 ล้านบาท

เมื่อวานนี้ (12 ก.ย.61) พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว นำกำลังเจ้าหน้าที่ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือ ศปอส.ตร. ร่วมกับ ตำรวจท่องเที่ยว และ ตำรวจภูธรภาค 5 กว่า 100 นาย เข้าตรวจสอบร้านค้าย่านไนท์บาร์ซ่าและตลาดอนุสาร ย่านการค้าและแหล่งช็อปปิ้งชื่อดังของนักท่องเที่ยวต่างชาติใน อ.เมือง จ.เชียงใหม่ หลังสืบทราบว่ามีร้านค้าลักลอบจำหน่ายสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้ามานาน

เจ้าหน้าที่ได้กระจายกำลังเข้าตรวจสอบร้านค้าทั้งหมด 25 จุด พบมีหลายร้านลักลอบจำหน่ายสินค้าละเมิดสิขสิทธิ์ ตรวจยึดของกลางทั้งเครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์ไอที กระเป๋าแบรนด์เนมยี่ห้อดัง ทั้ง หลุยส์วิคตอง พราด้า กุชชี่ รวมทั้งเสื้อผ้า รองเท้า เข็มขัด แว่นตา หลายยี่ห้อ เช่น เรย์แบน ไนกี้ อาดิดาส อันเดอร์อาเมอร์ ละเมิดลิขสิทธิ์รวมทั้งหมดกว่า 27,000 รายการ รวมมูลค่าความเสียหายทางการค้ากว่า 30 ล้านบาท

สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ทั้งหมด 12 ราย ในข้อหา “เสนอจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอม เครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วในราชอาณาจักร” ตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ก่อนแถลงผลการจับกุมทันทีที่ย่านการค้าไนท์บาร์ซ่า บริเวณที่มีการจับกุม

พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ ระบุว่า ปฏิบัติการครั้งนี้ ศปอส.ตร.ได้ดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในการปราบปรามอาชญากรรมที่ปรากฏตามสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งปฏิบัติการนี้เน้นกวาดล้างสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ตามแหล่งท่องเที่ยวตามหัวเมืองใหญ่ของประเทศ เน้นสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้าของประเทศสหรัญเมริกา ตามที่ปรากฏตามสื่อออนไลน์และที่ได้รับแจ้งจากประชาชน

ซึ่งหลังจากนี้จะมีการขยายผลไปถึงแหล่งผลิต ผู้นำเข้า และ กลุ่มนายทุน รวมทั้งการประกาศขายผ่านทางออนไลน์ รวมทั้งจะใช้มาตรการยึดทรัพย์เข้าดำเนินการ เนื่องจากถือเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มีอัตราโทษจำคุกหนึ่งถึงสิบปี หรือ ปรับตั้งแต่สองหมื่นถึงสองแสนบาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ ทั้งนี้เพื่อให้ปัญหาการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาหมดไปจากประเทศไทย