จิตแพทย์เผย ‘โรคมโน’ พบมากช่วงอายุ 22 ปี

จิตแพทย์เผย ‘โรคมโน’ มีอยู่จริง พบมากในช่วงอายุ 22 ปี แนะผู้เข้าข่ายเร่งตรวจสอบสภาพจิต

กรณีของ “บอยสกล” ที่มีพฤติกรรมหลอกลวงสร้างเรื่องราวให้สังคมยอมรับ โดยอ้างเป็นนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ส่งผลให้หลายคนออกมาตั้งข้อสงสัยว่าสิ่งเหล่านี้เกิดจากปัญหาสุขภาพจิต

ล่าสุด นพ.กัมปนาท ตันสิถบุตรกุล จิตแพทย์ชื่อดัง ได้ออกมาให้ความเห็นกรณีดังกล่าว ระบุว่า เรื่องราวของ ‘บอยสกล’ ถือเป็นโรค ‘มโน’ ความเป็นจริงแล้วคำว่า มโน เป็นคำที่ใช้กันโดยทั่วไปเหมือนคนที่ คิดเองเออเอง แต่งเรื่องราวขึ้นมาเอง บางครั้งก็หลอกคนอื่น บางครั้งก็หลอกตัวเอง

สำหรับคำว่า Pseudologia Fantastica โดย pseudo =เทียม (ไม่แท้)​ + logos or logic =ตรรกะและเหตุผล +fantastica or fantastic =อลังการเว่อร์ รวมกันกลายเป็น “ตรรกะเว่อร์ๆ ที่หามูลความจริงได้ยาก pseudologia phantastica” ถูกบัญญัติโดย Anton Delbrueck ตั้งแต่ปี 1891

คำคำนี้เป็นคำที่คนรู้จักกันค่อนข้างน้อยแม้แต่ในวงการจิตเวชเองก็ไม่ค่อยได้พูดถึงมากนัก และคำนี้ก็ไม่ได้เป็นตัวบ่งบอกถึงการป่วยเป็นโรค แต่เรียกว่าเป็นศัพท์เฉพาะที่ใช้สำหรับพฤติกรรมใดพฤติกรรมหนึ่งที่เราสงสัยว่าจะมีอาการบางอย่าง โดยเป็นรูปแบบหนึ่งของปัญหาทางด้านสุขภาพจิต เช่น จัดอยู่ในกลุ่มเดียวกับพวกที่มีการโกหกแบบมีพยาธิสภาพ (pathological lying)​

คือมีปัญหาทางด้านสุขภาพจิตอะไรบางอย่างที่นำไปสู่การโกหกเป็นเรื่องเป็นราว เป็นตุเป็นตะ หลอกให้คนเชื่อด้วยการใส่สีสันใส่ไข่ให้ดูเวอร์วังอลังการ คนที่ฟังก็จะรู้สึกตื่นเต้นและรู้สึกสนใจในตัวผู้พูดอย่างมาก จนกลายเป็นเหยื่อได้ในที่สุด

การโกหกโดยของคนทั่วๆไปก็อาจจะเป็นการ ปกป้องเรื่องราวอะไรบางอย่างที่ตัวเองไม่อยากเปิดเผย แต่ใน pseudologia fantastica จะเป็นการพูดจาโกหกแบบมีความสะใจ เมามัน รู้สึกอินกับการได้พูดอย่างมาก เวลาพูดไปแล้วก็เหมือนกับคิดว่าเหตุการณ์ที่ตัวเองพูดเป็นเรื่องจริง มีเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นจริงๆ

เรียกง่ายๆว่าหลอกคนอื่นไปด้วยแล้วพูดบ่อยๆหลอกบ่อยๆจนกลายเป็นหลอกตัวเองไปด้วยว่าเหตุการณ์ที่ตัวเองพูดนั้นมีอยู่จริง และมักจะพูดให้ตนเองดูดีและถูกอยู่เสมอ เพื่อผลประโยชน์อะไรบางอย่าง และมักจะใส่ร้ายผู้อื่นในคราเดียวกัน

pseudologia fantastica เจอได้ตั้งแต่อายุ 16 ปีขึ้นไป แต่อายุเฉลี่ยที่เจอบ่อยๆ คือ 22 ปี ซึ่งถ้าพิจารณาดีๆจะเห็นว่าเป็นช่วงตั้งแต่วัยรุ่นตอนกลางไปจนถึงวัยผู้ใหญ่ตอนต้น และจะต่อเนื่องไปเรื่อยจนถึงวัยชราได้

ดังนั้นช่วงเวลาเหล่านั้นก็เป็นช่วงเวลาของบุคลิกภาพได้ฟอร์มตัวขึ้นมาเป็นเรื่องเป็นราวเรียบร้อยแล้ว ก็จะเป็นลักษณะเด่น (trait)​ทางด้านบุคลิกภาพ ของแต่ละคนที่อาจจะซ่อนอยู่

นอกจากนี้ยังสามารถพบอาการคล้ายๆแบบนี้ได้ในผู้ป่วยที่ป่วยเป็นโรคทางจิตเวชได้เลย เช่น โรคไบโพลาร์ ออทิสติก ปัญหาบุคลิกภาพชนิดต่างๆ บางตำราก็บอกว่าเจอได้บ่อยใน บุคลิกภาพชนิด Borderline Personality Disorder ( บุคลิกภาพแบบชีวิตล้มเหลว ชอบทำร้ายตัวเอง กรีดข้อมือ กินยาฆ่าตัวตาย เป็นต้น )​

Histrionic Personality Disorder (บุคลิกภาพแบบชอบเรียกร้องความสนใจ ยั่วยวน อยากให้คนชื่นชมเยอะๆ) Narcissistic Personality Disorder ( บุคลิกภาพชนิดหลงตัวเอง ผู้ที่ชอบทำตัวเป็นศูนย์กลางของจักรวาล เอาแต่ใจตัวเอง)​

และที่พบได้บ่อยและน่ากลัวที่สุดและอาจจะเป็นตัวแทนบุคลิกภาพของคนในสังคมที่กำลังโด่งดังหรือเคยโด่งดังในอดีตและที่ผมเคยยกตัวอย่างมาก็คือ Antisocial Personality Disorder (บุคลิกภาพชนิดต่อต้านสังคมหรือสันดานโจรนั่นเอง)​

คราวนี้ก็ต้อง ไปหา เจ้าตัวคนก่อเรื่องให้เจอก่อนแล้วเอามาสืบสวนสอบสวนให้เป็นเรื่องเป็นราวให้ชัดเจนว่า พฤติกรรมดังกล่าว น่าจะเป็นปัญหาสุขภาพจิตแบบไหน

จุดที่น่าสนใจก็คือ ถ้ามีประวัติหรือข้อสงสัยเกี่ยวกับเรื่องผลประโยชน์ เช่น เรื่องเงินเรื่องทอง มีการโกง มีการขโมย มีการหลอกลวงเกิดขึ้นส่วนใหญ่มักจะไม่ค่อยวินิจฉัย ว่าป่วยเป็นโรคทางจิตเวช เพราะคนไข้ที่ป่วยเป็นโรคทางจิตเวชส่วนใหญ่มักจะไม่ค่อยมีการวางแผนที่แยบยลเป็นเรื่องเป็นราวอยู่ได้นานและไม่ได้เป็นคนที่มีจิตใจคิดร้ายหรือทำร้ายผู้อื่นให้เกิดความเสียหายสักเท่าไหร่

ซึ่งเรามักจะนึกถึงพวกที่มีปัญหาทางด้านบุคลิกภาพหรือพวกโรคนิสัยเสีย สันดานเสีย เสียมากกว่านะครับ เคสพวกนี้หลายเคสส่วนใหญ่มักจะเป็นจบลงด้วยคดีอาญา เป็นอาชญากรหรือแม้แต่เรื่องของการมีคดีแพ่ง มีการฟ้องร้องต่างๆเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

กรมทางหลวง ปิดการจราจรหน้าสนามบินดอนเมือง 14-17 ก.ย.นี้

กรมทางหลวง ปิดการจราจรหน้าสนามบินดอนเมือง 14-17 ก.ย.นี้ เวลา 22.00-04.00 น. แนะนำใช้โทลเวย์ พร้อมแจ้งยกเลิกการใช้สะพานลอยคนเดินข้ามหน้าวัดดอนเมือง ระหว่างวันที่ 14 – 30 ก.ย.

รายงานข่าวจากฝ่ายประชาสัมพันธ์กรมทางหลวง แจ้งว่าตามที่กรมทางหลวงได้ดำเนิน โครงการปรับปรุงทางหลวงหมายเลข 31 (ถนนวิภาวดีรังสิต) ฝั่งขาออก บริเวณสะพานเข้าท่าอากาศยานดอนเมือง เพื่อเพิ่มช่องจราจรทางตรง เป็น 3 ช่องจราจร เพิ่มประสิทธิภาพการเดินทางและลดปัญหาการจราจรหนาแน่นบริเวณดังกล่าว เนื่องจากลักษณะเส้นทางที่มีอยู่เดิมเป็นคอขวดนั้น โดยกำหนดแล้วเสร็จประมาณสิ้นเดือนตุลาคม 2561

ในการนี้ ศูนย์สร้างและบูรณะสะพานที่ 3 (ปทุมธานี) จะดำเนินการปิดการจราจรทั้งขาเข้าและขาออก บนทางหลวงหมายเลข 31 (ถนนวิภาวดีรังสิต) ตอน งามวงศ์วาน – ดอนเมือง ที่กม.24+279 ระหว่างวันที่ 14 – 17 กันยายน 2561 เวลา 22.00 – 04.00 น. เพื่อปรับปรุงสะพานลอยคนเดินข้ามบริเวณหน้าสนามบินดอนเมือง

โดยถนนวิภาวดีรังสิตฝั่งขาเข้าจะทำการปิดช่องทางหลักชั่วคราว ระหว่าง กม. 24+000 – 24+300 ให้เบี่ยงไปใช้ช่องทางหลักขาออกแทน และถนนวิภาวดีรังสิตฝั่งขาออกจะทำการปิดช่องทางหลักชั่วคราว ระหว่าง กม. 24+000 – 24+300 ให้ใช้ช่องทางคู่ขนานขาออกหน้าวัดดอนเมืองแทน

นอกจากนี้ กรมทางหลวง โดยสำนักงานทางหลวงที่ 13 (กรุงเทพ) จะดำเนินโครงการก่อสร้างสะพานเข้าอาคารผู้โดยสารท่าอากาศยานดอนเมือง บนทางหลวงหมายเลข 31 (ถนนวิภาวดีรังสิต) ที่กม.24+279 จึงมีความจำเป็นต้องยกเลิกการใช้สะพานลอยคนเดินข้ามชั่วคราว (หน้าวัดดอนเมือง)

ระหว่างวันที่ 14 – 30 กันยายน 2561 รวมระยะเวลา 15 วัน เพื่อทำการทุบรื้อและยกวางคานสะพานลอยคนเดินข้ามใหม่ โดยให้ใช้สะพานลอยคนเดินข้ามที่โรงแรมอมารีแทน

ทั้งนี้ หากผู้ใช้เส้นทางดังกล่าวและประชาชนทั่วไปไม่ได้รับความสะดวกในการเดินทาง หรือต้องการแจ้งเหตุต่างๆระหว่างดำเนินการ สามารถแจ้งได้ที่สายด่วนกรมทางหลวง 1586 (โทรฟรีทุกเครือข่ายตลอด 24 ชั่วโมง)

พม. เผยเตรียมสร้างบ้านพักถาวรให้ชาวบ้าน หลังถูกดินโคลนถล่ม จ.น่าน

พม. เผยความคืบหน้าเตรียมการสร้างบ้านพักถาวรในที่ดินใหม่ให้ชาวบ้าน หลังถูกดินโคลนถล่ม ที่ จ.น่าน

เมื่อวันที่ 12 ก.ย. 61 ที่ผ่านมา พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) เปิดเผยว่า จากเหตุการณ์ดินโคลนถล่ม เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2561 ที่บ้านห้วยขาบ หมู่ที่ 7 ตำบลบ่อเกลือเหนือ อำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน ทำให้ประชาชนในพื้นที่ได้รับความเดือดร้อนจำนวนมาก พบว่ามีบ้านเรือนพังเสียหายทั้งหลัง จำนวน 6 หลัง

อีกทั้งมีผู้เสียชีวิตทั้งครอบครัว 1 ครัวเรือน จำนวน 8 ราย และมีแนวโน้มดินจะถล่มเพิ่มและไม่ปลอดภัย จำนวน 55 ครัวเรือน ดังนั้น จึงได้มีการอพยพประชาชนในพื้นที่มาอยู่ที่ศูนย์พักพิงชั่วคราว ที่องค์การบริหารส่วนตำบลบ่อเกลือ วัดสว้าเหนือ และโบสถ์คริสต์ และทางสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. ได้ขออนุมัติงบประมาณช่วยเหลือที่พักชั่วคราว ทั้งหมด 60 ครัวเรือน

โดยใช้พื้นที่ของสนามกีฬา อบต.ดงพญา ก่อสร้างบ้านพักชั่วคราว โดยใช้เวลาก่อสร้างทั้งสิ้น 17 วัน ตั้งแต่วันที่ 3-20 สิงหาคม 2561 จึงเสร็จสิ้น ซึ่งได้จัดพิธีมอบบ้านพักพิงชั่วคราวและเงินสงเคราะห์ผู้ประสบภัยจากดินโคลนถล่ม เพื่อเทิดพระเกียรติและถวายเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร รัชกาลที่ 10 ไปเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2561 โดยมี นายไพศาล วิมลรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน เป็นประธานในพิธี ร่วมกับหน่วยงานภาคีเครือข่าย

ทั้งนี้ สำหรับการเตรียมการก่อสร้างบ้านพักถาวร เนื่องจากที่อยู่อาศัยเดิมอยู่ในพื้นที่หมู่ 7 ตำบลบ่อเกลือเหนือ อำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน ไม่เหมาะสม เพราะอยู่ในพื้นที่รอยเลื่อนปัว และมีโอกาสดินโคลนถล่มได้อีก ทางอำเภอบ่อเกลือร่วมกับหน่วยงานด้านป่าไม้ ได้มีการสำรวจพื้นที่ที่จะสร้างบ้านพักถาวรในพื้นที่ที่ทางคณะกรรมการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินแห่งชาติ (คทช.) จังหวัดน่าน

ได้เห็นชอบที่ดิน จำนวน 60 ไร่ ในพื้นที่บ้านสว้า ตำบลดงพญา อำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน และกำลังเจรจากับทางเจ้าของพื้นที่เดิมในการขอพื้นที่บางส่วนเพื่อสร้างบ้านพักถาวรให้กับชุมชน บ้านห้วยขาบ ซึ่งระหว่างนี้ได้มีการสำรวจข้อมูลวัสดุของชุมชนเพื่อนำมาใช้ในการสร้างบ้านพักถาวร

โดย พอช. ได้ร่วมกับชุมชนบ้านห้วยขาบ ร่วมกันสำรวจข้อมูลด้านความเสียหายจากดินโคลนถล่ม และสำรวจข้อมูลวัสดุอุปกรณ์ที่จะสามารถนำมาใช้ก่อสร้าง โดยสามารถประเมินราคาวัสดุ (ก่อนการรื้อถอน) ของชุมชนจาก 60 ครัวเรือน ได้เป็นมูลค่าทั้งหมด 2,376,978 บาท เฉลี่ยครัวเรือนละ 39,616 บาท วัสดุส่วนใหญ่ที่นำมาใช้ได้ คือ ไม้ (ไม้พื้น ไม้ฝา ระแนง ฯลฯ) และวงกบประตู หน้าต่าง และการออกแบบบ้านพักถาวร

เบื้องต้นพบว่าชาวบ้านต้องการสร้างบ้านแบบบ้าน ชั้นเดียว จำนวน 31 ครัวเรือน และแบบบ้านเดี่ยวใต้ถุนสูง จำนวน 29 ครัวเรือน โดยชุมชนต้องการบ้านทีมีต้นทุนในการก่อสร้างขั้นต่ำ ไม่เกิน 250,000 บาทต่อหลัง และต้องการแบบบ้านที่สอดคล้องกับบริบททางวัฒนธรรม และต้นทุนวัสดุในพื้นที่ ซึ่งทาง พอช.กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะจัดกระบวนการออกแบบบ้านและวางแผนผังที่อยู่อาศัยร่วมกับชุมชน

สำหรับงบประมาณในการก่อสร้างบ้านพักถาวรของชุมชน มาจาก 1) โครงการบ้านมั่นคงชนบท ของ พอช. สนับสนุนวัสดุในการก่อสร้างบ้านมั่นคง ครัวเรือนละ 40,000 บาท และสนับสนุนทางด้านสาธารณูปโภคของชุมชน ครัวเรือนละ 17,000 บาท 2) การรวมกลุ่มออมทรัพย์เพื่อสร้างบ้าน ซึ่งทุกครัวเรือนได้สมัครเป็นสมาชิก

โดยกลุ่มดังกล่าวพัฒนามาจากกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตของชุมชน 3) งบประมาณที่คนในชุมชนร่วมสนับสนุนในการก่อสร้าง ครัวเรือนละประมาณ 5,000 – 15,000 บาท 4) งบประมาณจากสำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี สนับสนุนบ้านที่เสียหายทั้งหลังจำนวน 3 หลัง หลังละ 230,000 บาท และ 5) งบประมาณสมทบจากหน่วยงานอื่นๆ และงบประมาณจากการบริจาค ซึ่งมีระยะเวลาการก่อสร้างตั้งแต่เดือนกันยายน 2561 ถึงสิงหาคม 2562 และจะมีกำหนดการส่งมอบบ้านพักถาวร ในเดือนตุลาคม 2562