‘ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย’ เป็นประโยคที่ใคร ๆ ล้วนเคยได้ยิน แต่กระนั้น ช่วงเวลาที่ผ่านมา มีข่าวใหญ่เกี่ยวกับการหลอกลวงสังคม ในทำนองเดียวกัน ในแต่ละครั้ง ข่าวเหล่านี้สามารถครองพื้นที่สื่อได้อย่างอยู่หมัด แม้อดีตมีบทเรียนที่จารึกไว้เตือนใจไม่ให้เหตุเช่นนี้เกิดซ้ำ แต่กลับยังเกิดเหตุการณ์ ‘ลวงโลก’ ขึ้นซ้ำๆ ทั้งจุดจบของบุคคลเหล่านี้ ล้วนแล้วแต่จบแบบ ‘ไม่สวย’ สักราย
หนึ่งคดีที่ดังไปทั้งโซเซียล ด้วย Hashtag #มิ้งโป๊ะแตก
คดีแรก – หวยลวงโลก 90 ล้าน…
กลายเป็นข่าวใหญ่ ที่ครองพื้นที่สื่อส่วนใหญ่ในช่วงที่ผ่านมากรณี พีท ธนวรรธน์ คำแหงพล วัย 35 ปี พ่อค้าขายลอตเตอรี่ ในปั๊มน้ำมัน ปตท.สาขาเอกชัย ต.โคกขาม อ.เมือง จ.สมุทรสาคร โชว์ภาพหวยชุดรางวัลที่ 1 งวดวันที่ 1 ก.ย. 2561 หมายเลข 734510 รางวัลคิดเป็นเงิน 90 ล้านบาท ซึ่งมีลูกค้าติดต่อซื้อทางไลน์แต่ยังไม่มารับ แต่เจ้าตัวอ้างว่าตนได้รอให้ลูกค้ามารับลอตเตอรี่ชุดดังกล่าวไป เพราะถือว่า ลอตเตอรี่ชุดนี้เป็นของลูกค้าแล้ว และได้รับเงินตอบแทนเป็นเงิน 1 แสนบาท ทำให้พีทได้รับเสียงชื่นชมในความซื่อสัตย์ และกลายเป็นคนดังในชั่วข้ามคืน
ภาพโชว์หวยของพีท ธนวรรธน์ คำแหงพล ที่ลือลั่น
ข่าวนี้กลายเป็นเรื่องโด่งดังระดับชาติ แต่พิรุธกลับไม่รอดพ้นสายตาของเพจชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ที่ระบุว่าหวยชุดนี้มีความผิดปกติหลายจุดว่า พร้อมชี้ว่าน่าจะผ่านการดัดแปลงหรือตัดต่อหมายเลข เนื่องจากหลักมีการทดลองสแกนบาร์โค้ดพบว่า ตัวเลขไม่ตรงกัน
เมื่อเข้าสู่กระบวนการสืบสวนพบว่า พ่อค้าหวยผู้ซื่อสัตย์ กลายเป็นคดีโอละพ่อในท้ายที่สุด ศาลจึงได้อนุมัติหมายจับ พีท ในข้อหาความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ หลังเจ้าหน้าที่ตำรวจได้หลักฐานคลิปเสียง พีท สารภาพกับเพื่อนสนิทอ้างไม่ได้ตั้งใจให้หวย 90 ล้านเป็นเรื่องใหญ่ แค่ทำเล่น ๆ แต่ไม่รู้ใครนำภาพไปโพสต์ลงโซเชี่ยลจนกลายเป็นเรื่องใหญ่ จึงปล่อยเลยตามเลย ซึ่งหลักจากเรื่องนี้ถูกเปิดโปง พีทได้ปิดร้านและหลบหนีไป ซึ่งล่าสุดได้มีการเข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ตามที่ได้เสนอข่าวไปแล้ว
มิ้งโป๊ะแตก มหากาฬ เน็ตไอดอล
เป็นงานใหญ่ระดับชาติ ของนักสืบโซเชียล ในกรณี ‘มิ้ง ศวภัทร’ อดีตแฟนสาวของกัปตัน ชลธร ที่ออกมาเปิดเผยว่า ได้ตั้งท้องกับดาราหนุ่ม โดยเริ่มเรื่องจากเริ่มจากที่ฝ่ายหญิงเปิดไอจีลับ ซึ่งมีรูปคู่ของทั้งสองเผยแพร่สู่สาธารณะชน เมื่อข่าวดังกล่าวถูกกระจายออกไป จนสังคมตั้งข้อสงสัยมากมาย มิ้ง-กัปตันและครอบครัวทั้งสองฝ่ายออกสื่อแถลงข่าวพร้อมหน้ากันโดย ‘สาวมิ้ง’ ยืนยันว่าท้อง ฝ่ายชายก็พร้อมจะรับผิดชอบ อย่างแรกคือการพาไปฝากครรภ์ เพราะห่วงความปลอดภัยของเด็ก แต่ สาวมิ้ง ยังคงบ่ายเบี่ยง และไม่เคยนำหลักฐานการฝากครรภ์มาเผยแพร่ให้กระจ่างสังคมแต่อย่างใด
หลังจากวันแถลงข่าว ท่ามกลางกระแสในเชิงลบของฝ่ายชาย ซึ่งดาราหนุ่มได้หายไปจากโลกโซเชียล ขณะที่ฝ่ายหญิงได้รับงานรีวิวสินค้าทางอินสตาแกรมส่วนตัว ทั้งสินค้าเพื่อความสวยงาม และสินค้าสำหรับแม่และเด็ก และคาดว่า งานที่เข้ามานั้นรวมๆ แล้ว น่าจะมีล้านบาท
แต่ความไม่ชอบมาพากล กลับไม่รอดพ้นสายตาชาวโซเชียล เพราะสาวมิ้ง โดนกดดันให้โชว์ใบฝากครรภ์อย่างหนัก เพราะเป็นสิ่งเดียวที่ไม่มีใครเคยเห็นมาก่อน กระทั่งเจ้าตัวชี้แจงกลับว่า ได้ฝากครรภ์แล้วแต่โรงพยาบาลไม่มีใบฝาก ส่วนหลักฐานอื่นๆ มีครบ ให้แค่คนสนิทดูเท่านั้น
มิ้ง ศวภัทรในวันแถลงข่าวร่วมกันระหว่างครอบครัวของกัปตันและครอบครัวของมิ้ง
เมื่อกระแสกดดันรุนแรงขึ้น เพราะมีบัญชีผู้ใช้ลึกลับบนทวิตเตอร์ ออกมาเปิดเผยว่ามิ้ง ได้มีการไปขอปัสสาวะจากรุ่นน้องคนหนึ่งที่กำลังตั้งท้องอยู่ จนในที่สุดมิ้งได้โพสต์ร่ายยาว ยอมรับว่าได้ยืมปัสสาวะของคนท้องมาจริง แต่อ้างว่าเพื่อนำมาตรวจเปรียบเทียบ พร้อมยืนยันว่าตัวเองท้องจริง แต่สุดท้ายก็กลับมาโพสต์แจงถี่ยิบอีกครั้งว่าได้แท้งลูก ตามที่นักสืบออนไลน์หลายรายคาดไว้
ท้ายที่สุดเมื่อเรื่องไปถึงศาล เนื่องจาก ‘กัปตัน’ ยื่นฟ้อง มิ้ง ทั้งคดีอาญาและคดีแพ่ง โดยไม่เรียกร้องค่าเสียหายทำให้ความจริงออกจากปาก ‘มิ้ง’ เป็นครั้งแรก โดยเธอออกมายอมรับในท้ายที่สุดว่า ไม่มีการแท้ง และไม่มีการท้องตั้งแต่แรก ส่วนที่ทำไปเพราะอารมณ์ชั่ววูบ ด้วยความรักที่อยากให้ฝ่ายชายกลับมา
แบบนี้ก็ได้หรอ? อ้างถูกแอบถ่ายคลิปสยิวในม่านรูด ถูกสอบเครียดจนพบพิรุธ รับสารภาพกุเรื่อง
ภาพวันแถลงข่าวคดีโอละพ่อ ถูกแอบถ่ายในม่านรูด
เมื่อเดือนสิงหาคม 2561 ที่ผ่านมา มีชายหนุ่มคนหนึ่ง อ้างถูกแอบถ่ายคลิปพลอดรักแฟนสาว รุดเข้าแจ้งความร้องทุกข์เจ้าหน้าที่ตำรวจให้เอาผิดมือถ่ายคลิป ด้านเจ้าหน้าที่เค้นสอบผู้เสียหายอย่างเคร่งเครียด 4 ชั่วโมง เนื่องจากพบพิรุธ ก่อนจะนำเสียงจากคลิปเจ้าปัญหามาเทียบ พบไม่ตรงกับผู้เสียหาย
ท้ายที่สุดเจ้าตัวเสียอ่อย รับทั้งหมดแค่สร้างเรื่อง หญิงชายในคลิปก็ไม่ใช่ตนและแฟนสาว แต่ยืนยันเข้าไปที่โรงแรมดังกล่าวจริง ด้านเจ้าหน้าที่ ตั้งข้อกล่าวหา ให้การเท็จต่อเจ้าพนักงานสอบสวนและขู่กรรโชกทรัพย์
อ่านข่าวฉบับเต็ม หนุ่มอ้างถูกแอบถ่ายคลิปในม่านรูด ถูกสอบเครียดจนพบพิรุธ รับสารภาพกุเรื่อง
สาวอ้างถูกแท็กซี่ชิงทรัพย์-กรีดแขน 43 แผล
ในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2561 ที่ผ่านมา น.ส.ทองประกาย ผู้เสียหายที่อ้างว่า หลังจากเดินทางด้วยรถแท็กซี่ กลับจากไปเที่ยวสถานบันเทิงย่านซอยรัชดาภิเษก 18 ไปยังที่พักคอนโดมิเนียมย่านเสรีไทย ได้ถูกคนขับรถแท็กซี่ทำร้ายร่างกายเป็นแผลถูกกรีดแขนกว่า 43 แผล พร้อมทั้งชิงทรัพย์ กระเป๋าแบรนด์เนม พร้อมด้วยเงินสด และ บัตรเอทีเอ็ม รวมมูลค่านับแสนบาทไป
ภาพถ่ายโชว์ร่องรอยถูกกรีดแขน ท้ายที่สุดเป็นการกรีดแขนตนเอง
จากนั้น ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 4 เปิดเผยว่า สำหรับคดีนี้หลังเกิดเหตุฝ่ายสืบสวนตรวจสอบกล้องวงจรปิดตามจุดต้องสงสัยว่าเป็นสถานที่เกิดเหตุแล้ว ไม่พบรถแท็กซี่ต้องสงสัย ตามที่ผู้เสียหายกล่าวอ้าง อีกทั้งเมื่อไล่ภาพจากจุดที่ขึ้นรถไปยังที่พักคอนโดมิเนียมย่านเสรีไทย พบว่าผู้เสียหายได้โดยสารมากับรถแท็กซี่จริง แต่ได้โดยสารตรงไปยังที่พัก ไม่ได้แวะพักจอดรถไหน และหลังลงรถแท็กซี่ ผู้เสียหายก็เดินเข้าไปในที่พักเพียงคนเดียว จากนั้นประมาณ 30 นาที จึงปรากฎมีเพื่อนของผู้เสียหายเดินตามเข้าไป ก่อนพากันมาแจ้งความกับตำรวจ
ท้ายที่สุดนั้น ผู้เสียหายยอมรับว่าเป็นคนกุเรื่องขึ้นมา ส่วนบาดแผลที่เกิดขึ้นเกิดจากการทำร้ายตัวเองด้วยที่ถอนคิ้ว ส่วนสาเหตุที่กุเรื่องนั้น เนื่องจากมีปัญหาทางครอบครัวและเกิดความเครียด จึงได้สร้างเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น
โอละพ่อคดีปล้นเงิน 8 หมื่น ที่แท้นำเงินไปใช้เองจนหมด
ย้อนเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปี 2560 ชายหนุ่มวัยเพียง 18 ปีรายหนึ่ง เดินทางเข้าแจ้งความกับ พนักงานสอบสวน สน.คันนายาว อ้างว่า ในช่วงกลางดึกวันที่ 1 ก.พ. 2560ได้นำเงินไปฝากที่ตู้ฝากเงินอัตโนมัติของธนาคารกสิกรไทย หลังตลาดถนอมมิตร แต่ถูกคนร้าย 4 คน ปล้นเงินสดจำนวน 80,300 บาทไป
แต่เมื่อเจ้าหน้าที่ติดตามข้อเท็จจริงโดยการลงพื้นที่ตรวจสอบที่เกิดเหตุ สอบปากคำพยานซึ่งเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัย ภาพจากกล้องวงจรปิด โดยเฉพาะตู้รับฝากเงินจะปิดให้บริการหลัง 22.00 น. ซึ่งขัดแย้งกับข้อเท็จจริง เจ้าหน้าที่ จึงทำการสอบปากคำนายศราวุฒิ อีกครั้ง ก่อนที่นายศราวุฒิ จะให้การยอมรับว่า แต่งเรื่องขึ้น เพราะต้องการนำเงิน 80,300 บาท ที่ได้รับมอบจากพี่ชาย และพี่สะใภ้ ไปใช้จ่ายส่วนตัว จึงถูกคุมตัวไปดำเนินคดีตามกฎหมายตามขั้นตอน
อ่านข่าวฉบับเต็ม หนุ่มอ้างถูกปล้นเงิน 8 หมื่น ที่แท้แจ้งความเท็จ หลังนำเงินไปใช้เองจนหมด
หมวยโซ ทำท่องเที่ยวไทย ‘ฉาวโฉ่’ ไปทั่วโลก !!
ย้อนไปเมื่อเมื่อเดือนมิถุนายน 2546 เกิดคดีใหญ่สะเทือนใจชาวไทย ทั้งยังสะเทือนไปถึงภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของประเทศไทยที่เสียหายย่อยยับไม่มีชิ้นดี หลังจาก “โซ เหลียง อิง” หรือที่ชาวไทยเรียกจนติดปากว่า ‘หมวยโซ’ หญิงนักท่องเที่ยวชาวฮ่องกง วัย 31 ปี ที่ขณะนั้นอ้างว่าเป็นนักข่าวอิสระ เข้าร้องขอความช่วยเหลือจากนางปวีณา หงสกุล โดยอ้างว่าถูกผู้ขับขี่รถตุ๊กตุ๊ก ชาวไทย 4 คน รุมโทรม จนนำไปสู่ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สน.ดุสิต ทำให้เรื่องนี้เป็นข่าวฉาวโฉ่ไปทั่วโลก
ภาพประกอบข่าว
กระนั้นเองเจ้าหน้าที่ตำรวจพบพิรุธหลายประการในเรื่องนี้ เนื่องจากมีข้อสงสัยเรื่องการรุมก่ออาชญากรรมทางเพศ ในพื้นที่ที่เหยื่อกล่าวอ้างนั้นจะเป็นเรื่องที่ ‘ไม่น่าเชื่อ’ ทั้งการให้การของหมวยโซนั้นก็เป็นไปอย่างวกวน และยากต่อการปะติดปะต่อเรื่องราว สืบสาวเรื่องไปถึงหลักฐานจากกล้องวงจรปิดในวันเกิดเหตุ ซึ่งขัดแย้งกับคำให้การของหมวยโซ เนื่องจากกล้องชี้ให้เห็นว่า เธอเดินเข้ามาในโรงแรมด้วยสภาพปกติ ขัดกับคำให้การที่ว่า เธอถูกกระทำชำเราทางทวารหนัก ซึ่งน่าจะไม่สามารถเดินด้วยท่าทางปกติเช่นนั้นได้ ทั้งผลการตรวจร่างกายของหมวยโซ ก็ไม่พบร่อยรอยการถูกข่มขืนแต่อย่างใด ทั้งหลังเกิดเหตุ เธอยังสามารถไปเที่ยวกับเพื่อนชายต่อได้โดยไม่แสดงอาการเสียใจหรือหวาดกลัวใดๆ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงสรุปว่า หมวยโซ กุเรื่องทั้งหมดขึ้น
ตำรวจได้เชิญตัว ‘หมวยโซ’ มาสอบปากคำอย่างละเอียดอีกครั้ง ประกอบพยานหลักฐานทำให้เจ้าตัวยอมจำนน เปิดปากรับสารภาพว่า กุเรื่องขึ้นมาทั้งหมดเพราะเมายาเสพติด และต้องการนำเรื่องนี้ไปเขียนเป็นหนังสือ ซึ่งท้ายที่สุด ตำรวจได้แจ้งข้อหาดำเนินคดีหญิงชาวฮ่องกงรายนี้ ในข้อหา แจ้งความเท็จและใส่ร้ายผู้อื่น และถูกศาลอาญาพิพากษาจำคุก 1 ปี 6 เดือน โดยไม่รอลงอาญา หลังจากชดใช้ความผิดในคุกจนถึงเดือนสิงหาคม ปี 2547 ‘หมวยโซ’ ได้รับการพระราชทานอภัยโทษ และถูกเนรเทศออกจากประเทศไทย พร้อมกับถูกขึ้นแบล็กลิสต์เป็นบุคคลต้องห้ามเข้าประเทศไทยตลอดไป
สมพงษ์ เลือดทหาร อ้างเก็บเงิน 20 ล้านคืนชาวต่างชาติ…
กว่า 21 ปีที่แล้ว เคยปรากฏชื่อ สมพงษ์ เลือดทหาร คนขับแท็กซี่ที่อ้างว่าเก็บกระเป๋าเงิน 20 ล้านบาทของนักธุรกิต่างชาติได้ แล้วนำส่งคืนเจ้าของ ความซื่อสัตย์ตามคำกล่าวอ้างของ ‘สมพงษ์’ ทำให้ผู้คนต่างพากันสรรเสริญในความซื่อสัตย์จากสังคมอย่างกว้างขวาง มีนักการเมืองหลายท่าน รวมถึงสื่อมวลชนหลายสำนัก ยกย่องสรรเสริญการกระทำของ นายสมพงษ์ รวมทั้งยังมีพิธีมอบรางวัลเกียรติคุณต่างๆ รวมทั้งเชิญ นายสมพงษ์ พร้อมครอบครัว เดินสายออกรายการโทรทัศน์กันยกใหญ่
โดยเหตุการณ์ในครั้งนั้นเริ่มขึ้นเมื่อ มีผู้ที่อ้างตัวว่า เป็น รปภ.ของสนามบินดอนเมือง โทรเข้าไปยังรายการร่วมด้วยช่วยกัน แจ้งว่า มีแท็กซีเก็บเงินได้นำเงิน 20 ล้านบาท และทรัพย์สินอื่นๆ มาคืนให้แก่นักธุรกิจชาวต่างชาติภายในอาคารผู้โดยสาร สนามบินดอนเมือง
ซึ่งหลังจากเสียงดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไป ก็มีการประกาศตามหาแท็กซี่คนดี ก่อนที่นายสมพงษ์ จะโทรกลับไปยังรายการเพื่อแสดงตัว และหลังจากนั้น ทุกรางวัล ทุกสื่อ ทุกสายตาก็ต่างจับจ้อง ชื่นชม แท็กซี่พลเมืองดีคนนี้
เมื่อได้รับคำสรรเสริญเพียงไม่นาน เพราะหลังจากประเด็นเรื่องนี้ดังเป็นพลุแตก เริ่มมีการตั้งของสงสัยต่างๆ จากผู้เกี่ยวข้อง ประชาชน จึงมีการค้นหาหลักฐานต่างๆ แต่ไม่ได้มีหลักฐานใดๆ ที่สนับสนุนหรือตรงกับคำกล่าวอ้างของ นายสมพงษ์ เลย
จากนั้น พล.ต.ต.กว้าง ชาญศิลป์ ผู้กำกับการตำรวจท่องเที่ยวในขณะนั้น ได้เปิดกล้องวงจรปิดดูในช่วงเวลาที่ นายสมพงษ์ กล่าวอ้าง กลับไม่พบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น สุดท้ายเจ้าตัวจึงจนมุม รับแต่โดยดีว่าเป็นผู้กุเรื่องราวนี้ขึ้นมาทั้งหมด ตั้งแต่การโทรศัพท์ไปเล่าเหตุการณ์กับทางรายการวิทยุ และโทรศัพท์สมอ้างว่าเป็นแท็กซี่พลเมืองดี
สมพงษ์ เลือดทหาร ถูกศาลพิพากษาจำคุก 3 ปี ข้อหาฉ้อโกงประชาชน แต่ให้การรับสารภาพ จึงลดโทษเหลือจำคุก 1 ปี 6 เดือน พร้อมทั้งคืนเงิน และรางวัลที่ได้รับทั้งหมด
โกหก กุข่าว คิดให้ดี เพราะมีโทษทั้งจำทั้งปรับ
อย่างไรก็ตาม การโกหก หลอกลวง อาจทำให้ผู้กระทำผิด ถูกลงโทษจากสังคมด้วยการรุมประนาม บ้างอาจหมดอนาคตในการเรียน การทำงาน และขาดความน่าเชื่อถือในการสื่อสาร พูดคุยกับผู้อื่น ทั้งประวัติการกระทำผิด อาจถูกบันทึกลงบนสื่อสังคมออนไลน์ไปตลอดกาล แต่ที่ร้ายแรงไปกว่าการลงโทษจากสังคมคือ การกระทำคไม่ว่าจะเป็นการหลอกลวงประชาชน การแจ้งความเท็จ และการหลอกลวงในรูปแบบอื่น ๆ อาจทำให้บุคคลคนนั้น ขาดอิสระภาพในการใช้ชีวิตไปอีกหลายปี เพราะความผิดเหล่านี้ล้วนมีความผิดตามกฎหมายทั้งสิ้น
มาตรา 341 ผู้ใดโดยทุจริต หลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง และโดยการหลอกลวงดังว่านั้นได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม หรือทำให้ผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม ทำ ถอน หรือทำลายเอกสารสิทธิ ผู้นั้นกระทำความผิดฐานฉ้อโกง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ซึ่งในมาตรา 341 นั้น หากผู้ที่ทำการหลอกลวงได้รับสิ่งของ เงินทอง หรือทรัพย์สินอื่นใด ก็จะเข้าข่ายนี้ได้ เช่นกรณีของ สมพงษ์ เลือดทหาร นั้นก็โดยพิจารณาโทษในมาตรานี้เช่นกัน เนื่องจากได้รับเงินรางวัลจากหน่วยงานต่างๆ ที่มอบให้ ซึ่งในคดีหวย 90 ล้าน น่าจะยังไปไม่ถึงขั้นนี้ หากแต่จะโดนในมาตราอื่นแทน คือ
มาตรา 264 ผู้ใดทำเอกสารปลอมขึ้นทั้งฉบับหรือแต่ส่วนหนึ่งส่วนใด เติมหรือตัดทอนข้อความ หรือแก้ไขด้วยประการใด ๆ ในเอกสารที่แท้จริง หรือประทับตราปลอม หรือลงลายมือชื่อปลอมในเอกสาร โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ถ้าได้กระทำเพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริง ผู้นั้นกระทำความผิดฐานปลอมเอกสาร ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ
ผู้ใดกรอกข้อความลงในแผ่นกระดาษหรือวัตถุอื่นใด ซึ่งมีลายมือชื่อของผู้อื่นโดยไม่ได้รับความยินยอม หรือโดยฝ่าฝืนคำสั่งของผู้อื่นนั้น ถ้าได้กระทำเพื่อนำเอาเอกสารนั้นไปใช้ในกิจการที่อาจเกิดเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดหรือประชาชน ให้ถือว่าผู้นั้นปลอมเอกสาร ต้องระวางโทษเช่นเดียวกัน
มาตรา 265 ผู้ใดปลอมเอกสารสิทธิ หรือเอกสารราชการ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงห้าปี และปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท
มาตรา 268 ผู้ใดใช้หรืออ้างเอกสารอันเกิดจากการกระทำความผิดตามมาตรา 264 มาตรา 265 มาตรา 266 หรือมาตรา 267 ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ต้องระวางโทษดังที่บัญญัติไว้ในมาตรานั้น ๆ
ถ้าผู้กระทำความผิดตามวรรคแรกเป็นผู้ปลอมเอกสารนั้น หรือเป็นผู้แจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความนั้นเองให้ลงโทษตามมาตรานี้แต่กระทงเดียว
ซึ่งในกรณีหวย 90 ล้านนั้น น่าจะมีความผิดตามประมวลกฏหมายอาญา มาตรา 265 ส่วนความผิดอื่นๆ นั้นคงต้องรอดูสำนวนเพ่ิมเติมว่า จะมีการดำเนินการอย่างไรต่อไป
ในคดีอื่นๆ ที่กล่าวมา จะพบว่า มีการแจ้งความดำเนินคดีกับทางตำรวจด้วย ซึ่งนั่นก็จะมีความผิดตามประมวลกฏหมายอาญา อีกมาตราหนึ่ง
มาตรา 137 ผู้ใดแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน ซึ่งอาจทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
นอกจากนี้ หากมีการโพสต์ข้อความต่างๆ ลงบนโซเซียลมีเดียของตนเอง ก็จะมีความผิดตามพรบ.คอมพิวเตอร์ฯ อีกด้วย โดย
มาตรา ๑๔ ผู้ใดกระทำความผิดที่ระบุไว้ดังต่อไปนี้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
(๑) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์ อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน อันมิใช่การกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา
(๒) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศหรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน
(๓) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรหรือความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา
(๔) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ ที่มีลักษณะอันลามกและข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้
(๕) เผยแพร่หรือส่งต่อซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์ตาม (๑)(๒) (๓) หรือ (๔)
มาตรา ๑๕ ผู้ให้บริการผู้ใดจงใจสนับสนุนหรือยินยอมให้มีการกระทำความผิดตามมาตรา ๑๔ ในระบบคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในความควบคุมของตน ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับผู้กระทำความผิดตามมาตรา ๑๔
จะเห็นว่า แม้ว่าหลายคนมองเรื่องการกุเรื่องต่างๆ เหล่านี้ อาจจะเป็นเรื่องตลก หรือเรื่องของเหตุผลส่วนตัวใดๆ ก็ตาม เมื่อเรื่องราวเหล่านั้นเพิ่งจะแพร่ ควรรีบยอมรับ ลงจากหลังเสือเสียก่อนตั้งแต่เนิ่น เพื่อลดผลกระทบต่างๆ เสียก่อน เพราะทุกวันนี้ เรื่องราวต่างๆ สามารถแพร่กระจายผ่านทางโซเซีลมีเดียได้ไวมากขึ้นกว่าในสมัยก่อนมาก
แต่ท้ายที่สุดแล้ว การพูดความจริง ไม่ปั้นน้ำเป็นตัวต่างหาก ที่จะเป็นสิ่งที่ควรทำอย่างที่สุดนั่นเอง