กรมสรรพากร ประกาศเลิกใช้ ‘สำเนาบัตรประชาชน-สำเนาทะเบียนบ้าน’ แล้ว

เฮ! กรมสรรพากร ประกาศยกเลิกไม่ต้องใช้ ‘สำเนาบัตรประชาชน-สำเนาทะเบียนบ้าน’ แล้ว

จากกรณีที่เมื่อวันที่ 30 เม.ย. 2561 ที่ผ่านมา คณะกรรมการขับเคลื่อนการปฎิรูปเพื่อรองรับการปรับเปลี่ยนตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ได้มีมติให้ยกเลิกการใช้ สำเนาบัตรประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้าน เพื่อรองรับการเป็นรัฐบาลดิจิทัล ซึ่งเป็นการอำนวยความสะดวกและลดภาระให้กับประชาชนนั้น

ล่าสุด (10 ก.ย. 61) เฟซบุ๊กแฟนเพจ กรมสรรพากร ( Revenue Department ) ได้โพสต์ประกาศถึงกรณี การยกเลิกใช้สำเนาบัตรประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านว่า

เตือน! โรคเด็กเล็กที่ต้องระวัง เป็นแล้วอาจเสียชีวิต

เตือน 3 โรคเด็กเล็กที่ต้องระมัคระวัง เพราะเป็นแล้วอาจเสียชีวิตได้

จากกรณีที่มีการแชร์ภาพและข้อความของผู้ใช้บัญชีเฟซบุ๊กชื่อ ศิริมา ศิริชัยนาคร ถึงเรื่องราวการเสียชีวิตของเด็กทารก วัยเพียง 5 เดือน เท่านั้น ซึ่งป่วยเป็นโรค RSV โดยเริ่มแรกหนูน้อยมีอาการคล้ายไข้หวัดธรรมดา มีน้ำมูกไหล ไอ หายใจเหนื่อยหอบ ก่อนคุณแม่จะสั่งเกตเห็นจากการให้นม

ทั้งนี้ หลังจากเรื่องราวดังกล่าวได้ถูกเผยแพร่สู่โลกออนไลน์ ได้สร้างความหวาดกลัวให้กับคุณแม่หลายๆ ท่าน ที่มีลูกน้อยเป็นอย่างมาก MThai จึงรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับโรคเด็กเล็กที่ต้องระวัง เพราะหากเป็นแล้วอาจเสียชีวิตได้ มาให้คุณแม่ได้ทำความเข้าใจแบบง่ายๆ และระมัดระวัง ป้องกันลูกน้อยออกจากไข้ร้ายเหล่านี้

1.โรค RSV

เชื้อไวรัส อาร์เอสวี (RSV:Respiratory Syncytial Virus) เป็นเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งที่เป็นสาเหตุของการติดเชื้อทางเดินหายใจทั้งส่วนบนและส่วนล่าง เกิดการติดเชื้อได้ทั้งในเด็กและในผู้ใหญ่ ส่วนใหญ่มักเป็นในเด็กเล็กๆ ตั้งแต่วัยทารก ซี่งเมื่อติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวี (RSV) ในทางเดินหายใจส่วนล่างแล้ว ผู้ติดเชื้อร้อยละ 70 มักเกิดอาการปอดบวมและหลอดลมฝอยอักเสบ

โดยประเทศไทยมักมีการระบาดในช่วงฤดูฝน เด็กๆ จะติดเชื้อไวรัส RSV จากการรับเชื้อผ่านระบบทางเดินหายใจ เช่น ไอ จาม น้ำมูก น้ำลาย เสมหะ จากการสัมผัส หรือละอองน้ำมูกของผู้ป่วยคนอื่น มีระยะฟักตัวประมาณ 2-7 วัน ซึ่งสามารถเกิดการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจได้ตั้งแต่ส่วนบนจนถึงส่วนล่าง ส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการหลอดลมฝอยอักเสบ (Acute bronchiolitis) และอาจทำให้ปอดอักเสบติดเชื้อ (Pneumonia)

ทั้งนี้ สิ่งที่พ่อแม่สามารถสังเกตเห็นว่าลูกอาจจะติดเชื้อ RSV ได้แก่ ลูกมีอาการไอมาก ไอถี่ มีเสมหะเยอะและเหนียวข้น หายใจหอบเหนื่อย หายใจแรง หน้าอกบุ๋ม อาจมีเสียงหายใจดังวี้ดๆ ไม่รับประทานอาหาร ไม่ดื่มน้ำ ไม่ดื่มนม มีไข้สูง มักจะซึม หรือหงุดหงิด กระสับกระส่าย เป็นต้น หากลูกมีอาการเหล่านี้ในช่วงที่ไวรัส RSV ระบาด ควรพาไปพบแพทย์เพื่อตรวจเช็คอย่างละเอียด

นอกจากนี้ ข้อมูลจากการเฝ้าระวังเชื้อก่อโรคปอดอักเสบรุนแรงจากโรงพยาบาล 30 แห่งในประเทศไทย ระหว่างปี 2555–2559 พบว่าในกลุ่มเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีที่มาด้วยอาการปอดอักเสบรุนแรง 425 ราย มีการติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวี ร้อยละ 44 (187 ราย) ตรวจพบเชื้อมากในกลุ่มเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี และเสียชีวิต 9 ราย

2.โรคมือ เท้า ปาก

โรคมือ เท้า ปาก เป็นโรคติดต่อที่เกิดจากเชื้อไวรัส กลุ่มเอนเทอโรไวรัส ที่อยู่ในลำไส้คน ซึ่งทารกและเด็กเล็กมีโอกาสป่วยเป็นโรคนี้ได้ง่าย และจะมีอาการรุนแรงมากกว่าเด็กโต ส่วนผู้ใหญ่ก็มีโอกาสเป็นได้เช่นกัน โดยพบโรคนี้มักพบในสถานรับเลี้ยงเด็ก และโรงเรียนอนุบาล

ทั้งนี้ โรคมือเท้าปาก สามารถติดต่อกันได้โดยง่ายจากการสัมผัส น้ำลาย น้ำมูก อุจจาระ และน้ำในตุ่มพองของผู้ป่วยโดยเข้าทางปากโดยตรง หรืออาจจะติดมากับมือ ของเล่น การไอจาม การใช้ภาชนะในการรับประทานอาหารร่วมกัน ซึ่งในช่วงสัปดาห์แรกของการป่วย ผู้ป่วยจะมีไข้ 2-4 วัน อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร เจ็บภายในปากและคอ ปวดเมื่อยตามตัวคล้ายไข้หวัด มีจุดหรือผื่นแดงอักเสบที่ลิ้น เหงือก กระพุ้งแก้ม เพดานปาก ฝ่ามือ ฝ่าเท้า หรือที่ก้น ต่อมาผื่นนี้จะกลายเป็นตุ่มพองใสรอบๆ แดง และแตกออกเป็นแผลหลุมตื้นๆ

โดยทั่วไปโรคนี้มักมีอาการไม่รุนแรงและหายได้เอง แต่หากเกิดภาวะแทรกซ้อนอาการจะมีความรุนแรงจนอาจส่งผลให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้ ซึ่งผู้ป่วยที่เป็นเด็กเล็ก หรือผู้ป่วยที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง อาจมีภาวะแทรกซ้อน เช่น ไม่สามารถรับประทานอาหารและน้ำได้ จนมีอาการขาดน้ำ ก้านสมองอักเสบ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ อัมพาต กล้ามเนื้ออ่อนปวกเปียก กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ

ดังนั้น หากเด็กมีอาการ ซึมลง ไม่รับประทานอาหารและน้ำ อาเจียนบ่อย ดูเหนื่อย ควรรีบพาไปพบแพทย์ทันที ทั้งนี้ปัจจุบันโรคมือ เท้า ปาก ไม่มียาต้านไวรัสที่ใช้รักษาได้อย่างจำเพาะ การรักษาจึงเป็นเพียงการประคองรักษาตามอาการ

สำหรับการป้องกันโรคมือ เท้า ปาก คุณพ่อคุณแม่ควรสอนให้ลูกดูแลรักษาความสะอาด โดยการล้างมือให้สะอาดก่อนรับประทานอาหาร และหลังขับถ่ายทุกครั้ง ควรดูแลอุปกรณ์การรับประทานอาหารให้สะอาด ไม่ใช้ช้อน ส้อม แก้วน้ำ ร่วมกับผู้อื่น หรือร่วมกับผู้ป่วยโรคมือเท้าปาก

3.โรคไวรัสโรต้า

เชื้อไวรัสโรต้า เป็นเชื้อไวรัสที่พบบ่อยที่สุด ในบรรดาเชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุให้เกิดอาการท้องร่วงอย่างรุนแรง พบมากในช่วงฤดูหนาว แต่ก็สามารถพบได้ในฤดูอื่นๆ ด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการดูแลรักษาความสะอาด สุขอนามัย เพราะเป็นเชื้อไวรัสที่ติดต่อได้ง่ายมาก ซึ่งเป็นได้ทั้งผู้ใหญ่และเด็ก

ทั้งนี้ เราสามารถรับเชื้อได้จากการรับประทานอาหารที่มีเชื้อโรคปะปนอยู่ โดยเฉพาะในเด็กที่ชอบหยิบสิ่งของเข้าปาก  เนื่องจากเชื้อไวรัสโรต้าจะมีชีวิตอยู่ตามวัตถุสิ่งของในอุณหภูมิปกติ ซึ่งอาจติดมากับมือที่เปื้อนน้ำลาย น้ำมูก หรืออุจจาระของผู้ป่วย และอาจเกิดจากการไอ จาม

ไวรัสโรต้า สามารถตรวจพบในอุจจาระของผู้ป่วยได้ตั้งแต่ก่อนเริ่มอาการถ่ายเหลว โดยระยะฟักตัวของโรคนี้จะเกิดขึ้นหลังจากได้รับเชื้อ 2-4 วัน และเชื้อไวรัสอาจคงอยู่ได้นานถึง 21 วัน ซึ่งจะเริ่มเป็นหวัด มีไข้สูง อาเจียนใน 2-3 วันแรก ก่อนมีอาการอุจจาระเป็นน้ำอยู่นานประมาณ 3-8 วัน ในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงอาจพบภาวะขาดน้ำ หรือถึงขั้นเกิดภาวะช็อกได้ นอกจากนี้อาจมีสารเกลือแร่ในร่างกายผิดปกติ และภาวะพร่องแลคเตสร่วมด้วย

สำหรับการป้องกัน การรักษาความสะอาดและสุขอนามัย เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เพราะฉะนั้นเราต้องหมั่นล้างมือบ่อยๆ (ด้วยน้ำและสบู่) โดยเฉพาะหลังการขับถ่ายและก่อนรับประทานอาหาร ตัดเล็บให้สั้น รวมทั้งใช้ช้อนกลางในการทานอาหารร่วมกับผู้อื่น หลีกเลี่ยงการใช้สิ่งของร่วมกัน เช่น แก้วน้ำ หลอดดูด ผ้าเช็ดหน้า และผ้าเช็ดมือ เป็นต้น

ขอบคุณข้อมูล/ภาพ : กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข

ข่าวที่เกี่ยวข้อง : ระวัง! ไวรัสร้าย RSV มากับสายฝน ยังไม่มียารักษา

เตือนระวัง! เชื้อไวรัสอาร์เอสวี (RSV) ข้อมูลย้อนหลัง 5 ปี พบเด็กเสียชีวิต 9 ราย ผู้ใหญ่ 2 ราย

เชื้อไวรัส อาร์เอสวี โรคระบาดหน้าฝน โดยเฉพาะ เด็กอายุต่ำกว่า2ปี ต้องระวังมากที่สุด

โรคมือเท้าปาก เชื้อโรคร้าย ที่มาพร้อมกับอากาศเย็นชื้น โดยเฉพาะในเด็กเล็ก

ทำความรู้จัก ไวรัสโรต้า ไวรัสตัวร้าย สาเหตุของอาการท้องเสียอย่างรุนแรง!!

ผู้ใช้เซ็ง! ตู้จำหน่ายตั๋ว BTS ใหม่ ไม่รับธนบัตร รับเฉพาะเหรียญเหมือนเดิม

ผู้ใช้เซ็ง! ตู้จำหน่ายตั๋ว BTS ใหม่ ไม่รับธนบัตร รับเฉพาะเหรียญเหมือนเดิม

จากกรณีที่โลกออนไลน์ได้มีการแชร์ภาพตู้จำหน่ายบัตรโดยสารแบบใหม่ของ บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ บีทีเอส ติดตั้งเครื่องจำหน่ายตั๋วโดยสารรถไฟฟ้าบีทีเอสแบบใหม่ แต่ไม่สามารถใช้ธนบัตรในการซื้อได้ และรับเฉพาะเหรียญราคา 1, 2, 5 และ 10 บาท เท่านั้น

ล่าสุดวันนี้ (10 ก.ย. 61) ทีมข่าว MThai ได้ลงสำรวจพบว่า ในช่วงเวลาเร่งด่วนตู้ดังกล่าวมีผู้ใช้บริการบางตา เนื่องจากขั้นตอนที่ซับซ้อนต้องแลกเหรียญก่อนนำมาซื้อบัตรโดยสาร ทำให้ส่วนใหญ่เลือกที่จะใช้ตู้แบบเก่าที่รับธนบัตร หรือซื้อบัตรแบบจำนวนเที่ยวและเติมเงินแทน

ทั้งนี้ นายสุรพงษ์ เลาหะอัญญา กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บีทีเอส เปิดเผยว่า ได้ลงทุน 600 ล้านบาท เปลี่ยนระบบบัตรโดยสารดังกล่าว ขณะเดียวกัน จะร่วมกับธนาคารทุกแห่ง ให้ผู้โดยสารที่มีคิวอาร์โค้ด ซื้อตั๋วได้บนมือถือ นำร่องกับธนาคารกรุงเทพ เป็นแห่งแรกก่อนปลายปีนี้ อีกทั้งจะอัปเกรดบัตรแรบบิทเป็น “บัตรแรบบิท พลัส” ให้รองรับระบบอีเอ็มวีของตั๋วร่วมที่จะใช้ปลายปีหน้า

อย่างไรก็ตามบีทีเอสกำลังเปลี่ยนบัตรโดยสารประเภทเที่ยวเดียว จากบัตรแถบแม่เหล็ก เป็นบัตรสมาร์ทการ์ดชนิดบาง (Thin Card) ที่มีความบางมากกว่าบัตรแรบบิท หรือบัตรทั่วไป โดยจะเปลี่ยนตู้จำหน่ายตั๋วโดยสารอัตโนมัติทั้งหมด ให้เป็นแบบจอสัมผัส (Touch Screen) รวมประมาณ 200 ตู้ และติดตั้งตู้จำหน่ายตั๋วที่มีช่องรับธนบัตรเพิ่มอีก 50 ตู้ เพื่อติดตั้งตามสถานีต่างๆ ระหว่างเดือนมิถุนายน ถึง พฤศจิกายนนี้