สาวตรังโวย!! รถจยย.พัง หลังเติมน้ำมันมีน้ำผสม

สาวตรังโวยรถจยย. พังเติมน้ำมันได้น้ำผสมวอนผู้ประกอบการน้ำมันเข้มเรื่องคุณภาพน้ำมัน ทางปั้มดังกล่าวนัดเจรจา

จากกรณีมีผู้ใช้เฟสบุ๊คในชื่อ “วิภาดา ลูกสาวใต้” ได้โพสต์ภาพ ของขวดน้ำ ที่มีน้ำมันและน้ำเปล่าบรรจุอยู่ด้านใน จำนวน 2 ภาพ พร้อมระบุข้อความว่า “เห็นโพสต์อย่าเพิ่งเลื่อนผ่านนะคะ อยากให้ได้เห็นจริงๆ เดี๋ยวนี้จรรยาบรรณของผู้ค้า มันคงไม่มีเหลืออยู่แล้วซินะ รู้ว่าการค้าขายใครๆก็ต้องการกำไรกันทั้งนั้นแต่คุณควรที่จะคิดสักหน่อยว่าถ้าลูกค้าเจอแบบนี้ทุกรายเค้าคงไม่กลับไปใช้บริการคุณอีกแน่นอน เป็นอะไรที่แย่มากนี่เหละความเห็นแก่ตัวของผู้ค้าที่หวังแค่ผลประโยชน์แต่ผลเสียตกอยู่กับผู้บริโภค #น้ำมันผสมน้ำ =เจ้าของได้กำไร#คนใส่น้ำมัน=เสียตังค์+รถพัง (เสียตังค์ค่าซ่อมเพิ่ม) (แบบนี้ใครจะรับผิดชอบ)#นี่แระประเทศไทยคอร์รัปชั่นได้ทุกรูปแบบ

ใครจะไปเติมน้ำมันปั๊มนี้ก็ระวังกันหน่อยนะคะ#ปั๊มน้ำมันบางจากสี่แยกต้นสมอ จ.ตรัง หลาบไปนานกันพันนี้ ช่วยกันแชร์หน่อยนะคะ สงสารคนที่โดนเหมือนกัน” จนทำให้ชาวโลกโซเซียลต่างเข้าไปคอมเม้นต์และวิจารณ์ต่างๆ นานา พร้อมแชร์โพสต์เป็นจำนวนมาก”

ล่าสุดวันนี้ 10 ก.ย.61 ผู้สื่อข่าวรายงานที่บ้านเลขที่ 91 ม.1 ต.เขาวิเศษ อ.วังวิเศษ จ.ตรัง น.ส.วิภาดา เกื้อบุญสง อายุ 27 ปี เล่าว่า เหตุเกิดเมื่อวันที่ 3 กันยายน ที่ผ่านมาตนเองได้ขับรถจยย.ฟีโน่ สีแดง-ขาว แผ่นป้ายทะเบียน 1 กค 9522 ตรัง เพื่อไปทำธุระในเมือง แวะไปซื้อของที่โลตัส

ซึ่งปกติตนเองจะไม่เคยเติมปั๊มน้ำมันดังกล่าว แต่เนื่องจากวันนั้น ไม่ต้องการเลี้ยวรถกลับไปอีกฝั่ง ก็เลยแวะเติมน้ำมันที่ปั๊มน้ำมัน บริเวณสี่แยกต้นสมอ ต.ทับเที่ยง อ.เมือง จ.ตรัง ซึ่งเติมน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 ไปในราคา 50 บาท จากนั้นก็ได้ขับรถกลับบ้าน มาปกติ รถก็ยังไม่ได้เกิดอาการผิดปกติแต่อย่างใด แต่เมื่อกลับมาบ้าน เป็นเวลา 2 วัน จอดรถทิ้งไว้หน้าบ้าน ซึ่งไม่ได้ใช้งาน

แต่เมื่อเช้าวันพฤหัสที่ 6 ก.ย.61 น้องชายของตนเอง จะนำรถไปใช้ กลายเป็นรถสตาร์ทไม่ติดแล้ว ก็เลยเอะใจและได้เปิดเบาะและฝาน้ำมันดู ก็ได้เห็นเหมือนภาพที่โพสต์ลงไปในสื่อ Facebook ซึ่งในวันนั้นที่ตนเองได้โพสต์ลงเฟซบุ๊กตนเองยอมรับว่ารู้สึกโมโหมาก เพราะว่าตนเองใช้งานปกติ แต่มาโดนอย่างนี้มันทำให้เสียความรู้สึก ซึ่งตนเองก็ได้นำรถไปซ่อมใกล้ๆบ้าน ได้ทำการล้างเครื่องรถของตนเองใหม่หมด แต่ก็เสียไม่กี่บาท แต่วันนี้ก็กลับมาเป็นอีก รถจยย.คันดังกล่าวของตนก็ไม่สามารถสตาร์ทติดใช้งานได้อีก

และวันนี้ทางปั๊มดังกล่าวได้ติดต่อให้เข้าไปเจรจาช่วงบ่ายวันนี้ โดยตนเองจะเข้าไปเจรจา สำหรับในเรื่องของการเรียกร้อง คงไม่มีเนื่องจาก เสียค่าใช้จ่ายไม่กี่บาท แต่หากรถยังต้องซ่อมต่อและมีค่าใช้จ่ายมากก็อาจจะเรียกร้องเพียงค่าใช้จ่ายในการซ่อมรถเท่านั้น เนื่องจากสมัยนี้เงินก็หายาก และตนเองก็เสียความรู้สึกอีกด้วย

ทั้งนี้ตนเองอยากฝากบอกถึงผู้ประกอบการน้ำมัน อยากให้ช่วยดูแลให้ดีกว่านี้ เพราะหากเกิด ขึ้นกับอีกหลายๆคน มันจะแย่และจะทำให้ทางปั๊มน้ำมันเสียลูกค้าด้วย

กทม. เร่งสืบหาเจ้าของอนุสาวรีย์ชัยฯ

กรุงเทพมหานคร (กทม.) มีแผนปรับปรุงภูมิทัศน์อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ซึ่งหลังจตรวจสอบ กลับพบว่า ไม่มีหน่วยงานใดเป็นเจ้าของ หรือผู้ดูแลสถานที่อนุสาวรีย์ชัยฯ

วันนี้ ( 10 ก.ย. 61 ) นายพชร อนันตศิลป์ อธิบดีกรมธนารักษ์ เปิดเผยถึงกรณีที่มีสืบหาว่าหน่วยงานใดเป็นเจ้าของ หรือผู้ดูแล อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ โดยก่อนหน้านี้สำนักงานผังเมืองได้ทำหนังสือสอบถามมายังกรมฯ เนื่องจากเข้าใจว่าเป็นเจ้าของพื้นที่เดิมในการก่อสร้างอนุสาวรีย์ชัยฯ และภายหลังการก่อสร้างได้มีการมอบหมายให้หน่วยงานใดรับผิดชอบดูแล ซึ่งจากการตรวจสอบข้อมูลแล้ว พบว่า พื้นที่ก่อสร้างอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมินั้น เดิมเป็นพื้นที่เวนคืนของกรมทางหลวง ซึ่งเบื้องต้นกรมทางหลวงเองก็ยังไม่ทราบข้อมูลในส่วนนี้

ด้าน นายอนันต์ ชูโชติ อธิบดีกรมศิลปากร เปิดเผยเมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ว่าเรื่องใครเป็นเจ้าของอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมินั้นต้องไปสืบค้นประวัติและเอกสารต่างๆ เมื่อช่วงตอนสร้างอนุสาวรีย์ก่อนว่าหลังจากสร้างเสร็จแล้วมีการมอบอำนาจให้ใครหรือหน่วยงานใดเป็นผู้ดูแลหรือไม่ กรมศิลปากรจะมอบอนุสาวรีย์ดังกล่าวให้ กทม. เลยคงไม่สามารถทำได้ ต้องขอเวลาในการศึกษาเอกสารข้อมูลหลักฐานต่างๆ ก่อนว่ามีผู้ใดเป็นเจ้าของหรือมีอำนาจในการดูแลหรือไม่

ทั้งนี้เนื่องจาก กทม. มีแนวคิดที่จะพัฒนาอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ให้มีสภาพสวยงาม ให้ประชาชนได้ใช้ประโยชน์ โดยจะจัดทำทางเดินใต้ดิน ลักษณะอุโมงค์ทางเดินคล้ายที่วงเวียนใหญ่ ซึ่งจากการประชุมคณะกรรมการปรับปรุงพัฒนาอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ประกอบด้วย กรุงเทพมหานคร สำนักผังเมือง สำนักการโยธา สำนักงานเขตราชเทวี สำนักงานเขตพระนคร และกรมศิลปากร เป็นต้น ได้มีการหารือเพื่อหาข้อสรุปว่ากรมหรือหน่วยงานใดเป็นเจ้าของ ผู้ดูแลอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ไม่พบว่าใครเป็นเจ้าของหรือเป็นผู้ดูแลสถานที่ ซึ่งไม่ใช่เพียงอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิเท่านั้นหากแต่ยังมีอนุสาวรีย์อีกถึง 15 แห่ง อาทิ อนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ อนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสิน รวมถึงโบราณสถานอีก 39 แห่งที่กรมศิลปากรขึ้นทะเบียนไว้ ต้องสืบค้นหาเจ้าของสถานที่ โดยมอบหมายให้สำนักผังเมือง กทม. ไปสืบหา หากไม่พบ กทม. ต้องเป็นผู้รับผิดชอบ และให้สำนักผังเมืองดูแลต่อไป และการปรับปรุงโบราณสถานต้องหารือกับทางกรมศิลปากรด้วย

สำหรับอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิสร้างขึ้นเพื่อเทิดทูนวีรกรรมของทหาร ตำรวจ และพลเรือนที่เสียชีวิตไปในกรณีพิพาทระหว่างไทยกับฝรั่งเศสเรื่องการปรับปรุงพรมแดนไทยกับอินโดจีนฝรั่งเศส ซึ่งในครั้งนั้นมีผู้เสียชีวิต 59 คน ทั้งทหาร ตำรวจ และพลเรือน รัฐบาลมีมติให้สร้างอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิให้เป็น ” รัฐปิยานุสสรณ์ ” โดยให้หม่อมหลวงปุ่ม มาลากุล เป็นผู้ออกแบบ ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี เป็นผู้อำนวยการปั้นหล่อรูปวีรชน มีรัฐพิธีวางศิลาฤกษ์เมื่อวันที่ 24 มิ.ย. 2484

เปิด 9 สัญญาณเตือนคนคิดฆ่าตัวตาย

เปิด 9 สัญญาณเตือนคนคิดฆ่าตัวตาย ชี้ กลุ่มที่มีความเสี่ยง คือ ผู้ที่มีปัญหาจากการดื่มสุรา เสพยา และผู้ป่วยโรคซึมเศร้า

ในการคิดสั้นนั้น จะมีสัญญาณเตือนอยู่ 9 สัญญาณด้วยกัน ซึ่งหากคนใกล้ตัวพบ ต้องรีบเข้าไปพูดคุยทันที โดยการพยายามฆ่าตัวตาย ถือเป็นตัวบ่งชี้ว่าบุคคลนั้นไม่สามารถหาทางออกได้ในสถานการณ์ที่กดดันทางอารมณ์อย่างรุนแรง ซึ่งกรมสุขภาพจิต ระบุว่า มี 9 สัญญาณเตือนของผู้ที่คิดจะฆ่าตัวตาย ที่เมื่อคนใกล้ชิดพบ ต้องเข้าไปพูดคุยและช่วยเหลือทันที ประกอบด้วย

1.ชอบพูดเปรยๆ หรือระบายความรู้สึกผ่านสังคมออนไลน์ว่าอยากตาย ไม่อยากมีชีวิตอยู่ ไม่มีใครรัก ไร้ค่า ไม่มีใครสนใจ

2. เดินทางไปเยี่ยมคนรู้จัก โดยที่ไม่เคยทำมาก่อน เหมือนไปบอกลา

3. แยกตัวไม่พูดกับใคร สีหน้าเศร้าหมอง ซึมเศร้า

4. มีการแจกจ่ายของรักของหวง พูดจาฝากฝังคนข้างหลัง ทำพินัยกรรมในเวลาที่ยังไม่สมควร

5. ติดเหล้า หรือใช้ยาเสพติดหนักในช่วงนี้

6. ทรมานจากการเจ็บป่วยเรื้อรัง จนต้องพึ่งยารักษาเป็นประจำ

7. นอนไม่หลับติดต่อกันเป็นเวลานานๆ

8. ประสบปัญหาชีวิต เช่น ล้มละลาย สูญเสียคนรักกะทันหัน เป็นโรคเรื้อรัง พิการจากอุบัติเหตุ

9. มีอารมณ์ดีขึ้นอย่างกะทันหัน ตรงกันข้ามกับที่ผ่านๆมา ซึ่งอาจเป็นช่วงที่เขารวบรวมความกล้า และตัดสินใจแน่นอนแล้วว่าจะฆ่าตัวตาย

ส่วนกลุ่มผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย คือ ผู้ที่มีปัญหาจากการดื่มสุราและเสพสารเสพติด ผู้ป่วยโรคซึมเศร้า ผู้ป่วยโรคจิตเภท ผู้ที่เคยฆ่าตัวตายมาแล้ว ผู้ที่มีปัญหาความสัมพันธ์กับคนใกล้ชิด ซึ่งทั้งหมดนี้มีความเสี่ยงสูงกว่าประชนทั่วไป ตั้งแต่ 4 -100 เท่าตัว

อย่างไรก็ตาม สามารถป้องกันการฆ่าตัวตาย โดยใช้หลัก 3 ส. คือ การมีสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ไม่ห่างเหิน , การสื่อสารที่ดีต่อกัน และสุดท้ายคือ ใส่ใจรับฟัง มีเวลาให้คนในครอบครัว ช่วยหลือเมื่อมีปัญหา