กสม.นำบุตรนางวรรณนภา ผู้ถูกจับกุมกรณีเสื้อยืดต้องห้าม เข้าเยี่ยมมารดาที่ มทบ. 11

กสม. อังคณา นำบุตรนางวรรณนภาผู้ถูกจับกุมกรณีเสื้อยืดต้องห้าม เข้าเยี่ยมมารดาที่ มทบ. 11 เผยกังวลกรณีการบันทึกภาพเด็กไปเผยแพร่โดยไม่ปกปิดใบหน้า เข้าข่ายละเมิดสิทธิฯ

ตามที่ปรากฏเป็นข่าวกรณีเจ้าหน้าที่ทหารจับกุมตัวนางวรรณนภา (ปกปิดนามสกุล) พร้อมเสื้อยืดสีดำที่มีแถบป้ายสีขาวแดงบริเวณหน้าอกจำนวนหนึ่งที่บริเวณห้องพักย่านสมุทรปราการ เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2561 โดยข่าวแจ้งว่าเจ้าหน้าที่ทหารจะนำตัวนางวรรณนภาส่งให้พนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปรามในวันที่ 8 กันยายน 2561 เพื่อแจ้งข้อกล่าวหา จึงทำให้บุตรสองคนของนางวรรณนภา ซึ่งมีอายุ 14 ปี และ 9 ปี ไปรอดักพบมารดาที่กองบังคับการปราบปราม แต่ต้องผิดหวังเมื่อเจ้าหน้าที่ไม่ได้นำนางวรรณนภามาที่กองบังคับการปราบปราม นั้น

นางอังคณา นีละไพจิตร กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เปิดเผยว่า ตนได้รับแจ้งจากผู้ดูแลเด็กทั้งสองคนว่า เด็กทั้งสองคนมีความเครียด ไม่พูดกับใคร เนื่องจากเด็กทั้งสองไม่ได้พบมารดานับแต่ถูกจับกุม แต่ได้ติดต่อกับมารดาทางโทรศัพท์บ้าง โดยเด็กทั้งสองรู้สึกกังวลว่ามารดาอาจถูกดำเนินคดี หรือไม่ได้กลับบ้าน

โดยเจ้าหน้าที่ได้ให้มารดายืมโทรศัพท์เพื่อคุยกับบุตรเป็นเวลาสั้น ๆ ดังนั้นเพื่อเป็นการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน จึงขอให้ กสม. ช่วยประสานเจ้าหน้าที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพื่ออนุญาตให้บุตรทั้งสองคนของนางวรรณนภา ได้เข้าเยี่ยมมารดาตามหลักสิทธิมนุษยชน กสม. จึงได้ประสานไปยังเจ้าหน้าที่ คสช. และเจ้าหน้าที่ยินดีให้ตนในฐานะ กสม. พาบุตรทั้งสองของนางวรรณนภาเข้าเยี่ยมมารดาที่ มณฑลทหารบกที่ 11 (มทบ. 11) ในวันนี้ (9 กันยายน 2561) เวลา 9.00 น.

นางอังคณา กล่าวว่า ขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทุกท่านที่อำนวยความสะดวกอย่างดีเพื่อให้บุตรของหญิงผู้ถูกกล่าวหาได้เข้าเยี่ยมมารดาตามหลักสิทธิมนุษยชน โดยการเยี่ยมครั้งนี้เจ้าหน้าที่ได้จัดสถานที่เยี่ยมในบรรยากาศที่ผ่อนคลายให้มารดาและบุตรได้พบและพูดคุยกันเป็นการส่วนตัวเพื่อให้คลายความกังวลใจในเรื่องต่าง ๆ โดยหลังจากที่เด็กทั้งสองได้เข้าเยี่ยมมารดาเป็นเวลาประมาณ 1 ชั่วโมง เด็กทั้งสองมีอาการผ่อนคลาย พูดคุย ยิ้มแย้ม และมีกำลังใจมากขึ้น

ทางด้านตนมีความกังวลใจอย่างมากต่อการที่มีผู้บันทึกภาพบุตรทั้งสองคนของนางวรรณนภาในลักษณะที่ถือป้ายข้อความและนำไปเผยแพร่โดยไม่มีการปกปิดใบหน้าเด็ก ซึ่งการกระทำในลักษณะดังกล่าวถือเป็นการละเมิดสิทธิเด็ก ขัดต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 และอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (Convention on the Rights of the Child – CRC) ขององค์การสหประชาชาติ

ทั้งนี้ การเผยแพร่ภาพใบหน้าเด็กซึ่งมารดาเป็นเพียงผู้ถูกกล่าวหาโดยที่ศาลยังมิได้พิพากษาว่ากระทำผิด ยังอาจส่งผลให้เด็กถูกเกลียดชังจากสังคม ทั้งที่เด็กไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

สำหรับการเข้าเยี่ยมวันนี้ เจ้าหน้าที่ มทบ.11 ได้เปิดโอกาสให้ นางอังคณา นีละไพจิตร กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เข้าตรวจเยี่ยมห้องควบคุมตัวนางวรรณนภา ซึ่งไม่มีลักษณะเป็นห้องกัก แต่เป็นห้องที่ปกติใช้เป็นห้องรับรอง โดยมีเตียงนอน ห้องน้ำส่วนตัว และมีสิ่งอำนวยความสะดวก โดยมีเจ้าหน้าที่หญิงให้การดูแลและคอยพูดคุยเพื่อมิให้ผู้ถูกกล่าวหามีความกังวลใจ

สั่งคุมเข้มพื้นที่เสี่ยงของสงขลา หลังเกิดเหตุคนร้ายลอบวางเพลิงใน อ.จะนะ

เจ้าหน้าที่ตั้งวอร์รูมคลี่คลายคดีเหตุลอบวางเพลิงและวางระเบิดร้านซ่อมรถจักรยานยนต์ที่ อ.จะนะ ขณะที่สั่งคุมเข้มพื้นที่เสี่ยงของสงขลา

ความคืบหน้าเหตุคนร้ายลอบวางเพลิงร้านซ่อมรถจักรยานยนต์และฝังระเบิดแสวงเครื่องใต้ถนนเพื่อดักสังหารเจ้าหน้าที่ที่เข้าไปตรวจที่เกิดเหตุเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาแต่โชคดีที่ไม่มีเจ้าหน้าที่บาดเจ็บหรือความสูญเสียรุนแรงเกิดขึ้น เหตุเกิดในพื้นที่รอยต่อระหว่างหมู่8 กับหมู่10 ต.บ้านนา อ.จะนะ จ.สงขลา แต่โชคดีที่ไม่มีเจ้าหน้าที่บาดเจ็บหรือความสูญเสียรุนแรงเกิดขึ้น

ล่าสุดได้มีการตั้งวอร์รูมเพื่อคลี่คลายคดีที่สภ.จะนะ จ.สงขลา โดยมี พ.ต.อ.อนุรุธ อิ่มอาบ รองผู้บังคับการตำรวจภูธร จ.สงขลา เป็นหัวหน้าชุดมีการประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดทั้งฝ่ายสอบสวนสืบสวน ฝ่ายปราบปราม ชุดเก็บกู้วัตถุระเบิดและเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน

เพื่อสรุปเหตุการณ์และความคืบหน้าในภาพรวมของคดีทั้งหมด ทั้งการสอบสวนพยานแวดล้อมเพื่อหาเบาะแสคนร้าย การตรวจรายละเอียดของวัตถุระเบิดที่ใช้ก่อเหตุ และการตรวจสอบกล้องวงจรปิดในบริเวณพื้นที่โดยรอบเพื่อหาเบาะแสของผู้ต้องสงสัย

ซึ่งจากการประเมินเหตุการณ์คาดว่าคนร้ายมี 2 กลุ่ม กลุ่มละ 2 คน แบ่งหน้าที่กันทำงานเนื่องจากจุดเกิดเหตุทั้งสองจุดอยู่ห่างกันประมาณ 1 กิโลเมตรครึ่ง โดยวางเพลิงร้านซ่อมรถจักรยานยนต์ก่อนเพื่อล่อให้เจ้าหน้าที่ออกมาและกดระเบิดซ้ำ

ขณะที่ในทางการข่าวเชื่อว่าน่าจะเป็นฝีมือของคนร้ายกลุ่มเดียวกับที่ก่อเหตุยิงสองผัวเมียเจ้าของร้านเฟอร์นิเจอร์เสียชีวิต 2 ศพ ที่ อ.เทพา จ.สงขลา เมื่อวันที่ 2 กันยายนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นกลุ่มของ นายมะยาโก๊ะ ลาเต๊ะ

พร้อมกันนี้ได้สั่งการให้พื้นที่เสี่ยงใน 4 อำเภอของสงขลา ทั้ง อ.จะนะ อ.เทพา อ.นาทวี อ.สะบ้าย้อย และเมืองเศรษฐกิจทั้งอ.หาดใหญ่ และ อ.สะเดา เพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยมากยิ่งขึ้นเพื่อป้องกันการสร้างสถานการณ์ในระยะนี้

คนร้ายใช้พริกป่นสาดใส่ผู้เสียหาย ก่อนกระชากสร้อยคอทองคำหลบหนี

คนร้ายใช้พริกป่นสาดใส่ เจ้าของร้านนวดเพื่อสุขภาพ ก่อนกระชากสร้อยคอทองคำหลบหนีไป

เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เพ จังหวัดระยอง ได้รับแจ้งเหตุคนร้ายใช้พริกป่นสาดใส่ผู้เสียหายแล้วกระชากสร้อยคอทองคำหลบหนีไป โดยผู้เสียหายคือ นางสาวศิริกาญจน์ นุ่นดี อายุ 49 ปี ซึ่งเป็นเจ้าของร้านนวดเพื่อสุขภาพ

โดยผู้เสียหายได้เล่าเหตุการณ์ว่า มีชายอายุประมาณ 40 ปี มาใช้บริการ ระหว่างนั้นได้สังเกตุเห็นว่า ชายคนนี้แอบมองสร้อยคอทองคำหนัก 1 บาท ที่ตนเองใส่อยู่ หลังใช้บริการเสร็จชายคนดังกล่าวได้ขี่รถจักรยานยนต์ออกไป ก่อนจะหวนกลับมาอีกครั้ง โดยอ้างว่ากุญแจบ้านหายจึงช่วยกันค้นหาภายในร้าน

จากนั้น ชายคนดังกล่าวได้ใช้พริกป่นสาดใส่หน้าและกระชากสร้อย ขี่รถจักรยานยนต์ในแผ่นป้ายทะเบียนหลบหนีไป ด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจเตรียมตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดในเส้นทาง ที่คาดว่าคนร้ายใช้ในการหลบหนีและติดตามตัวมาดำเนินคดีต่อไป