เรือนจำตรัง หนุนการสร้างอาชีพให้ผู้ต้องขังสร้างรายได้ระหว่างอยู่เรือนจำ

เรือนจำตรัง สร้างอาชีพให้กับผู้ต้องขัง สร้างรายได้ในระหว่างที่อยู่ภายในเรือนจำ และนำอาชีพที่ได้รับการฝึกสอนไปประกอบอาชีพเลี้ยงตัวเองและครอบครัว

วันที่ 9 กันยายน 2561 นายสุทธิศักดิ์ ร่าหมาน ผู้บัญชาการเรือนจำจังหวัดตรัง นำผู้สื่อข่าวชมการฝึกอาชีพของผู้ต้องขังทั้งชายและหญิง ทั้งนี้เรือนจำจังหวัดตรัง มีการประสานงานกับหน่วยงานของภาครัฐและภาคเอกชน ในการที่นำวิทยากรด้านการฝึกอาชีพเข้ามาฝึกสอนอาชีพให้กับผู้ต้องขัง โดยทางเรือนจำจะมีการคัดเลือกผู้ที่จะได้รับการฝึกวิชาชีพ

ซึ่งจะคัดเลือกจากความประพฤติของผู้ต้องขังเป็นหลัก ผู้ที่ได้รับการคัดเลือกจะได้รับการฝึกวิชาชีพ จากวิทยากร ทั้งนี้ระหว่างที่อยู่ภายในเรือนจำ ผู้ต้องขังที่ฝึกอบรมและสามารถสร้างชิ้นงานจำหน่ายก็จะมีรายได้จากการจำหน่ายสินค้าประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ เมื่อพ้นโทษก็จะได้รับเงินกลับไปด้วย นอกจากนี้นายแพทย์ประเสริฐ ปราสาททองโอสถ ได้มอบเงินช่วยเหลือ จำนวน 3 หมื่นบาท ให้กับผู้ต้องขังที่พ้นโทษนำไปประกอบอาชีพหลังพ้นโทษ โดยไม่มีการเรียกคืนแต่อย่างใด

สำหรับการฝึกอาชีพให้กับผู้ต้องขังนั้นจะมีหลากหลายอาชีพ เช่น การจักสาน การทำดอกไม้จันทน์ การทำขนมไทยชนิดต่างๆ การทำเฟอร์นิเจอร์ และอื่นๆ การให้ผู้ต้องขังฝึกอาชีพนั้นจะใช้เวลาว่างมาทำการฝึกอาชีพระยะสั้น เมื่อทำเสร็จแล้วทางเรือนจำก็จะนำมาวางจำหน่ายที่ร้านค้าสหกรณ์ของเรือนจำหรือนำไปขายตามงานต่างๆ ที่ทางจังหวัดจัดขึ้น

ทั้งนี้ผู้ต้องขังจะมีราบได้ 50 เปอร์เซ็นต์จากการจำหน่าย และเมื่อพ้นโทษก็จะได้รับเงินกลับไปด้วย ขณะนี้ขนมไทยชนิดต่างๆ มียอดสั่งจองจำนวนมากจากภายนอกส่วนใหญ่จะเป็นหน่วยงานของภาครัฐ สั่งขนม เพื่อนำไปรับประทานในช่วงเวลาประชุม หน่วยงานต่างๆในจังหวัดตรัง ร่วมอุดหนุนเป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นสร้างกำลังใจให้กับผู้ต้องขังเป็นอย่างมาก ที่ได้รับการยอมรับจากภายนอก และจากการติดตามพฤติกรรมของผู้ต้องขังที่พ้นโทษไปแล้วนั้น ได้ออกไปประกอบอาชีพส่วนตัว

โดยเฉพาะการทำดอกไม้จันทน์ การเลี้ยงด้วง ที่ได้รับการฝึกสอนจากเรือนจำไปประกอบอาชีพ สามารถสร้างรายได้เดือนละกว่า 2 หมื่นบาท สร้างความเป็นอยู่ที่ดีให้กับครอบครัว อยู่อย่างไม่เดือดร้อน ผลสำเร็จที่เกิดขึ้นในการประกอบอาชีพสร้างรายได้ ก็จะทำให้ไม่หันกลับไปทำสิ่งที่ผิดกฎหมายอีก

นายคิม จอง อึน ผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือ ร่วมพิธีครบรอบ 70 ปี ก่อตั้งประเทศ

นายคิม จอง อึน ผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือ เดินทางร่วมพิธีเฉลิมฉลองครบ 70 ปี การก่อตั้งประเทศเกาหลีเหนือ

สถานีโทรทัศน์ เคอาร์ที ของรัฐบาลเกาหลีเหนือ เผยแพร่ภาพขณะที่นายคิม จอง อึน ผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือ เดินทางเยือนพระราชวังคัมซูซัน ซึ่งเป็นสุสานของอดีตผู้นำเกาหลีเหนือ เพื่อแสดงความเคารพต่อรูปปั้นของนายคิม อิล ซุง ผู้ก่อตั้งเกาหลีเหนือที่เป็นปู่ของเขา และรูปปั้นของนายคิม จอง อิล ผู้เป็นบิดา เนื่องในโอกาสที่วันนี้เป็นวันครบรอบ 70 ปี ที่เกาหลีเหนือก่อตั้งขึ้นมา

ขณะเดียวกัน เคอารที ยังได้เผยแพร่ภาพนิ่งระหว่างที่นายคิม พบปะกับนางวาเลนติน่า มัตวิเยนโก้ ประธานสภาสหพันธ์แห่งรัสเซีย ที่นำสารจากผู้นำรัสเซียมามอบให้เมื่อวานนี้

รัฐบาล ยืนยัน ไม่นำยางค้างสต๊อกเก่าออกขาย หวั่นซ้ำเติมราคาต่ำลงอีก

รัฐบาล ยืนยัน ไม่นำยางค้างสต๊อกเก่าออกขาย หวั่นซ้ำเติมราคาต่ำลงอีก พร้อมเตรียมพัฒนาอาชีพเสริม สร้างรายได้เพิ่มให้ชาวสวนยาง

เมื่อวันที่ 8 ก.ย. 61 พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้รับรายงานจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่า ขณะนี้ไม่มีนโยบายให้การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) นำยางค้างสต๊อกที่รัฐบาลก่อนปี 2557 ซื้อไว้แล้วขายไม่ออกมาขายอย่างเด็ดขาด แม้ว่าในช่วงนี้ราคายางพาราจะยังไม่มีเสถียรภาพก็ตาม เพราะจะทำให้ราคาถอยลงไปอีก

โดยนายกฯ อยากให้พี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางและสังคมได้เข้าใจข้อมูลที่ถูกต้อง หลังจากที่มีการปล่อยข่าวว่า กยท. จะนำยางแผ่นรมควันชั้น 3 ที่เก็บค้างสต๊อกอยู่ออกขาย โดยยืนยันว่าเรื่องดังกล่าวไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด

นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า รัฐบาลห่วงใยความเป็นอยู่ของชาวสวนยาง หลังจากราคายางทรงตัวในระดับ 43-45 บาทต่อกิโลกรัม ตั้งแต่ต้นปีแล้วโดยแนวทางการช่วยเหลือนั้นจะหลีกเลี่ยงการเข้าไปแทรกแซงราคา เพราะการซื้อยางในราคานำตลาดหรือการซื้อมาเก็บ รวมไปถึงการรับจำนำยางด้วยนั้น จะต้องใช้เงินจำนวนมากและจะก่อให้เกิดปัญหาตามมา เนื่องจากต้องเสียค่าเช่าสถานที่เก็บรักษา และหากขายต่อไม่ได้ก็จะกลายเป็นสต๊อกยางค้าง

การช่วยเหลือชาวสวนยางจะเน้นการพัฒนาอาชีพเสริม หรือเพิ่มทางเลือกในการสร้างรายได้เพิ่มขึ้นนอกเหนือจากการทำสวนยาง โดยขณะนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์กำลังพิจารณาแนวทางการช่วยเหลือค่าครองชีพสำหรับเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนชาวสวนยางของ กยท. ไว้ราว 1.3 ล้านคน แต่ชาวสวนยางจะต้องเข้ารับการฝึกอบรม เพื่อพัฒนาทักษะอาชีพและนำไปต่อยอดหารายได้เลี้ยงดูตนเองและครอบครัวต่อไป