กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดประชุมชี้แจงโครงการปลูกพืชหลังนาสร้างรายได้ให้เกษตรกรผ่านกลไกสหกรณ์ ณ ห้องประชุมแชฟไฟร์ อิมแพคฟอรั่ม เมืองทองธานี ซึ่งการประชุมครั้งนี้ มีเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งชลประทานจังหวัด เกษตรและสหกรณ์จังหวัด เกษตรจังหวัด ผู้อำนวยการสถานีพัฒนาที่ดิน และสหกรณ์จังหวัด มากกว่า 450 คน เพื่อเป็นการบูรณาการขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าวไปในทิศทางเดียวกัน
นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน ชี้แจงว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีนโยบายลดพื้นที่ปลูกข้าวนาปรังปี 2561/62 โดยสนับสนุนให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนพื้นที่การปลูกข้าวให้มาปลูกพืชชนิดอื่นๆ ที่ตลาดต้องการและให้ผลตอบแทนสูง เพื่อช่วยสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร โดยรัฐจะเข้ามาช่วยเหลือในการสนับสนุนเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ การประสานภาคเอกชนในการเข้ามารับซื้อผลผลิต การกำหนดราคาขายที่เป็นธรรม และการจัดทำประกันภัยพืชผล โดยจะยึดแนวทางการบริหารจัดการด้านการตลาดสินค้าเกษตร ภายใต้แนวคิด “การตลาดนำการผลิต” พร้อมทั้งใช้กลไกสหกรณ์ในพื้นที่เข้ามาบริหารจัดการผลผลิตของเกษตรกรตั้งแต่ระดับต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ซึ่งจากการวิเคราะห์สถานการณ์น้ำยืนยันว่า มีปริมาณน้ำเพียงพอต่อการเพาะปลูกพืชหลังนาอย่างแน่นอน
ภาพประกอบข่าว
สำหรับการขับเคลื่อนนี้ ได้เริ่มต้นนำร่องโครงการส่งเสริมปลูกข้าวโพดหลังนาไปแล้วในพื้นที่จังหวัดอุตรดิตถ์และพิษณุโลก จำนวน 6,000 ไร่ มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ 415 ราย ซึ่งคาดว่าเกษตรกรจะมีรายได้จากการปลูกข้าวโพดไร่ละ 7,500 บาท หักทุนแล้วจะเหลือกำไรไร่ละ 4,000 บาท ซึ่งได้รายได้ดีกว่าปลูกข้าวถึงไร่ละประมาณ 2,000 บาท
อย่างไรก็ดี เพื่อให้โครงการสัมฤทธิ์ผล ได้จัดอบรมให้ความรู้แก่เกษตรกรเพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิต การคัดเลือกพันธุ์เพาะปลูกให้เหมาะกับสภาพพื้นที่และรอบการผลิต การวิเคราะห์สภาพดินและชลประทานจะช่วยดูแลระบบน้ำ ส่วนการสนับสนุนด้านเงินทุน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะสนับสนุนเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ 1 % วงเงิน 3,000 บาทต่อไร่ให้สหกรณ์กู้ยืมไปให้สมาชิกกู้ยืมต่อ เพื่อนำไปเป็นทุนในการปลูกข้าวโพด และสหกรณ์ที่เข้าร่วมโครงการยังสามารถกู้ยืมไปใช้เป็นเงินทุนสำหรับการรวบรวมผลผลิตข้าวโพดจากสมาชิกและเกษตรกรในพื้นที่ได้เช่นกัน
ที่มา Radio-สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย