เกิดน้ำท่วมฉับพลันในจังหวัดสุมาตรา อินโดนีเซียดับแล้ว 1 ศพบาดเจ็บอีก 3

เกิดเหตุน้ำท่วนฉับพลันในหมู่บ้านหลายแห่งของเขตโซลอก ในจังหวัดสุมาตราตะวันตกประเทศอินโดนีเซีย 

วันที่ 7 ก.ย.2561 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานข่าว หลังจากโฆษกสำนักงานการจัดการภัยพิบัติแห่งชาติอินโดนีเซียประกาศ เนื่องจากฝนที่ตกลงมาอย่างหนัก ทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันในหมู่บ้านหลายแห่งของเขตโซลอก ในจังหวัดสุมาตราตะวันตก เมื่อคืนวันที่ 6 ก.ย. 2561 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 1 คนและบาดเจ็บสาหัสอีก 3 คน

(Cr. The Jakarta Post/Apriadi Gunawan)

ทั้งนี้เหตุการณ์น้ำท่วมดังกล่าว ยังส่งผลกระทบต่อประชาชนกว่า 3,000 คน และพัดพาข้าวเปลือกเสียหาย โดยเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจ พร้อมอาสาสมัครกำลังให้การช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ในพื้นที่ และประเมินความเสี่ยงจากภัยพิบัติทางธรรมชาติต่อไป

อย่างไรก็ตาม ความคืบหน้าสถานการณ์บนเกาะฮอกไกโดของญี่ปุ่น หลังแผ่นดินไหวรุนแรงทำให้ดินบริเวณไหลเขายุบตัวถล่มทับบ้านเรือนของชาวบ้าน ล่าสุดยอดผู้เสียชีวิตล่าสุดอยู่ที่ 18 คน และ สูญหายอีก 22 คน ขณะที่การปฏิบัติการกู้ภัยและค้นหาผู้รอดชีวิตยังคงดำเนินต่อเนื่อง 

ที่มา www.xinhuanet.com

โจรเล็บแดงออกอาละวาดหลังออกจากคุก พบก่อเหตุมาแล้วเกือบ10คดี

เจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรนายายอาม โชว์ผลงานตะครุบตัวคนร้ายที่ตระเวนก่อเหตุลักทรัพย์ในหลายพื้นที่ของจังหวัดจันทบุรี และจังหวัดระยอง เผยคนร้ายคือโจรเล็บแดงในอดีต เคยติดคุกมานาน 17 ปี และเพิ่งพ้นโทษออกมาไม่ถึงปีแต่ก่อเหตุอย่างโชกโชน ล่าสุดกระชากสร้อยหญิงวัย 74 ปี และขี่รถหลบหนีก่อนถูกจับกุมได้

วันที่ 7 ก.ย.2561 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวชุดจับกุมของสถานีตำรวจภูธรนายายอาม เข้าจับกุมนายพลวัฒน์  หรือนายสนธยา  อุดม  อายุ 50 ปี คนร้ายก่อเหตุกระชากสร้อยคอทองคำคุณยายวัย 74 ปี ที่กำลังทำงานอยู่ภายในสวนยางพารา หมู่ที่ 11 ตำบลช้างข้าม อำเภอนายายอาม จังหวัดจันทบุรี และได้ขี่รถจักรยานยนต์หลบหนีมาทางสำนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคอำเภอนายายอาม โดยผู้เสียหายได้โทรแจ้ง 191 ให้สกัดจับ เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้เวลาประมาณ 30 นาที ติดตามตัวและสามารถตะครุบตัวไว้ได้พร้อมรถจักรยานยนต์ที่ใช้เป็นยานพาหนะก่อเหตุ

โดยผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปยังสถานีตำรวจภูธรนายายอาม เพื่อติดตามเรื่องดังกล่าว ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้นำตัวนายพลวัฒน์  ผู้ก่อเหตุ ไปทำการค้นบ้าน เพื่อหาของกลางเพิ่มเติม เนื่องจากนายพลวัฒน์ รับสารภาพว่าได้ก่อเหตุกระชากสร้อยมาแล้วหลายครั้งในพื้นที่อำเภอแกลง จังหวัดระยอง และพื้นที่อำเภอนายายอาม อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี รวม 9 ครั้ง ทั้งรถที่จับกุมมาได้ก็เป็นรถที่ก่อเหตุชิงทรัพย์มาจากวินรถจักรยานยนต์รับจ้างในพื้นที่จังหวัดระยอง เมื่อต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา 

สำหรับของกลางที่พบนั้นมีรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อยามาฮ่าสปาร์ค สีดำ ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน 1 คัน เสื้อโปโลสีเทาที่ใช้ก่อเหตุ  1 ตัว ที่คนร้ายสวมใส่ก่อเหตุก่อนเปลี่ยนเป็นสีแดง หมวกกันน็อกแบบเต็มใบสีแดง และกระเป๋าสะพายสีดำ  และเมื่อย้อนไปดูการก่อเหตุในพื้นที่บ้านเขาบายศรี อำเภอท่าใหม่ พบว่า เป็นคนร้ายที่แต่งตัวและขี่รถคันเดียวกัน ซึ่งพฤติการณ์ของคนร้ายจะใช้วิธีการดูลาดเลาผู้เสียหาย มักเลือกผู้เสียหายเป็นหญิงอยู่เพียงลำพัง

โดยจะใช้วิธีเข้าไปพุดคุยสอบถามเส้นทาง เมื่อสบโอกาสตอนผู้เสียหายเผลอจะทำการกระชากสร้อย และขี่รถหลบหนี ก่อนนำสร้อยไปขายที่ร้านทองนำเงินมาใช้เที่ยวเตร่ เนื่องจากไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง โดยข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทราบว่า นายพลวัฒน์ ผู้ก่อเหตุนั้น คือโจรเล็บแดง ที่เคยโด่งดังเมื่อปี 2539-2540 ถูกจับกุม จำคุกมาประมาณ 17 ปี และเพิ่งพ้นโทษออกมาไม่ถึงปี ก็มาก่อเหตุอย่างโชกโชน ซึ่งผู้ก่อเหตุอ้างว่า สาเหตุที่มาฉกชิงวิ่งราวเช่นนี้เป็นเพราะแขนไม่ดี ไม่สามารถทำงานอื่นได้ จึงต้องมาก่อเหตุชิงทรัพย์นำเงินมาใช้จ่าย

ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวยังได้พบกับนางปิ่น  อำพร คุณยายวัย 74 ปี ผู้เสียหายรายล่าสุดที่ถูกนายพลวัฒน์ หรือนายสนธยา  ก่อเหตุชิงทรัพย์ ได้เล่าให้ฟังว่า ช่วงเวลาประมาณเที่ยง ผู้ก่อเหตุได้ขับรถมา ทำทีสอบถามเส้นทาง จากนั้นได้ขอยืมมีดจากตนมาถือไว้ ตนเห็นท่าทางไม่น่าไว้ใจจึงเดินถอยหลังไปประมาณ 5 ก้าว แต่คนร้ายได้วิ่งตรงเข้ามาหาตนก่อนจะข่มขู่ด้วยมีดว่าอย่าส่งเสียงร้อง ไม่เช่นนั้นจะทำร้าย และได้กดหัวตนเองพร้อมกระชากสร้อยคอน้ำหนัก 1 บาทจากคอไป และขี่รถหลบหนีไป  จนชาวบ้านใกล้เคียงขี่รถผ่านมาเจอ รู้ว่าตนถูกกระชากสร้อยไป จึงโทรแจ้งตำรวจให้สกัดจับ

อย่างไรก็ตามเบื้องต้นพันตำรวจเอกสมชาย  ตรีสุคนธ์  ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรนายายอาม พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน ได้นำตัวนายพลวัฒน์  อุดม ผู้ก่อเหตุ ไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพยังจุดเกิดเหตุ ตั้งแต่จุดที่ขี่รถจักรยานยนต์มาจอด และเดินไปพูดคุยกับผู้เสียหาย พร้อมทั้งจุดที่โยนมีดผู้เสียหายทิ้ง นอกจากนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้งให้ผู้เสียหายจากพื้นที่ต่างๆมาทำการชี้ตัวผู้ก่อเหตุ เพื่อรวบรวมสำนวนคดีส่งพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีต่อไป

สลดใจ! ตึกกำลังก่อสร้างถล่มทับคนงานดับสยอง 2 ศพ

ตึกกำลังก่อสร้างในจังหวัดศรีษะเกษ ถล่มทับ คนงานดับ สยองคาที่ 2 ศพ เจ้าหน้าที่อยู่ในระหว่างการสอบสวน

เมื่อเวลา 16.25 น.วันที่ 7 ก.ย.61 ร.ต.ท.หญิง  สไบนาง  ศิริมนตรี  ร้อยเวร  สภ.เมืองศรีสะเกษ  ได้รับแจ้งจากศูนย์วิทยุโพธิ์ทองว่า  เกิดเหตุตึกกำลังก่อสร้างได้พังถล่มลงมา  ทำให้มีผู้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุที่บริเวณใกล้กับซอย  6  ที่ดินเพื่อคุณ  ติดกับด้านหลังสถาบันการพลศึกษา  วิทยาเขตศรีสะเกษ  จึงได้รุดไปตรวจสอบยังที่เกิดเหตุ  พร้อมด้วย  เจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยศรีสะเกษสว่างจิตต์ธรรมสถาน

เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุพบว่า  บริเวณที่เกิดเหตุเป็นตึกที่กำลังก่อสร้าง  จำนวน  6  ห้อง  เป็นการก่อสร้างแบบอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กมี  2  ชั้น  แต่ละห้องกว้าง  4  เมตร  ชั้น  2  สูง  4  เมตร  และพบว่าบริเวณกันสาดของชั้นบนได้พังถล่มลงมากองกับพื้น  และมีคนงานเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ  2  คน  ทราบชื่อภายหลังว่าคือ  นายสุภชัย  แสงใส  อายุ  27  ปี  อยู่บ้านเลขที่  38  หมู่  14  ต.บ่อแก้ว  อ.วังหิน  จ.ศรีสะเกษ  และนายเจริญทรัพย์  สายศิลป์  อายุ  30  ปี  ชาวบ้านบ่อแก้ว  อ.วังหิน  จ.ศรีสะเกษ  จึงได้ให้เจ้าหน้าที่กู้ภัยนำศพผู้เสียชีวิตส่งไปยัง  รพ.ศรีสะเกษ  

จากการสอบสวนเบื้องต้นทราบว่า  ผู้ที่รับเหมาก่อสร้างอาคารหลังนี้ชื่อช่างโอ๋  ได้มารับเหมาทำการก่อสร้างตึกหลังนี้  ตั้งแต่เดือนเมษายน 2561  เป็นต้นมา  ก่อนเกิดเหตุได้นำคนงานทำการก่อสร้างบริเวณชั้นล่างของตึกและทันใดนั้นได้เกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น  เนื่องจากกันสาดที่ติดอยู่ชั้นบนของตัวตึกได้พังถล่มลงมา  ทำให้คนงานเสียชีวิตคาที่  2  ราย  และมีคนงานบาดเจ็บเล็กน้อยอีกจำนวนหนึ่ง  ซึ่งพนักงานสอบสวนจะได้ทำการสอบสวนหาสาเหตุที่แท้จริงของการเกิดเหตุครั้งนี้  เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป