‘ซีพี ออลล์’ ชนะคดี กรณีถูกกล่าวหาก็อปปี้สินค้าบานาน่า

“ซีพี ออลล์” ชนะคดี กรณีถูกกล่าวหาก็อปปี้สินค้าบานาน่า หลังตกเป็นจำเลยสังคมกว่า 3 ปี ด้านคนเขียนบทความยอมรับไร้มูล

กรณีเมื่อวันที่ 21-22 เมษายน 2558 บริษัท ซีพีออลล์ จำกัด (มหาชน) (“บริษัทฯ”) ถูกนายชิน รติธรรมกุล (“นายชินฯ”) เขียนและเผยแพร่บทความหมิ่นประมาทจำนวน 2 ตอนในเว็บไซต์โอเคเนชั่นในทำนองว่า บริษัทฯ เป็นบริษัทใหญ่ แต่ไปรังแกผู้ประกอบการรายย่อยที่เสนอสินค้าเข้ามาขายในร้านสะดวกซื้อ 7-11

ด้วยการลอกเลียนสูตรสอดไส้ครีมคัสตาร์ด รสกล้วย ของผู้ประกอบการรายย่อยแล้วนำไปทำการค้าหาประโยชน์เอง  อันเป็นการรังแกเอาเปรียบผู้ประกอบการรายย่อย โดยบทความดังกล่าวถูกส่งต่อในสังคมออนไลน์และเผยแพร่ทางสื่อต่างๆ อย่างแพร่หลายในเวลาอันรวดเร็ว ซึ่งได้สร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงและภาพลักษณ์ในการประกอบการของบริษัทฯ ตลอดมานั้น

บริษัทฯ จึงได้แจ้งความดำเนินคดีอาญาแก่นายชินฯ ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลทุ่งมหาเมฆ ในข้อหาหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 326 และ 328 ซึ่งพนักงานสอบสวนมีความเห็นสั่งฟ้องและเสนอสำนวนการสอบสวนต่อพนักงานอัยการ

ต่อมาพนักงานอัยการได้เป็นโจทก์ฟ้องนายชินฯ เป็นจำเลย ข้อหาหมิ่นประมาทตามบทกฎหมายดังกล่าวต่อศาลอาญากรุงเทพใต้เป็นคดีหมายเลขดำที่ อ.2843/2559 ซึ่งนายชินฯ ได้เปิดเผยความจริงว่า นายชินฯ ได้รับข้อมูลและเนื้อหาบทความดังกล่าวมาจากนางสาว พ. โดยที่นายชินฯ เองก็ไม่ทราบว่าเป็นความจริงหรือไม่ และได้จัดทำบทความไปโดยไม่เคยสอบถามความเป็นจริงจากบริษัทฯ

ซึ่งบริษัทฯ ได้แสดงหลักฐานในการดำเนินคดีให้เห็นว่า บริษัทฯ ไม่มีการกระทำใดที่จะไปกระทำหรือเอาเปรียบผู้ประกอบการรายย่อยตามที่กล่าวหาในบทความ ซึ่งนายชินฯ ได้ทำหนังสือแสดงความรู้สึกเสียใจและขอโทษบริษัทฯ ต่อหน้าศาล โดยนายชินฯ ยินดีที่จะแก้ไขฟื้นฟูความเสียหายของบริษัทฯ ด้วยการทำสัญญาประนีประนอมยอมความ

และจะเผยแพร่บันทึกประนีประนอมยอมความระหว่างบริษัทฯ กับนายชินฯ และเอกสารย่อคำฟ้องคดีอาญา (“บันทึกฯ”) ที่แสดงถึงเหตุการณ์ ในเรื่องนี้ในเว็บไซต์โอเคเนชั่นภายใน 7 วันนับแต่วันที่ 29 มีนาคม 2560 และจะลงติดต่อกันจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2560 รายละเอียดบันทึกฯ ปรากฏตามเอกสารแนบ

บริษัทฯ จึงได้แสดงน้ำใจโดยไม่ต้องการดำเนินคดีกับบุคคลที่ได้รู้สำนึก และไม่ใช่ตัวการที่แท้จริง ด้วยการถอนคำร้องทุกข์ไม่ติดใจดำเนินคดีอาญาและไม่ติดใจเรียกค่าเสียหายจากนายชินฯ คดีจึงได้ระงับไปตามคดีอาญาแดงที่ อ.987/2560

แต่นายชินฯ กลับไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ (“สัญญาฯ”) ที่ได้กระทำต่อหน้าศาลดังกล่าว บริษัทฯ จึงจำเป็นต้องฟ้องนายชินฯ ในข้อหาผิดสัญญาฯ ต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ พ.860/2560 และเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2561 ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ได้มีคำพิพากษาเป็นคดีหมายเลขแดงที่ พ.1323/2561 ว่านายชินฯ เป็นฝ่ายผิดสัญญาฯ

และให้นายชินฯ ลงประกาศบันทึกฯ ในเว็บไซต์โอเคเนชั่นภายใน 7 วัน และให้ลงต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลาไม่ต่ำกว่า 8 เดือน และชดใช้ค่าเสียหายให้แก่บริษัทฯ จำนวน 80,000 บาท พร้อมค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความด้วย

ภายหลังที่บริษัทฯ ได้ทราบบุคคลที่เป็นตัวการที่ให้ข้อมูลและเนื้อหาที่นายชินฯ นำไปลงบทความในเว็บไซต์ดังกล่าวข้างต้น บริษัทฯ จำเป็นต้องทำความจริงให้ปรากฏด้วยการแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลทุ่งมหาเมฆ เพื่อดำเนินคดีอาญาแก่บุคคลที่เป็นตัวการหรือผู้ใช้และบุคคลที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม ในข้อหาหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 326 และ 328

ปัจจุบันคดีอยู่ระหว่างการสอบสวนของพนักงานสอบสวน ทั้งนี้บริษัทฯ มีความจำเป็นต้องชี้แจงให้ประชาชน และคู่ค้าของบริษัท ฯ ได้รับทราบถึงข้อเท็จจริง เพื่อแก้ไขเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่บริษัทฯ และเพื่อให้สังคมได้ตระหนักถึงการใช้วิจารณญาณตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนเผยแพร่ หรือส่งต่อข้อมูลใดๆ ในสังคมออนไลน์

รวมถึงเพื่อป้องปรามมิให้บุคคลอื่นใดแสวงหาประโยชน์โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายด้วยการใส่ความผู้อื่น หรือการทำการตลาดด้วยวิธีการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายดังที่เกิดกับบริษัทฯ อีกต่อไปด้วย

ทหารปล่อยตัว สจ.เมืองตรัง พร้อมพวกทั้ง 9 คนแล้ว

ทหารปล่อยตัว สจ.พร้อมพวกทั้ง 9 คนแล้ว พบบางคนมีความเชื่อมโยงกับคดี

จากกรณีที่เจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ นับร้อยนาย ใช้มาตรา 44 สนธิและกระจายกำลังกันเข้าจู่โจมตรวจค้นบ้านเป้าหมายจำนวน 10 จุด และนำตัวผู้ต้องสงสัยในคดีลอบวางเพลิงเครื่องจักรกล และดักยิงคนงานก่อสร้างของ บริษัท ภักสุธีโกศลการก่อสร้าง ของนายสุวิทย์ ภักสุธีโกศล ซึ่งเป็นผู้รับเหมาก่อสร้างรายใหญ่ชาว จ.สุราษฎร์ธานี ที่ชนะการประมูลและเข้ามาดำเนินการก่อสร้างปรับผิวถนนจราจร ในพื้นที่ หมู่ที่ 5 ต.นาบินหลา อ.เมือง จ.ตรัง เหตุเกิดเมื่อกลางเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา

โดยมีเป้าหมายสำคัญและสามารถควบคุมตัวไปสอบปากคำภายในค่ายพระยารัษฎานุประดิษฐ์ จ.ตรัง ได้ทั้งหมดรวม 9 คน ส่วนอีก 1 คน หลบหนีไปได้ เจ้าหน้าที่กำลังประสานให้ไปรายงานตัว โดยผู้ต้องสงสัยคนสำคัญจากแนวทางการสืบสวนเชื่อว่าอาจจะเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง และมีประวัติมือปืนรับจ้าง ประกอบด้วย 1.นายจารึก ตะหมัง อายุ 56 ปี มีตำแหน่งเป็นสมาชิกสภา อบจ.ตรัง เขต อ.เมือง ซึ่งบ้านอยู่ใกล้สถานที่เกิดเหตุคนร้ายลอบวางเพลิง และดักยิงคนงานก่อสร้าง

เบื้องต้น จากการสืบสวนเชื่อว่าอาจเป็นผู้จ้างวานใน 2 คดีดังกล่าว คือ นายสมนึก หนูวงศ์ อายุ 40 ปี ชาว ต.นาบินหลา ซึ่งมีประวัติเคยก่อคดีฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา เหตุเกิดเมื่อปี 2554 นายปาล์ม เจิมงามพริ้ง อายุ 39 ปี ชาวต.ทับเที่ยง อ.เมือง จ.ตรัง ซึ่งเป็นผู้ดูแลกิจการของห้างหุ้นส่วนจำกัด รัษฎาการก่อสร้าง นายสมชาย อินท์วงศ์ อายุ 41 ปี ชาว ต.บ้านควน อ.เมือง จ.ตรัง เคยตกเป็นผู้ต้องหาคดีฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา เมื่อปี 2559

นายณรงค์ นาโค อายุ 38 ปี ชาว ต.บ้านควน อ.เมือง จ.ตรัง เคยตกเป็นผู้ต้องหาในคดีพยายามฆ่าผู้อื่น เมื่อปี 2559 และ น.ส.เรวดี รองเดช อายุ 41 ปี ตำแหน่งช่างวิศวกรโยธาชำนาญพิเศษ อบจ.ตรัง ซึ่งเป็นผู้ควบคุมงานก่อสร้าง

ล่าสุดวันนี้ (6 ก.ย.61) หลังทหารและตำรวจร่วมสอบปากคำตลอดทั้งวันของวานนี้ (5 ก.ย.) ได้ปล่อยตัวทั้งหมดกลับแล้ว ทั้งนี้ พบบางคนมีความเชื่อมโยงกับคดี โดยเฉพาะนายจารึก ตะหมัง สจ.คนดัง และนายปาล์ม เจิมงามพริ้ง อายุ 39 ปี ผู้ดูแลกิจการห้างหุ้นส่วนจำกัด รัษฎาการก่อสร้าง ซึ่งเจ้าหน้าที่จะสอบสวนเพิ่มเติม และเตรียมออกหมายจับต่อไป

ทางด้านนายศิริพัฒ พัฒกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง กล่าวว่า ทั้งหมดถูกเชิญตัวมาเพื่อสอบปากคำ หลังมีหลักฐานเชื่อมโยงว่าน่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีดังกล่าว ส่วนตัวเชื่อมั่นในการทำงานของตำรวจ เบื้องต้นยังไม่ได้ออกหมายจับหรือตั้งข้อหาใคร เพราะการออกหมายจับจะต้องมีพยานหลักฐานทั้งเอกสาร การติดต่อสื่อสาร พยานบุคคล วัตถุพยานต่างๆ

ผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง

ส่วนการสร้างความมั่นใจให้กับผู้รับเหมานั้น ผู้รับเหมารายดังกล่าว ไม่ใช่เป็นผู้รับเหมารายแรกที่ชนะการประมูลด้วยระบบอิเลคทรอนิกส์แล้วเข้ามาทำงานในพื้นที่ตลอดระยะเวลา 2 ปี เข้ามาแล้วนับสิบบริษัท เพียงแต่เป็นรายแรกที่เข้ามาทำงานแล้วเกิดเรื่อง ซึ่งจะต้องไปหาความจริงให้ได้ ว่าทำไมบริษัทนี้เข้ามาแล้วโดนทำร้าย ขณะที่บริษัทอื่นเข้ามาแต่ไม่โดน

แต่ทั้งนี้ ทางตำรวจ และผู้ว่าฯจะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ จะต้องรีบดำเนินการจับกุมคนร้ายให้ได้ เชื่อว่าจะต้องมีข่าวดีเร็วๆนี้ ส่วนที่รับเหมาร้องเรียนขอบอกเลิกสัญญาจ้างโดยอ้างเหตุความไม่ปลอดภัย เป็นหน้าที่ของ อปท.เจ้าของโครงการนั้นๆจะต้องไปดูว่า สามารถอ้างเหตุดังกล่าวได้หรือไม่ โดยไม่กลายเป็นผู้ทิ้งงาน

นอกจากนี้ได้กำชับไปยังผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดตรังแล้วให้เร่งจับกุมคนร้ายและสร้างความมั่นใจให้กับผู้รับเหมา และผู้รับเหมาอาจจะต้องจ้างบริษัทรักษาความปลอดภัยมาดูแลด้วยขณะทำงานในพื้นที่ ส่วนที่ระบุว่าที่ผ่านมาผู้รับเหมางานเจ้าถิ่นในพื้นที่จังหวัดตรังจับมือกันแบ่งพื้นที่กันประมูลงานอย่างชัดเจน โดยไม่แย่งชิงกันประมูล ส่วนตัวไม่เคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อน หรือหากมีขอให้ประชาชนช่วยแจ้งเบาะแส ไปยังช่องทางหน่วยงานต่างๆ ส่วนตนเองก็พร้อมดำเนินการ

ชาวพุทธเชียงใหม่ ร้องกองปราบ เจ้าอาวาสวัดสวนดอก สวมบัตรปชช. เด็กตาย

กลุ่มชาวพุทธเชียงใหม่ ร้องกองปราบ พระมหาเถระ สวมบัตรประจำตัวประชาชนปลอม จนได้เป็นเจ้าอาวาสวัดดัง 

วันนี้ (6 ก.ย. 61) เวลาประมาณ 11.00 น. กลุ่มชาวพุทธเชียงใหม่รักษ์ความถูกต้อง ได้เดินทางเข้าร้องเรียนกรณีที่พระมหาเถระ สวมบัตรประชาชนปลอม จนได้เป็นเจ้าอาวาสวัดดัง นำโดยนายกิตติศักดิ์ แสนทวีสุข ประธานชมรม และ ดร.ณุมาพร พัฒนพงศธร ทนายความ นำหลักฐานสำคัญเข้ายื่นที่ กองบังคับการปราบปราม ให้ดำเนินคดีทางกฎหมาย หลังผ่านไป 6-7 เดือน แต่ไม่มีความคืบหน้า

ทั้งนี้ สืบเนื่องจากมีการร้องเรียนให้ตรวจสอบ เจ้าอาวาสวัดสวนดอก อ.เมือง จ.เชียงใหม่ และเจ้าคณะอำเภอเมืองเชียงใหม่ ที่มีเลขบัตรประจำตัวประชาชนตรงกับเด็กชายดวงดี เวียงดินดำ ซึ่งเสียชีวิตไปแล้วเมื่อปี 2538 ก่อนมีการเปลี่ยนชื่อเป็น นิมิต เวียงดินดำ และมีหลักฐานที่เชื่อว่าพระท่านนี้เป็นชาวพม่า และอาจจะมีการสวมบัตรประจำตัวประชาชนเป็นคนไทย

อย่างไรก็ตาม การเดินทางมาในครั้งนี้ของกลุ่มชาวพุทธเชียงใหม่รักษ์ความถูกต้อง เพื่อนำหลักฐานเอกสารสำคัญเข้าร้องกองปราบ และแจ้งดำเนินคดีข้อหาเทจทูลเบื้องสูง เข้าข่ายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตามกฎหมายอาญา 112 ซึ่งตามหลักเกณฑ์แล้ว พระเถระชั้นผู้ใหญ่ที่จะปกครองพระสงฆ์ ต้องเป็นคนไทยเท่านั้น