‘ครูวิภา’ ปลดหนี้ กยศ. แทนลูกศิษย์หมดแล้ว

“ครูวิภา” นำเงิน 2.7 แสนบาทจ่ายหนี้ กยศ. แทนลูกศิษย์หมดแล้ว ด้าน กยศ.เผยมีผู้ติดต่อไกล่เกลี่ยชำระหนี้เพิ่มขึ้น

นางสาววิภา บานเย็น ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านห้วยน้อย ตำบลแม่ลาด อำเภอคลองขลุง จังหวัดกำแพงเพชร เปิดเผยความคืบหน้า กรณีเป็นผู้ค้ำประกันให้ลูกศิษย์ เพื่อกู้เงินกองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาหรือ กยศ. ระหว่างปี 2541 – 2542 จำนวน 60 คน แต่หลายคนไม่ยอมชำระเงินคืน ทำให้ต้องถูกฟ้องดำเนินคดี ว่าเมื่อ 3 กันยายน ที่ผ่านมา ได้นำเงินที่ได้รับความช่วยเหลือจากหน่วยงานต่างๆ ไปชำระหนี้คืน กยศ.ที่เหลืออีก 2 แสน 7 หมื่นบาท แทนลูกศิษย์เป็นที่เรียบร้อย จึงถือว่าปลดหนี้ได้หมดแล้ว

นอกจากนี้ ยังปิดบัญชีให้ลูกศิษย์อีก 5 คน ที่เจ็บป่วยและไม่มีรายได้เลี้ยงครอบครัว พร้อมเผยว่า ดีใจที่รักษาบ้านของอและแม่ไว้ได้ และจากนี้ จะตั้งใจทำงานเป็นข้าราชการที่ดี เพื่อตอบแทนคุณแผ่นดิน

อีกด้าน นายชัยณรงค์ กัจฉปานันท์ ผู้จัดการ กยศ. กล่าวถึงไกล่เกลี่ยกับลูกหนี้เก่า กว่า 120,000 คน ซึ่งดำเนินการฟ้องร้องแล้ว 1 ล้าน 2 แสนคดี โดยเป็นผลมาจากประเด็นทวงหนี้ของครูวิภา เมื่อช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา ว่าขณะนี้ มีลูกหนี้มาไกล่เกลี่ยร้อยละ 80 เนื่องจากผู้ค้ำประกัน ตื่นตัวให้ความร่วมมือติดตามทวงหนี้ อีกทั้งมีผู้ที่ติดต่อสอบถามกับ กยศ.เพิ่มขึ้นเป็น 2 แสนคน ต่อเดือน จากเมื่อ 2-3 เดือนก่อน ที่มีเพียง 5 หมื่นคนต่อเดือน

สำหรับปัจจุบัน นักศึกษาที่กู้ยืมเงินจาก กยศ. 5 ล้าน 4 แสนราย คิดเป็นงบประมาณ 5.7 แสนล้านบาท ในจำนวนนี้ มีผู้กู้ยืมที่ผิดนัดชำระหนี้สูงถึง 2.1 ล้านราย สาเหตุมาจากขาดการวางแผนทางการเงินและขาดวินัย ซึ่ง กยศ.จะทยอยฟ้องร้องผู้กู้ที่ค้างชำระหนี้ต่อไป ส่วนการหักบัญชีเพื่อชำระหนี้ กยศ. ได้ดำเนินงานกับหน่วยงานรัฐ คือกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง เป็นหน่วยงานแรก และภายในต้นปีหน้า จะขยายสู่หน่วยงานเอกชน

นอกจากนี้ กยศ.ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อเสริมความรู้ทางการเงิน ให้แก่ครูอาจารย์ และนักเรียน-นักศึกษา ผู้กู้ยืม กยศ.ทั่วประเทศ สำหรับการวางแผนใช้จ่าย

คาดดัชนีหุ้นไทยปรับตัวลงทดสอบ 1,665 – 1,675 จุด

หุ้นไทย มีมุมมองเป็นลบ คาดดัชนีปรับตัวลงทดสอบ 1,665 – 1,675 จุด หลังนักลงทุนกังวลภาวะเศรษฐกิจที่อ่อนแอของประเทศตลาดเกิดใหม่

บริษัท หลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ระบุบทวิเคราะห์วันนี้ (6 ก.ย.) ว่า แนวโน้มตลาดหุ้นไทยมีมุมมองเป็นลบ คาดดัชนีปรับตัวลงทดสอบ 1,665 – 1,675 จุด เนื่องจากความกังวลภาวะเศรษฐกิจที่อ่อนแอของประเทศ Emerging market โดยเฉพาะอินโดนิเซีย ตุรกี และอาร์เจนติน่า ที่มีการขาดดุลการค้าและภาวะเงินเฟ้อที่พุ่งขึ้น

ส่งผลให้ Fund Flow ไหลออกจากกลุ่ม EM ต่อเนื่อง ประกอบกับความกังวลข้อพิพาททางการค้าระหว่างสหรัฐกับแคนาดาและจีน โดยการเจรจาการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (NAFTA) กับแคนาดารอบใหม่ยังไม่มีความคืบหน้า อีกทั้งสหรัฐเตรียมเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากจีนรอบใหม่วงเงิน 2 แสนล้านดอลลาร์ทันทีที่ได้ข้อสรุปการทำประชาพิจารณ์จากภาคส่วนต่างๆ

นอกจากนี้ราคาน้ำมันที่ทรุดตัวลงแรงหลังพายุเฮอร์ริเคนกอร์ดอนอ่อนกำลังลงและไม่ได้สร้างความเสียหายต่อแหล่งผลิตน้ำมันในอ่าวเม็กซิโก จะเป็นแรงกดดันต่อภาวะตลาดให้ปรับตัวลง

กลยุทธ์การลงทุนวันนี้ Selective Buy กลุ่มอาหาร (CPF, GFPT, TU) อิเล็กทรอนิกส์ (HANA, KCE, SVI) และ EPG คาดผลประกอบการ 3Q18 เติบโตจากค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลง กลุ่ม defensive stock ในภาวะตลาดผันผวน เช่น กลุ่มโรงพยาบาล (BDMS, BCH, CHG) กลุ่มโรงไฟฟ้า (BGRIM, CKP, EA )

รวบตัว 11 ผู้ต้องหา แชร์ข่าวสาวอังกฤษถูกข่มขืน

ตำรวจรวบตัวผู้ต้องหา 11 รายที่แชร์เพจ CSI LA กรณีสาวอังกฤษถูกข่มขืนบนเกาะเต่า โดยล่าสุดได้ยุติการสืบสวนคดีนี้แล้ว หลังไม่พบหลักฐานชัดเจนว่า ถูกข่มขืนหรือไม่

จากกรณีศาลจังหวัดเกาะสมุยอนุมัติหมายจับนายประมุข อนันตศิลป์ แอดมินเพจ CSI LA พร้อมพวกรวม 12 คน ที่มีการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับนักท่องเที่ยวสาวชาวอังกฤษ วัย 19 ปี ที่อ้างว่าถูกข่มขืนและตำรวจไม่รับแจ้งความ บนเกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี

ล่าสุดพลตำรวจตรี สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว กล่าวว่า ตำรวจสามารถติดตามจับกุมผู้ต้องหาได้แล้วทั้งสิ้น 11 ราย เหลือแอดมินเพจ CSILA อีก 1 ราย ที่ยังอยู่ในต่างประเทศ โดยในวันนี้ (6 ก.ย.) ตนจะเดินทางไปยังสภ.เกาะเต่า เพื่อสอบปากคำผู้ต้องหาและแถลงข่าวเพื่อความชัดเจน

พลตำรวจตรี สุรเชษฐ์ กล่าวด้วยว่า การออกหมายจับดังกล่าว เนื่องจากเพจCSI LA มีการลงข้อมูลที่บิดเบือนข้อเท็จจริงและส่งผลให้ประเทศไทยได้รับความเสียหายกระทบต่อการท่องเที่ยวเช่นเดียวกับเพจเกาะสมุยไทม์

ขณะที่การลงพื้นที่เกาะเต่าเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงทางคดี ล่าสุดได้ยุติการสืบสวนแล้ว เนื่องจากไม่พบหลักฐานชัดเจนว่านักท่องเที่ยวหญิงชาวอังกฤษ ถูุกข่มขืนหรือไม่ แต่เบื้องต้นได้สรุปข้อมูลทั้งหมดส่งไปให้สถานกงสุลอังกฤษแล้ว พร้อมทั้งประสานให้ตำรวจประเทศอังกฤษสอบปากคำผู้เสียหาย ขณะนี้อยู่ระหว่างการรอผลการสอบปากคำและผลทางนิติวิทยาศาสตร์ส่งกลับมา เพื่อนำมาพิจารณาว่าจะรับเป็นคดีหรือไม่ หากหลักฐานเชื่อได้ว่าผู้เสียหายถูกช่มชืนจริง ก็จะเริ่มการสอบสวนใหม่

ด้านพลตำรวจเอกจักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า หลังจากตำรวจได้ลงพื้นที่ตรวจสอบหาข้อเท็จจริง และรวบรวมพยานหลักฐาน พร้อมกับประสานไปยังสถานกงสุลอังกฤษประจำประเทศไทย และติดต่อไปยังทางการประเทศอังกฤษ เบื้องต้นยืนยันว่า ไม่พบบุคคลต้องสงสัย หรือมีข้อมูลเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจริง มีเพียงการรับแจ้งเหตุเรื่องทรัพย์สินสูญหายเท่านั้น

ส่วนกรณีที่มีการออกหมายจับผู้เผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จ และตำรวจสามารถควบคุมตัวผู้ต้องหาได้แล้ว 11 คน ทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ หากผลการสอบสวนพบกระทำผิดจริง ก็จะต้องดำเนินคดีตามกฎหมาย ผลักดันออกนอกประเทศ และขึ้นบัญชีดำห้ามไม่ให้เข้ามาในประเทศไทยอีก

ส่วนกรณีที่เพจ CSI LA ระบุว่า ผู้เสียหายได้นำพยานหลักฐานไปมอบให้ตำรวจสากล หรืออินเตอร์โพล และได้รับคดีดังกล่าวไว้ตรวจสอบแล้วนั้น / พลตำรวจเอกจักรทิพย์ ยืนยันว่า ที่ผ่านมาตำรวจได้ลงพื้นที่ทำงานอย่างเต็มที่ มีการตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดนับ 100 ตัว เพื่อหาเบาะแสตามคำกล่าวอ้าง แต่ก็ไม่พบ

ซึ่งที่ผ่านมาการทำงานของตำรวจ ต้องยึดพยานหลักฐานเป็นหลัก หากพบเบาะแสหรือมีข้อมูล ก็พร้อมจะให้ความเป็นธรรม และคดีนี้รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ก็ได้มีการประสานกับทางตำรวจสากลอยู่แล้ว และส่วนตัวก็อยากถามกลับไปว่า การที่เพจดังกล่าวออกมาให้ข้อมูล ถือเป็นการด่วนสรุปหรือไม่