ขนส่งฯ เผยผลการเปิดลงทะเบียนวินมอเตอร์ไซค์ครั้งที่ 3

กรมการขนส่งทางบก เผยผลการเปิดรับลงทะเบียนรถจักรยานยนต์สาธารณะครั้งที่ 3 ตั้งแต่ 2 ก.ค. – 31 ส.ค.61

นายจงรักษ์ กิจสำราญกุล รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า ตามที่คณะกรรมการจัดระเบียบรถจักรยานยนต์สาธารณะในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ดำเนินนโยบายจัดระเบียบรถจักรยานยนต์สาธารณะ ด้วยการเปิดรับลงทะเบียนการขอจดทะเบียนเป็นรถจักรยานยนต์สาธารณะครั้งที่ 3

สำหรับให้ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างที่ยังไม่ได้จดทะเบียนให้ถูกต้องตามกฎหมายยื่นความประสงค์ขอเพิ่มจำนวนผู้ขับขี่ในวินเดิม หรือขอจัดตั้งวินใหม่ โดยดำเนินการตั้งแต่วันที่ 2 กรกฎาคม ถึง 31 สิงหาคม 2561 ปรากฏว่ามีผู้สนใจประกอบอาชีพขับขี่รถจักรยานยนต์สาธารณะที่ถูกต้องตามกฎหมายทั้ง 50 เขตในกรุงเทพมหานคร ยื่นความประสงค์ทั้งสิ้น 11,820 ราย เป็นการขอจดทะเบียนเป็นรถจักรยานยนต์สาธารณะในวินเดิม จำนวน 10,897 ราย โดยเขตจตุจักรมีผู้มายื่นคำขอมากที่สุด จำนวน 604 ราย

รองลงมา ได้แก่ เขตวัฒนา มีผู้มายื่นคำขอทั้งสิ้น 553 ราย และเขตห้วยขวาง ยื่นคำขอทั้งสิ้น 551 ราย ส่วนการยื่นคำขอจัดตั้งวินใหม่ มีผู้ประสงค์ยื่นคำขอให้จัดตั้งวินใหม่เพิ่มเติมอีก 97 วิน จำนวนผู้ขับขี่ 923 ราย โดยเขตบางกะปิ และดินแดง มีการยื่นขอจัดตั้งวินใหม่มากที่สุดจำนวนเขตละ 7 วิน รองลงมาเป็นเขตห้วยขวาง และเขตปทุมวัน ซึ่งมีการยื่นคำขอเพิ่มเขตละ 6 วิน

ทั้งนี้เพื่อให้สอดคล้องและเพียงพอกับความต้องการของประชาชนในการใช้บริการรถจักรยานยนต์สาธารณะได้อย่างสะดวกทั่วถึงและครอบคลุมทุกพื้นที่อย่างเพียงพอ หลังจากนี้คณะกรรมการจัดระเบียบรถจักรยานยนต์สาธารณะจะเร่งดำเนินการตรวจสอบสิทธิและทยอยออกหนังสือรับรองการใช้รถจักรยานยนต์สาธารณะที่ถูกต้องตามกฎหมายให้แล้วเสร็จทุกรายภายใน 31 ตุลาคม 2561 โดยผู้ยื่นคำขอที่ผ่านการตรวจสอบสิทธิและได้การรับรองต้องดำเนินการจดทะเบียนเป็นป้ายเหลืองภายใน 120 วัน นับจากวันที่ได้รับหนังสือรับรอง โดยต้องไม่เกินวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2562

รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวเพิ่มเติมว่า นโยบายจัดระเบียบรถจักรยานยนต์สาธารณะที่ดำเนินการต่อเนื่องตั้งแต่ต้นเดือนกรกฎาคม 2561 มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ผู้ที่ประสงค์จะประกอบอาชีพขับขี่รถจักรยานยนต์สาธารณะสามารถเข้าสู่ระบบขนส่งสาธารณะที่ถูกต้องตามกฎหมาย ภายใต้การควบคุม กำกับ ดูแลความปลอดภัยและคุณภาพบริการจากภาครัฐ ให้เพียงพอกับความต้องการของประชาชนในทุกพื้นที่อย่างทั่วถึง

ซึ่งรถจักรยานยนต์ที่สามารถนำมารับส่งผู้โดยสารได้ต้องจดทะเบียนเป็นรถจักรยานยนต์สาธารณะเท่านั้น และผู้ขับขี่ต้องมีใบอนุญาตขับรถจักรยานยนต์สาธารณะ ผ่านการตรวจสอบประวัติอาชญากรรมและศูนย์ข้อมูลประวัติผู้ขับรถสาธารณะ ใช้เสื้อวินที่แสดงบัตรประจำตัวและหมายเลขประจำตัวที่ถูกต้องตรงกัน หากพบการนำรถจักรยานยนต์ส่วนบุคคลมาให้บริการ จะมีความผิดฐานนำรถจักรยานยนต์ส่วนบุคคลมาใช้รับ-ส่งผู้โดยสาร ปรับไม่เกิน 2,000 บาท,

กรณีแต่งกายไม่ถูกต้องตามประกาศกรมการขนส่งทางบก ปรับไม่เกิน 1,000 บาท และการไม่แสดงใบอนุญาตขับรถสาธารณะปรับไม่เกิน 1,000 บาท ทั้งนี้ เพื่อความปลอดภัยในการใช้บริการและได้รับการคุ้มครองสิทธิประโยชน์ตามกฎหมาย จึงขอความร่วมมือประชาชนเลือกใช้บริการรถจักรยานยนต์สาธารณะที่ถูกต้องตามกฎหมาย หากไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการใช้บริการ แจ้งสายด่วน 1584 ตลอด 24 ชั่วโมง รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวในที่สุด

ศาลปกครองสั่ง รฟท. ชดใช้เงินให้ ‘ประภัสร์’ กรณีเลิกจ้างก่อนหมดสัญญา

ศาลปกครองสั่ง รฟท. ชดใช้เงินให้ ‘ประภัสร์’ กรณีเลิกจ้างเป็นผู้ว่าการรถไฟฯ ก่อนครบกำหนดในสัญญาจ้าง

วันนี้ (5 กันยายน 2561) ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท./ผู้ถูกฟ้องคดี) ใช้เงินให้แก่นายประภัสร์ จงสงวน (ผู้ฟ้องคดี) กรณีการเลิกจ้างเป็นผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทยก่อนครบกำหนดในสัญญาจ้าง เนื่องจากศาลฯ เห็นว่าเมื่อสัญญาจ้างผู้ฟ้องคดีมีกำหนดเวลาจ้างตั้งแต่วันที่ 14 พฤศจิกายน 2555 ถึงวันที่ 17 พฤษภาคม 2558 แต่สิ้นสุดลงก่อนครบกำหนดเวลาจ้าง

โดยผู้ฟ้องคดีไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญาและผู้ถูกฟ้องคดีไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า อีกทั้งการเลิกจ้างก็ไม่เข้าเหตุตามข้อ 5.3 ของข้อกำหนดในสัญญาที่กำหนดให้ผู้ถูกฟ้องคดีมีสิทธิเลิกจ้างผู้ฟ้องคดีโดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า

ดังนั้น รฟท.(ผู้ถูกฟ้องคดี) จึงต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเท่ากับอัตราจ้างเดือนสุดท้ายหนึ่งเดือน และรับผิดชดใช้เงินค่าตอบแทนเท่ากับค่าจ้างเดือนสุดท้ายของผู้ฟ้องคดีคูณด้วยระยะเวลา 6 เดือน รวมเป็นเงินทั้งสิ้นจำนวน 3,139,452.05 บาท (รวมดอกเบี้ย)

ทั้งนี้ นายประภัสร์ ฟ้อง ร.ฟ.ท. ว่าได้จ้างให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทยตามสัญญาในวันที่ 14 พ.ย. 2555 ต่อมาคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้มีประกาศฉบับที่ 89/2557 ลงวันที่ 10 ก.ค. 2557 ให้ผู้ฟ้องคดีพ้นจากตำแหน่งผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย ซึ่งมีผลก่อนครบกำหนดระยะเวลาตามสัญญา

ผู้ฟ้องคดีจึงได้มีหนังสือ ลงวันที่ 29 มิ.ย.2558 ขอให้รฟท.ชำระเงินค่าเสียหายจากการถูกเลิกจ้าง แต่รฟท.เพิกเฉย จึงเป็นเหตุให้ นายประภัสร์ ได้รับความเสียหายและฟ้องดำเนินคดีต่อศาลปกครอง