“บิ๊กฉัตร” สั่งปรับแผนบริหารจัดการน้ำลุ่มแม่กลอง เพิ่มปริมาณระบายน้ำ 2 เขื่อนใหญ่

“บิ๊กฉัตร”สั่งปรับแผนบริหารจัดการน้ำลุ่มแม่กลอง เพิ่มปริมาณระบายน้ำ 2 เขื่อนใหญ่รับฝนหนักกลาง ก.ย.

วันนี้ (5 กันยายน 2561) พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังเดินทางลงพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อตรวจติดตามสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำแม่กลอง และการระบายน้ำของเขื่อนวชิราลงกรณ ตลอดจนการเตรียมการช่วยเหลือประชาชนเพื่อลดผลกระทบให้น้อยที่สุดว่า ลุ่มน้ำแม่กลอง มีลำน้ำสาขาที่สำคัญคือ แม่น้ำแควน้อย และแม่น้ำแควใหญ่ มีเขื่อนเก็บกักน้ำขนาดใหญ่ 2 แห่งคือ เขื่อนวชิราลงกรณ กั้นแม่น้ำแควน้อยที่ อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี

โดยสถานการณ์น้ำ ณ วันที่ 4 กันยายนที่ผ่านมา มีปริมาณน้ำ 8,401 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) หรือ94.82% ของปริมาณความจุ และเขื่อนศรีนครินทร์ กั้นแม่น้ำแควใหญ่ อ.ศรีสวัสดิ์ จ.กาญจนบุรี มีปริมาณน้ำ 16,195 ล้านลบ.ม. หรือ 91.27% ของปริมาณความจุ ทั้ง 2 เขื่อนขณะนี้ถือว่ามีระดับน้ำสูงกว่าระดับเกณฑ์ควบคุม (Upper Rule Curve)

ในขณะที่การคาดการณ์และสถิติที่ผ่านมา พบว่า ช่วงเดือนกันยายน–ตุลาคมของทุกปี จะเป็นช่วงที่มีปริมาณนํ้าไหลเข้าเขื่อนมากที่สุด สอดคล้องกับร่องความกดอากาศตํ่ากําลังเลื่อนจากภาคเหนือลงมายังภาคกลางในห้วงเวลาดังกล่าว จะทําให้เกิดฝนตกหนักส่งผลให้มีปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนในพื้นที่ดังกล่าวมากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม กรมอุตุนิยมวิทยาและสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (สส.นก.) ได้คาดการณ์ว่า ช่วงต้นเดือนกันยายน 2561 จะเกิดฝนทิ้งช่วงในพื้นที่ภาคกลางและจะตกหนักอีกครั้งหลัง วันที่ 15 กันยายน 2561 เป็นต้นไป

ดังนั้นจึงได้สั่งการให้ สทนช. บูรณาการทำงานร่วมกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศ (กฟผ.) ที่รับผิดชอบเขื่อนทั้ง 2 แห่ง กรมชลประทาน ที่รับผิดชอบเขื่อนทดน้ำแม่กลองที่อยู่ด้านล่าง และทางจังหวัดกาญจนบุรี ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้พิจารณาดําเนินการเร่งระบายน้ำออกจาก เขื่อนวชิราลงกรณและเขื่อนศรีนครินทร์ในห้วงเวลาที่คาดว่าจะเกิดฝนทิ้งช่วงนั้น เพื่อให้ระดับน้ำอยู่ในเกณฑ์ควบคุม สามารถรองรับปริมาณนํ้าฝนที่คาดว่าจะตกหนักในเดือน ก.ย. – ต.ค. ได้

แต่ทั้งนี้การระบายของ ทั้ง 2 เขื่อน ต้องเพิ่มการระบายแบบขั้นบันไดร่วมกับการจัดจราจรทางนํ้า อีกทั้งเขื่อนแม่กลองที่อยู่ตอนล่างก็ต้องปรับการระบายให้สอดคล้องกับทั้ง 2 เขื่อนดังกล่าวด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามการคาดการณ์สภาพอากาศอย่างใกล้ชิด พร้อมแจ้งเตือนประชาชนทราบเป็นระยะ ๆ ด้วยแล้ว

นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการ สทนช. กล่าวว่า ปัจจุบัน ปริมาณน้ำที่ระบายออกจากเขื่อนทั้ง 2 แห่งยังไม่ทำให้น้ำล้นตลิ่ง ซึ่งจากประชุมการพิจารณาร่วมกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเห็นว่า สามารถที่จะระบายน้ำเพิ่มขึ้นได้ในช่วงเวลาที่ฝนทิ้งช่วง โดยเขื่อนวชิราลงกรณ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยได้ปรับแผนการระบายน้ำจากเดิมวันละประมาณ 52 ล้าน ลบ.ม. เป็น 58 ล้าน ลบ.ม. ตั้งแต่วันนี้ (5 ก.ย.61) เป็นต้นไป

ซึ่งจะส่งผลให้ระดับนํ้าในแม่น้ำแควน้อยสูงขึ้นจากปัจจุบันอีก 40 เซนติเมตร (ซม.) และจะควบคุมปริมาณนํ้า ที่ระบายนี้ไม่ให้เกินความจุของลําน้ำแควน้อย

ส่วนการบริหารจัดการน้ำในเขื่อนศรีนครินทร์นั้น กฟผ.จะปรับแผนเพิ่มการระบายนํ้าผ่านเขื่อนท่าทุ่งนา ซึ่งรับน้ำจากเขื่อนศรีนครินทร์เดิมจากวันละประมาณ 20 ล้านลบ.ม. เพิ่มเป็นวันละ 28 ล้าน ลบ.ม. ตั้งแต่วันที่ 7- 13 ก.ย. 61 ด้วย ปริมาณนํ้าที่ระบายเพิ่มขึ้นจะทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำแควใหญ่สูงขึ้นอีก 35 ซม. แต่จะไม่เกินความจุของลํานํ้าแควใหญ่เช่นเดียวกัน และจะได้มีการแจ้งเตือนให้พื้นที่ท้ายเขื่อนตามลํานํ้าแควน้อยและลำน้ำแควใหญ่ให้ทราบถึงแผนการระบายนํ้าดังกล่าวด้วย

ขอบคุณข้อมูลจาก สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ

ชสอ. ยืนยันความมั่นคงฐานะทางการเงินไม่ขาดสภาพคล่อง

ชุมนุมสหกรณ์แห่งประเทศไทย ยืนยันมีความมั่นคงทางการเงินและบริหารงานโปร่งใส หลังมีกระแสข่าวบิดเบือนหวั่นกระทบความเชื่อมั่นของสหกรณ์ทั้งระบบ

วันที่ 5 กันยายน 2561 นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ และนายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ร่วมกับพลโท วีระ วงศ์สรรค์ ประธานกรรมการชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย แถลงข่าวยืนยันฐานะทางการเงินของชุมนุมสหกรณ์แห่งประเทศไทยยังมีความมั่นคงและบริหารงานโปร่งใสไม่มีเหตุต้องวิตกกังวลตามที่มีข่าวปรากฏทางสื่อบางฉบับ ว่าชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์มีความเสี่ยง

ซึ่งไม่ตรงกับความจริงที่เกิดขึ้นและเกรงว่าจะกระทบกับความอ่อนไหวและสร้างความตื่นตระหนกให้กับสหกรณ์ออมทรัพย์ที่เป็นสมาชิกกับทางชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันมีอยู่กว่า 1,000 แห่ง หากได้รับข้อมูลที่บิดเบือนเกรงว่าจะกระทบต่อความเชื่อมั่นของสหกรณ์ทั้งระบบ

ด้านพลโท วีระ วงศ์สรรค์ ประธานกรรมการชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวยืนยันว่าฐานะทางการเงินของชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์ฯ มีความมั่นคงไม่น้อยกว่าแบงค์ของรัฐ สหกรณ์ที่เป็นสมาชิกของชุมนุมฯส่วนใหญ่เป็นสหกรณ์ในหมู่ข้าราชการที่มีเงินเดือนประจำ ซึ่งสามารถหักชำระหนี้รายเดือนได้ ไม่มีหนี้ค้าง

พลโท วีระ วงศ์สรรค์ ประธานกรรมการชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย

ดังนั้น เมื่อสหกรณ์ลูกหนี้กู้เงินจากทางชุมนุมสหกรณ์ฯไป ก็จะนำเงินมาส่งชำระหนี้คืนได้ทุกสิ้นเดือนครบทุกสหกรณ์ ซึ่งไม่มีการผิดนัดชำระหนี้ และทางชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์มีสภาพคล่องเกินกว่า 8% เป็นสหกรณ์ที่อยู่ในหมู่ข้าราชการที่มีเงินเดือนประจำทั้งนี้แหล่งที่มาของทรัพย์สินของชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์ คือเงินที่ฝากและการถือหุ้นของสหกรณ์ออมทรัพย์ที่เป็นสมาชิก ซึ่งทรัพย์สินของทางชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์ฯได้มีการนำไปปล่อยกู้ให้กับสหกรณ์สมาชิก 70-80% ที่เหลือนำไปลงทุน 20-30 % โดยฝากธนาคาร และลงทุนภายใต้พระราชบัญญัติสหกรณ์ตามมาตรา 62 และประกาศของคณะกรรมการพัฒนาการสหกรณ์แห่งชาติ

พร้อมทั้งยืนยันว่าไม่มีการนำเงินไปลงทุนผิดประเภท ส่วนการบริหารที่สภาพคล่องทางการเงิน ทางชุมนุมฯได้มีการสำรองและจัดทำประมาณการกระแสเงินสด เป็นรายวัน รายเดือนและรายปี เพื่อบริหารสภาพคล่องไม่ให้เกิดวิกฤติ โดยดูจากประวัติย้อนหลัง 3 ปี เพื่อนำมาวางแผนการบริหารเงินสด โดยจะสำรองการบริหารสภาพคล่อง 8 % และการสำรองเงินสดไว้ที่ชุมนุมเฉลี่ยวันละ 500 ล้านบาท เพื่อให้สหกรณ์ที่เป็นสมาชิกกู้ยืม และยังมีหลักทรัพย์ที่เป็นพันธบัตรและหุ้นกู้อีก 3,697 ล้านบาท และยังมีตราสารทุนที่สามารถขายได้ทันทีอีก 1,100 ล้านบาท

ทางชุมนุมฯจะมีเงินที่สามารถนำมาบริหารสภาพคล่องได้ทั้งหมดประมาณ 6,380 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีวงเงินจากธนาคารที่สามารถนำมาบริหารสภาพคล่องได้อีก 7,000 กว่าล้านบาท มีการสำรองสินทรัพย์สภาพคล่อง เป็นเงินรับฝากและตั๋วสัญญาใช้เงิน 3% ซึ่งทางชุมนุมฯ ได้มีการทำแผนบริหารสภาพคล่องไว้ ส่วนเงินกู้ที่มีการผิดชำระหนี้ สหกรณ์ไม่มีการผิดนัดชำระหนี้ และมีการจัดชั้นลูกหนี้ตามมาตรฐานของกรมส่งเสริมสหกรณ์กำหนด

ส่วนลูกหนี้ NPL ของชุมนุมสหกรณ์ฯ มี 4 ราย เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษา วงเงินประมาณ 5 ล้านบาท หรือคิดเป็น 0.01 % ซึ่งขอยืนยันขณะนี้ทางชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทยยังมีฐานะการเงินที่มั่นคงและมีการดำเนินงานที่ได้มาตรฐานโปร่งใส มีสภาพคล่องอยู่ในเกณฑ์ดีและไม่มีข้อที่น่าวิตกข้อกังวลแต่อย่างใด

ขอบคุณ กรมส่งเสริมสหกรณ์ – CPD

พบสุนัข 2 ตัวถูกทำร้ายเจ็บสาหัส ชาวบ้านระดมเงินช่วยเหลือ

สุนัข 2 ตัวถูกทำร้ายได้รับบาดเจ็บสาหัส ต้องส่งรักษาที่โรงพยาบาลสัตว์ ชาวบ้านระดมเงินช่วยเหลือ

วันนี้ (5 ก.ย.61) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สุนัขพันธุ์ไทย ถูกคนฟันแสกหน้า บริเวณหมู่ 2 ในซอยท่าเสา ต.ท่าเสา อ.กระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร แต่อาการปลอดภัยแล้ว โดยสภาพตัวของมันเห็นร่องรอยบาดแผลฉกรรจ์ที่ได้ทำการเย็บไว้หลายเข็มและเอ็กซเรย์ดูรอยร้าวของกระดูกศีรษะ เพื่อป้องกันการติดเชื้อ

นางณัชชา เทียมบรรจง เจ้าของเจ้านำโชคสุนัขพันธุ์ไทย เล่าว่า เหตุเกิดเมื่อวันที่ 1 กันยายนที่ผ่านมา โดยพบสุนัขออกไปเล่นกับเด็กๆ เมื่อกลับมาบ้านมีอาการเลือดออกจากรอยบาดแผลที่ถูกฟันแสกหน้า จึงรีบส่งโรงพยาบาลสัตว์

ส่วนอีกตัวเป็นสุนัขแม่ลูกอ่อนพันธุ์ไทยสีดำ ไม่มีเจ้าของถูกคนใจร้ายใช้ไม้หน้าสามตีจนตาข้างขวาจนบอดไป 1 ข้าง ซึ่งขณะนี้ทั้ง 2 ตัวปลอดภัยแล้ว โดยมีผู้ขับขี่จักรยานยนต์รับจ้าง พื้นที่ตำบลท่าทราย อ.เมือง จ.สมุทรสาคร ช่วยเหลือระดมทุนมาได้ 4,000 บาท หลังจากอาการหายดี ทางโรงพยาบาลจะนำเจ้าดำสุนัขแม่ลูกอ่อนตัวนี้กลับไปปล่อยให้ได้อยู่กับลูกๆ ในที่เดิม

นายสัตวแพทย์ธนู ลิมปพัฒนวณิชย์ กล่าวว่า การนำสุนัขกลับไปปล่อยในที่เดิมคงต้องอาศัยน้ำใจจากคนในสังคมที่อยู่ใกล้เคียง ช่วยดูแลสอดส่องไม่ให้สุนัขถูกทำร้ายได้อีก