‘น้องเบี้ย’ เผ่าซาไก พูดอังกฤษคล่องจนเพื่อนในห้องยังต้องอาย

‘น้องเบี้ย’ เผ่าซาไก พูดอังกฤษคล่อง ได้รับทุนการศึกษาเรียนจบถึงปริญญาตรีจากทุนเฉลิมราชกุมารี เผยอยากเป็นครูเพื่อนำความรู้ไปสอนคนในเผ่าซาไก

วันที่ 5 ก.ย. 61 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น้องเบี้ย ศรีธารโต อายุ 17 ปี นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 42 จังหวัดสตูล ซึ่งน้องเบี้ย ไม่ใช่เด็กคนไทยทั่วไป แต่เป็นเด็กในชนกลุ่มน้อย เรียกว่า มานิ หรือมันนิ หากพูดถึงง่ายๆตามประสาบ้านๆคือคนป่า หรือเงาะป่านั้นเอง

แต่น้องเบี้ยมีความเก่งเป็นพิเศษหลังจากได้รับการเข้าโรงเรียนและศึกษาหาความรู้เหมือนกับเด็กไทยทั่วไป ซึ่งน้องเบี้ยเข้าเรียนตั้งแต่ชั้นอนุบาลจนถึงมัธยมศึกษาปีที่ 5 นอกจากพูดภาษาไทยที่คล่องแคล่วแล้ว ผลการเรียนในเรื่องภาษาอังกฤษ ยังชัดเจน ความจำดี ท่องไว ความจำในเรื่องภาษาไว้จนกลายเป็นที่รักของเพื่อนๆและคุณครู บางครั้งเรียนวิชาภาษาอังกฤษ คำบางคำ สระบางตัวของวิชาภาษาอังกฤษหากเพื่อนไม่เข้าใจ น้องเบี้ยจะบอกและสอนได้ทันที

เช่นเดียวกับเด็กชายเป้ ศรีธารโต (มานิหรือมันนิ )นักเรียนชั้นป.6 ก็เป็นเด็กในชนกลุ่มน้อยที่ได้รับโอกาสเข้ามาเรียนหนังสือก็ตามเพราะน้องเป้ก็ชอบเรียนหนังสือก็มีความฝันที่เป็นครูเช่นกัน

น้องเบี้ย ศรีธารโต (มานิ มันนิ ) กล่าวว่า ชอบเรียนภาษาอังกฤษมากเพราะอนาคตอยากเป็นครูเพื่อจบการศึกษาจะได้ไปสอนน้องๆ และญาติพี่น้องในหมู่บ้านให้มีความรู้ เนื่องจากมักโดนสังคมมองว่าเราตัวดำ ผมหยิก แต่จะทำให้สังคมยอมรับในชนเผ่าให้ได้

น้องเบี้ย ศรีธารโต

นอกจากนี้ด้านนางมารีย๊ะ บาราสัน ครูภาษาอังกฤษ กล่าวว่า วันนี้ได้สอนวิชาภาษาอังกฤษในเรื่องการใช้อารมณ์โดยใช้การ์ตูนที่วาดมาจากตัวไลน์ ในโลกโซเชียลมาสอนวันนี้และให้น้องเบี้ย (มานิ หรือมันนิ ) อ่านและแสดงอารมณ์น้องเบี้ยใช้เวลาไม่นานก็สามารถอ่านได้ ส่วนผลการเรียนวิชาอังกฤษน้องเบี้ยเก่งกว่าเพื่อนในห้องเรียน ทั้งการอ่านออกเสียง การจดจำภาษาและการเขียน

ทั้งนี้นางสุพรรณนา แก้วเพิ่มพูน ผู้อำนวยการโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 42 จังหวัดสตูล กล่าวว่า โรงเรียนแห่งนี้เป็นโรงเรียนที่อยู่ในความดูแลของพระองค์ท่านในหลวงรัชกาลที่ 9 และในหลวงรัชกาลที่ 10 ซึ่งโรงเรียนแห่งนี้ส่วนมากรับเด็กที่มีปัญหาทางครอบครัว เด็กด้อยโอกาส

ส่วนน้องเบี้ยเป็นเด็กมานิที่เรียนดีขยัน จนปัจจุบันได้รับทุนการศึกษาเรียนจบถึงปริญญาตรีคือทุนจาก ทุนเฉลิมราชกุมารี เป็น ทุนจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทั้งนี้เป็นทุนส่งเสริมให้เรียนจบปริญญาตรีเพื่อได้กลับไปพัฒนาบ้านเกิดตนเอง

สำหรับมานิ หรือมานิ (ซาไก ) เรียนที่โรงเรียนแห่งนี้ทั้งหมด 7 คน และเด็กด้อยโอกาสที่เป็นคนไทยทั่วไปรวมแล้วมีทั้งหมด 700 กว่าคน

เทรนด์รับประทานอาหารผสม ‘ชาร์โคล’

คาร์บอน หรือที่หลายคนรู้จักในชื่อ ชาร์โคล กำลังเป็นวัตถุดิบที่ได้รับความนิยมนำมาเป็นส่วนประกอบของอาหารและเครื่องดื่มหลายชนิด แต่หลายคนอาจยังไม่รู้ว่ามันมีโทษต่อร่างกายหรือไม่ โดยที่งานเทศกาลอาหารในเมืองซานฟรานซิสโก ของสหรัฐฯ ที่จัดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ คาร์บอน หรือ ชาร์โคล กลายมาเป็นวัตถุดิบหลักที่ถูกใช้เป็นส่วนผสมของอาหารทุกประเภทตั้งแต่ไส้กรอกไปจนถึงแป้งทำคุกกี้

ชาร์โคล ส่วนใหญ่มักทำมาจากเปลือกมะพร้าว หรือ ไม้ไผ่ที่นำมาเผาไฟ ซึ่งการผสมผงชาร์โคลลงไปในอาหารต่างๆ กำลังได้รับความนิยมอย่างมากในสังคมออนไลน์ การผสมชาร์โคลลงในอาหารไม่ได้ทำให้รสชาติอาหารเปลี่ยนไป แต่มันมีผลกับเนื้อสัมผัส

โคล เมเยอร์ เจ้าของร้าน “โดป คุกกี้ โด” ได้ผสมชาร์โคลลงไปในอาหารของเขาเพื่อสร้างมิติใหม่ ซึ่งเมเยอร์ บอกว่า “ปกติแล้วอาหารทั่วไปจะมีสีสันที่ทุกคนคุ้นเคย แต่เมื่อเราผสมชาร์โคลลงไปจะทำให้มันกลายเป็นสีเขม่าควัน ผู้คนก็จะรู้สึกชื่นชอบมันมาก” ชาร์โคล กลายเป็นส่วนผสมที่ได้รับความนิยมไม่เว้นแม้แต่ของขวาน

ลอร่า อาธูอิล จากร้านชู เบเกอรี่ กล่าวว่า ขนมผสมชาร์โคลได้รับความนิยมต่อจากเทรนด์ขนมรูปยูนิคอร์นสีรุ้ง ซึ่งเราพอแล้วกับขนมทุกชนิดที่มีสีรุ้ง ตอนนี้เราต้องการสีดำ ก่อนที่จะรับประทานอาหารที่ผสมชาร์โคลผู้คนต่างถ่ายภาพอาหารของพวกเขาเพื่อโพสท์ในสังคมออนไลน์

คาร์ล่า ซีกัว หนึ่งในลูกค้าที่ซื้ออาหารผสมชาร์โคล บอกว่า ตอนนี้ทุกคนต้องถ่ายภาพอาหารก่อนรับประทาน จัดมุมให้สวย ถ่ายรูปก่อน จากนั้นจึงค่อยรับประทานมัน

ชาร์โคลส่งผลอย่างไรต่อสุขภาพของผู้ที่รับประทานเข้าไปหรือไม่นั้น ปกติแล้วแพทย์จะสั่งให้ผู้ป่วยรับประทานคาร์บอนเพื่อดูดซึมพิษในร่างกายและแก้อาการจากการรับประทานยาเกินขนาด แต่หากว่ารับประทานมากจนเกินไปก็อาจจะก่อให้เกิดอาการท้องผูกรุนแรง และส่งผลเสียต่อสุขภาพได้

อาคีเลช ปาลานิซามี ผู้เชี่ยวชาญด้านยารักษาโรค กล่าวว่า หากเรารับประทานยาภายใน 2 ชั่วโมง หลังจากที่รับประทานชาร์โคลเข้าไปมันจะลดประสิทธิภาพของฤทธิ์ยา หรืออาจจะทำให้ยาไม่ส่งผลเลย นอกจากนี้หากผสมชาร์โคลลงไปในอาหาร ก็จะทำให้ผู้ที่รับประทานไม่ได้รับสารอาหาร

เนื่องจากวิตามินและแร่ธาตุจะถูกชาร์โคลดูดซึมไปหมด และขับออกจากร่างกาย ดังนั้นผู้คนจะไม่ได้รับประโยชน์จากอาหารอย่างเต็มที่

เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา หน่วยงานด้านสาธารณสุขประจำนครนิวยอร์ก ของสหรัฐฯ ก็เพิ่งจะประกาศห้ามนำชาร์โคลมาเป็นส่วนประกอบของอาหาร จากเหตุผลเดียวกัน แต่ยังไม่มีรายงานว่าเมืองอื่นๆ มีการสั่งห้ามเพิ่มอีก

อย่างไรก็ตาม นักชิมอาหารเชื่อว่ามันเป็นแค่เทรนด์ในการรับประทาน แต่เมื่อมีเทรนด์ใหม่ๆเข้ามา ความนิยมรับประทานอาหารที่มีส่วนผสมของชาร์โคลก็จะลดลงไปเอง

สปสช. เตรียมผลักดันชนเผ่ามานิ เข้าถึงบริการสุขภาพตามสิทธิ

สำนักงานหลักประกันสุขภาพ เร่งผลักดันกลุ่มชนเผ่ามานิ ทำบัตรประชาชนเพื่อเข้าถึงสวัสดิการรักษาพยาบาลตามสิทธิ

วิถีชีวิตที่ต้องอาศัย อยู่ กิน และทำกิจวัตรประจำวันในป่า คือวิถีชีวิตที่คุ้นเคยของชนเผ่ามานิ กลุ่มชาติพันธุ์ที่กระจายอยู่ในป่าแนวเทือกเขาบรรทัด ครอบคลุมพื้นที่ 4 จังหวัดภาคใต้ ได้แก่พัทลุง ตรัง สตูล และสงขลา ขณะที่สังคมเมืองมีการเปลี่ยนแปลงหลายด้านด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆ แต่ชนเผ่ามานิยังคงรักษาความเป็นอัตลักษณ์ของตัวเองอย่างเหนียวแน่น

ปัญหาหนึ่งของการเข้ามาพึ่งพาแพทย์แผนปัจจุบันของชนเผ่ามานิ คือพวกเขาไม่มีบัตรประชาชน การมารักษาที่โรงพยาบาลแต่ละครั้ง โรงพยาบาลต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเองและกลายเป็นภาระของโรงพยาบาลในที่สุด
ด้วยเหตุนี้จึงมีการผลักดันการทำบัตรประชาชนให้กับชนเผ่ามานิที่มีอยู่กว่า 400 คน เพื่อให้เข้าถึงรัฐสวัสดิการ โดยเฉพาะการรักษาพยาบาลที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติดูแลอยู่

แต่ด้วยข้อจำกัดของชนเผ่ามานิที่มีการย้ายถิ่นฐานตลอดเวลา ซึ่งส่งผลต่อการลงทะเบียนใช้สิทธิ ณ โรงพยาบาลใดโรงพยาบาลหนึ่ง สปสช.เขต 12 จึงทำเรื่องส่งไปยังคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เพื่อพิจารณาผ่อนปรนเป็นกรณีพิเศษ โดยให้ชนเผ่ามานิสามารถรักษาที่ใดก็ได้ โดยไม่ต้องกลับมารักษาที่ที่ลงทะเบียนไว้ตอนแรก เพื่อเปิดโอกาสให้เข้าถึงบริการสุขภาพที่มีประสิทธิภาพ