เปิดกรรมวิธี ทำครกหินด้วยมือ สร้างอาชีพทำรายได้ให้ชาวบ้านที่พะเยา

ชาวบ้านในพะเยาผลิต “ครกหิน” ที่ทำด้วยมือ ซึ่งเป็นอาชีพดั้งเดิมมานานนับหลายสิบปี สร้างรายได้ให้เป็นอย่างดี

นางวราภรณ์ พรหมเสน พร้อมกับสามี ช่าวบ้านในนพื้นที่ บ้านงิ้ว หมู่ที่ 6 ตำบลบ้านสาง อำเภอเมืองพะเยา พาผู้สื่อข่าวดูการผลิต “ครกหิน” ที่ทำด้วยมือและทำด้วยเครื่องจักร หลังจากที่เขาและสามีหันมาทำอาชีพครกหินจำหน่าย เมื่อ 5-6 ปีที่ผ่านมา

โดยนางวราภรณ์ เล่าว่า ในหมู่บ้านแห่งนี้ ซึ่งเป็นแหล่งผลิตครกหินที่ขึ้นชื่อของจังหวัดมาเป็นระยะเวลานานหลายสิบปี และมักจะมีผู้คนจากทั่วประเทศไทยเดินทางมารับซื้อกันอย่างต่อเนื่อง ตนเองจึงได้หันมาทำอาชีพดังกล่าว โดยได้รับหินมาจากดอยโตน ซึ่งอยู่ในพื้นที่ตำบลแม่กา อำเภอเมืองพะเยา ซึ่งเป็นแหล่งหินชั้นดีของจังหวัด

โดยจะผลิตทั้งครกหินที่ทำด้วยมือ หรือครกหินโบราณ และครกหินที่ทำด้วยเครื่อง ซึ่งในแต่ละวันสามารถผลิตได้ 40-50 ลูก และจะมีลูกค้าที่เป็นพ่อค้าเดินทางมารับซื้ออย่างต่อเนื่อง โดยอิตย์หนึ่งสามารถส่งขายได้ 200-300 ลูก

ซึ่งราคาเริ่มต้นสำหรับครกลูกเล็ก จะส่งที่ 100 บาท เบอร์ 5 จะส่งที่ 120 บาท เบอร์ 6 อยู่ที่ 140 บาท เบอร์ 7 อยู่ที่ 150 บาท และขนาดใหญ่ที่สุดเป็นเบอร์ 9 จะส่งที่ 200 บาทต่อลูก ซึ่งในแต่ละวันจะสมารถผลิตและจำหน่ายครกได้ตลอด โดยจะมีพ่อค้าเดินทางมารับซื้อถึงที่บ้าน

สำหรับครกหินของหมู่บ้านงิ้ว ถือว่าเป็นแหล่งผลิตครกหินที่มีคุณภาพ วัตถุดิบคือหินที่แข็งแกร่ง สามารถใช้งานได้ทนทาน นอกจากนี้ฝีมือในการผลิตครกหินของชาวบ้านที่นี่ ที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน ยังคงมีความสวยงาม และเป็นเอกลักษณ์ของครกหินพะเยาที่เป็นที่ต้องการของตลาด

โดยผู้สนใจติดต่อสอบถามได้ที่ นางวราภรณ์ พรหมเสน บ้านงิ้ว หมู่ที่ 6 ตำบลบ้านสาง อำเภอเมืองพะเยา โทร 062-4985104

เครือข่ายแผงลอยไทย ร้องรัฐเลิกมาตรการคืนทางเท้า

ม็อบเครือข่ายหาบเร่แผงลอย บุกทำเนียบรัฐบาล ร้องนายกรัฐมนตรี ทบทวนมาตรการจัดระเบียบทางเท้า

ระหว่างการประชุมคณะรัฐมนตรี วานนี้ ผู้ค้าหาบเร่แผงลอยหลายร้อยคน รวมตัวกันหน้าศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ บริเวณตรงข้ามทำเนียบรัฐบาล เพื่อเรียกร้องให้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง อาทิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ทบทวนนโยบายจัดระเบียบทางเท้า คืนพื้นที่ขายให้กับหาบเร่แผงลอย

โดยนายเรวัตร ชอบธรรม ประธานเครือข่ายแผงลอยไทยเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน เผยว่า ปัจจุบัน สมาชิกเครือข่ายที่เป็นผู้ค้ากว่า 7,500 คน ครอบคลุมพื้นที่ 50 เขต ของกรุงเทพฯ อยากร้องนายกรัฐมนตรี ให้แก้ปัญหา 3 ระยะ ได้แก่ 1.ระยะเร่งด่วน ให้รัฐบาลและ กทม.ทบทวนยกเลิกนโยบายคืนทางเท้าให้ประชาชน พร้อมคืนพื้นที่ค้าขายเดิมภายใน 7 วัน จนกว่ากฎหมายฉบับใหม่ จะมีผลบังคับใช้

ระยะกลาง ขอให้พัฒนากลไกการมีส่วนร่วม ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ทั้ง เทศกิจ, กทม., เครือข่ายผู้ค้าริมทางเท้า, ผู้บริโภค และนักวิชาการ เพื่อพัฒนามาตรการจัดระเบียบ จนถึงการเสียภาษีอย่างถูกต้อง ไม่ใช่การยกเลิกหาบเร่อผงลอย

ส่วนในระยะยาว ขอให้รัฐบาลและ กทม.ออกกฎหมายการค้าริมทางเท้า เพื่อจัดระเบียบ และป้องกันการเปลี่ยนนโยบายไป-มา

ขณะที่มีรายงานว่า ภายหลังการหารือกับภาครัฐ ประธานเครือข่ายฯ ได้แถลงต่อผู้ชุมนุมว่า นายกรัฐมนตรี มีคำสั่งให้ตั้งคณะกรรมการร่วม 3 ฝ่าย ประกอบด้วย กทม., กองบัญชาการตำรวจนครบาล, และตัวแทนผู้ค้า เพื่อพิจารณาแนวทางแก้ปัญหา พร้อมให้การคุ้มครองผู้ค้าที่ได้รับคำสั่งยกเลิกไปแล้ว แต่ยังไม่ได้ออกจากพื้นที่ ส่วนผู้ค้าที่ออกจากพื้นที่ไปแล้ว ให้รอการพิจารณาของคณะกรรมการร่วม ภายใน 30 วัน

‘นิกกี้ พริตตี้เงินล้าน’ ปิดร้านสักคิ้วหนี สคบ.

นิกกี้ พริตตี้เงินล้าน เจ้าของร้านเฟียร์สักคิ้ว เบี้ยวนัด สคบ. ขณะที่สำนักอนามัย ตรวจสอบพบไม่มี ใบอนุญาตประกอบกิจการ จ่อดำเนินคดีอาญา

นายพิฆเนศ ต๊ะปวง รองเลขาธิการ คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร และตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค ลงพื้นที่ตรวจสอบ ร้านอาจารย์เฟียร์ สักคิ้วเสริมโหงวเฮ้ง ย่านเสนานิคม หลังได้รับร้องเรียนว่ามีผู้เสียหาย 2 คนที่มาใช้บริการสักริมฝีปากแล้วติดเชื้ออย่างรุนแรง จนต้องเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาล แต่เมื่อเจ้าหน้าที่ไปถึงพบว่า ร้านปิดและล็อกประตู โดยทางร้านแจ้งว่า ขณะนี้ร้านได้หยุดดำเนินกิจการ

นายพิฆเนศ เปิดเผยว่า สคบ.จะเข้าตรวจสอบการให้บริการและการขออนุญาตประกอบการ รวมไปถึง ค่าใช้บริการและเครื่องมือที่ใช้ให้บริการ แต่เมื่อผู้ประกอบการไม่ให้เข้าตรวจสอบ หลังจากนี้จะออกหนังสือเรียกเจ้าของร้านให้ไปพบ และชี้แจงภายใน 7 วัน หากไม่ไปพบก็จะเข้าสู่ขั้นตอนการดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยการประสานไปยัง ปคบ.เพื่อร้องทุกข์กล่าวโทษถึงการกระทำความผิด

นอกจากนี้ ยังต้องประสานแพทยสภา ให้ตรวจสอบเรื่องของการให้บริการสักที่ต้องมีการใช้ยาชา ว่าเข้าข่ายการประกอบอาชีพเวชกรรมหรือไม่ และผู้ประกอบการมีใบอนุญาตหรือไม่

ด้าน นายสรสิช เหลืองรุ่งเกียรติ นักวิชาการสุขาภิบาลชำนาญการพิเศษ สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร กล่าวว่า สถานประกอบการดังกล่าวไม่มีการขออนุญาตประกอบกิจการ เพิ่งจะมีการขอใบอนุญาตในการประกอบกิจการเช้าวานนี้ ตามหลักการเมื่อยื่นขออนุญาตเปิดสถานประกอบการ สำนักอนามัยจะต้องเข้าตรวจสอบอาคารสถานที่ และสุขลักษณะ ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 15 วัน ก่อนเปิดให้บริการแก่ประชาชน กรณีที่ทางสถานประกอบการ เปิดดำเนินการก่อนหน้านี้ จะมีการดำเนินคดีในข้อหาประกอบกิจการโดยไม่ได้รับใบอนุญาต โดยมีโทษจำคุก 6 เดือน ปรับ 50,000 บาท

ทั้งนี้ ทางผู้ประกอบการขอเวลา 1 สัปดาห์เพื่อดำเนินการปรับปรุงส่วนบกพร่องต่างๆ และจากนั้นทาง กทม.ก็จะต้องเข้ามาดูความมั่นคงแข็งแรงของอาคาร ดูสุขลักษณะภายในอาคาร เพื่อป้องกันการปนเปื้อน ก่อนที่จะออกใบอนุญาต